‘กล้าธรรมนัส’ ล็อกอาวุธลับ รอวันรบ ‘ครูใหญ่สีน้ำเงิน’

พรรคร่วมรัฐบาล ที่นำโดยพรรคภูมิใจไทย ผสมกับพรรคเพื่อไทย และมีอะไหล่พรรคเล็กพรรคน้อยร่วมรัฐนาวา ประกอบกำลังกัน เกือบ 300 เสียงผู้จัดการรัฐบาลหลังฉาก คำนวณลมฟ้า อ่านพยากรณ์การเมืองสเต็ปต่อไป ไม่จำเป็นต้องมีเสียงพรรคร่วมรัฐบาลที่เกินความจำเป็น เพราะจะทำให้ตัวหารเก้าอี้รัฐมนตรีของแต่ละพรรค แต่ละกลุ่ม แต่ละซุ้มบ้านใหญ่ ลดน้อยลงตามไปด้วยดังนั้น “พรรคสีเขียว” กล้าธรรม ที่มี สส. เขต 56 คน และ สส.บัญชีรายชื่อ 2 คน จึงถูกกาออกจากสมการร่วมจัดตั้งรัฐบาลทันที นับแต่รู้ผลหย่อนบัตรเลือกตั้งเมื่อ 8 ก.พ. 2569ฉะนั้น พรรคร่วมฝ่ายค้าน จะเป็นการรวมตัวของพรรคการเมืองที่ผสมไปด้วย “ส้ม-เขียว-ฟ้า” พรรคประชาชน 120 เสียง พรรคกล้าธรรม 58 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 21 เสียง และจะประกอบกำลังไปด้วยพรรคเล็กที่ไม่ร่วมสังฆกรรมรัฐบาลภูมิใจไทยผู้นำพรรคกล้าธรรม อย่าง “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รู้เกมจัดตั้งรัฐบาลล่วงหน้า ทำให้ออกอาการขึงขังอยู่ตลอด หลังเห็นสัญญาณพรรคภูมิใจไทยเปิดดีลกับพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่ 13 ก.พ. 2569ร.อ.ธรรมนัส เปิดปากให้สัมภาษณ์ท่าทีของพรรคกล้าธรรม ตั้งแต่ 27 ก.พ. 2569 ถึงดีลร่วมรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยว่า ยังไม่ได้มีการพูดคุยและไม่มีสัญญาณเรียกจากพรรคน้ำเงิน รวมทั้งยังประกาศว่า “การเมืองไม่มีสัญญาอะไร มีแต่วันพรุ่งนี้ ไม่มีเมื่อวาน”"หากวันหนึ่งได้รับคำตอบชัดเจนว่าเขาพร้อมแล้ว โดยที่ไม่มีพรรคกล้าธรรม เราก็พร้อมทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านคอยตรวจสอบ ผมมีจุดยืนของผม และพรรคกล้าธรรมก็มีจุดยืน เราจะไม่วิ่งเข้าไปหาโดยไม่มีศักดิ์ศรี ไม่ใช่สไตล์ผม" ร.อ.ธรรมนัส ระบุถึงแม้ความเป็นพันธมิตรทางการเมืองหน้าฉากระหว่าง “นายกฯ หนู” และ “ผู้กองนัส” จะมีไมตรีที่ดีต่อกัน แต่เมื่อนักข่าวถามย้ำถึงคนหลังฉากพรรคสีน้ำเงินอย่าง “เนวิน ชิดชอบ” ร.อ.ธรรมนัสกลับตอบว่า “ทำไมต้องคุยกับท่านเนวิน อย่าดึงท่านมาเกี่ยว อย่างการดีลจัดตั้งรัฐบาลครั้งที่แล้ว ผมก็พูดคุยเพียงหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เพราะฉะนั้นอย่าดึงบุคคลภายนอกมาเกี่ยวข้อง เดี๋ยวจะผิดกฎหมาย”อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่า “ร.อ.ธรรมนัส” ปฏิบัติการแตกหักกับ “พรรคเพื่อไทย” มาร่วมรัฐบาลเสียงข้างน้อยพรรคภูมิใจไทยเมื่อปลายปี 2568 นั้น เพราะรู้ว่าเหลือเวลาจะเลือกตั้งใหญ่ในต้นปี 2569 การเก็บอาวุธ และสรรพกำลังไว้ก่อนจึงได้เปรียบในทางลับ คีย์แมนบ้านใหญ่ในพรรคน้ำเงินจึงฝากเลี้ยงผู้สมัครในซุ้มของตัวเองไว้ที่พรรคกล้าธรรมส่วนหนึ่ง เพื่อไม่ให้ทับซ้อนกัน แต่ในสมรภูมิเลือกตั้งครั้งนี้ การแบ่งพื้นที่กันระหว่าง “พรรคน้ำเงิน” และ “พรรคสีเขียว” กลับต้องแลกมาด้วยการต่อสู้ และห้ำหั่นในพื้นที่อย่างหนักทำให้บิ๊กการเมืองค่ายน้ำเงินมองว่า หากปล่อยให้ “พรรคกล้าธรรม” ร่วมรัฐบาล เท่ากับให้อาวุธกับพรรคใหม่มาแรง กระดานอำนาจในวันข้างหน้า พรรคที่จะเป็นคู่แข่งหลักในเกมระบบจัดตั้งจะไม่ใช่พรรคเพื่อไทย แต่ละเป็นพรรคกล้าธรรมที่มาท้าทายอำนาจของพรรคภูมิใจไทยนั่นจึงเป็นที่มาว่า ก่อนจัดตั้งรัฐบาลจึงมีกระแสข่าวปล่อย เพื่อสกัดผู้นำจิตวิญญาณพรรคกล้าธรรม โดยวางกฎเหล็กของรัฐมนตรีชุดใหม่ ต้องยึดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ตีความตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) ว่า รัฐมนตรีต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์สัญญาณนี้จึงส่งตรงมายัง “ร.อ.ธรรมนัส” และต่อมาจึงประกาศล่วงหน้าพร้อมเป็นฝ่ายค้าน แน่นอนว่า พรรคกล้าธรรมในฐานะเจ้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในปัจจุบัน คงต้องเก็บอาวุธลับเอาไว้ เพื่อรอวันเอาคืน โดยเฉพาะมีการพุ่งเป้าตรงไปที่คดีเขากระโดง ที่หนามยอกอกครูใหญ่สีน้ำเงิน และเครือข่ายคนบุรีรัมย์มาโดยตลอดต้องไม่ลืมว่า “ร.อ.ธรรมนัส” ทำการเมืองด้วยใจนักเลง พร้อมที่จะแตกหักกับคนที่ร่วมงานได้เสมอ หากถึงวันที่จำเป็นต้องใช้เกมในสภาฯ ด้วยการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ก็คงได้เห็นการชำแหละผู้มีบารมีหลังฉากพรรคน้ำเงิน โดยเฉพาะการเก็บอาวุธลับ พร้อมท่าไม้ตาย ที่เคยคุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขึ้นมาดิสเครดิตแน่นอนว่า การเปิดฉากรบในบทฝ่ายค้านนั้น พรรคกล้าธรรม ยังต้องการฟื้นภาพที่ถูกมองว่ามีบาดแผลทางการเมือง ที่ถูกโจมตีอย่างหนักระหว่างเลือกตั้งว่า เป็นพรรคที่เข้าข่ายทุนสีเทา หากทำผลงานได้ดีระหว่างเป็นฝายค้าน ก็อาจได้แต้มเห็นใจกลับคืนมาสัญญาณรอวันรบระหว่าง ผู้นำจิตวิญญาณ “กล้าธรรม” และ “ภูมิใจไทย” คงได้เห็นปรากฎการณ์ผ่านเวทีนิติบัญญัติเป็นฉากแรก เพื่อรอวันเอาคืนกันเป็นระยะ จนกว่าจะถึงศึกเลือกตั้งครั้งต่อไปภายใต้บริบทการเมือง ซึ่งชนชั้นนำออกแบบให้เกิดรัฐบาลผสมไร้เสถียรภาพ โดยคนการเมืองอ่านทิศทางลมแล้วยังคงฟันธงว่า ความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาลที่ประกอบด้วยบ้านใหญ่หลายซุ้ม อาจเป็นเงื่อนไขหลักที่ต้องยุบสภาในท้ายที่สุดอยู่ดี


Posted

in

by

Tags: