‘คณะ ๔ ว่าวตลอดกาล’

ชีวิตผมอยู่อีกไม่นานที่จะได้ใช้แสวงหา “ประสบการณ์” ตอบโจทย์ชีวิตที่เหลือฉะนั้น ต่อจากนี้ผมคงต้อง “ตุหรัด-ตุเหร่” เพื่อแสวงหาประสบการณ์จากการเรียนรู้ “สิ่งผิด-สิ่งถูก” ในโลกใบนี้บ่อยหน่อย ท่านคงไม่ว่ากันนะ!นี่ก็เพิ่ง “อีบัด-อีโรย” กลับมา…เห็นภาพข่าว “นายเอมมานูเอล มาครง” ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่ “นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล” ที่ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศส เมื่อ ๒๕ พ.ค.๖๙ ด้วยบรรยากาศแห่งมิตรภาพแห่งชาติที่ทัดเทียมและจริงใจบวกกับได้อ่านที่ คุณ “Withawatt Cozy Tansuhaj” โพสต์ ผมก็พลอยปลื้มกับบ้านเมืองไทยและนายกฯ อนุทินตามไปด้วย“Withawatt Cozy Tansuhaj” โพสต์ ดังนี้ ครับประธานาธิบดีมาครอง โพสต์ IG ส่วนตัว รูปคู่กับนายกฯ อนุทินของไทย โดยมีคำบรรยายว่า….“มีความสุขในการแลกเปลี่ยนมุมมองกับท่านนายกฯ อนุทินของประเทศไทย ที่มาเยือน ๑๗๐ ปีแห่งความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนของประเทศไทยและฝรั่งเศส และจะยังคงเป็นมิตรที่ดีกันต่อไปในอนาคต”ทีเด็ดเอาใจคนไทยกว่านั้น คือมาครองเลือกเพลง “เมด อิน ไทยแลนด์” ของวงคาราบาว มาประกอบบรรยากาศความเห็นส่วนตัว พวกกีบส้มที่เพ้อว่าอยากให้เมืองไทยเป็นเมืองขึ้นจงดูเอาไว้ว่าการเป็นประเทศเอกราชตั้งแต่ครั้งองค์กษัตริย์ปกครอง ๑๗๐ ปีก่อน ส่งผลมากมายเพียงใดต่อศักดิ์ศรีประเทศไทยในปัจจุบันเขมรเทียบไม่ติดเลยก็ว่าได้พวกคุณจะไม่สำนึกบุญคุณก็ไม่เป็นไร แต่อย่าพูดหรือทำอะไรที่ไม่สมควร……………………………………ตัดกลับไปอีกมุมหนึ่งในยุโรป ๒๖ พ.ค.๖๙“คณะ ๔ หมาหัวเน่าผู้ว่าวตลอดกาล” โพสต์โดย “นายปิยบุตร แสงกนกกุล” ข้อความว่า[บ้านเกิด Atatürk กับบ้านตาย ปรีดี พนมยงค์]เมื่อสักครู่ ผมได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ Atatürkที่เมือง Thessaloniki ประเทศกรีซท่านที่สนใจประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศต่างๆ อาจตั้งคำถามขึ้นว่า Mustafa Kemal Atatürkผู้นำการปฏิวัติตุรกี เปลี่ยนตุรกีให้เข้าสู่ยุคสมัยใหม่เป็นผู้นำก่อตั้งสาธารณรัฐตุรกีแล้วไฉน กลับมีพิพิธภัณฑ์ Atatürk อยู่ที่กรีซ บลาๆๆๆๆกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวในกรีซที่คนตุรกีต้องมาเมื่อผมเข้าชมพิพิธภัณฑ์ Atatürk ก็ชวนคิดไปถึงบ้านที่เมือง Antony ประเทศฝรั่งเศสที่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ พำนักอาศัยกับครอบครัว จนวาระสุดท้ายของชีวิตบทบาทในประวัติศาสตร์การเมือง และสถานะของ อตาเติร์ก และปรีดี ไม่ต่างกันเป็นผู้นำการอภิวัฒน์ เปลี่ยนระบอบการปกครอง เป็นรัฐบุรุษ บุคคลสำคัญของชาติแต่บ้านที่ปรีดีพักอาศัยจนวาระสุดท้ายของชีวิต กลับไม่เคยมีนักการเมือง สส. รัฐมนตรี หรือข้าราชการของประเทศไทยผลักดันให้มีการซื้อคืน เพื่อสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์ หรืออย่างน้อย ก็เจรจาความกับเทศบาลเมือง Antonyเพื่อขอติดป้ายรำลึกว่า ปรีดีเคยอยู่ที่นี่ไม่มีเลยอย่าว่าแต่ให้มีเลยคน Antony คนฝรั่งเศส หรือ นักการเมืองท้องถิ่นเมือง Antony ยังไม่รู้มาก่อนด้วยซ้ำ(ผมทราบเรื่องนี้ เพราะเมื่อคราว ธนาธร มาทำนิติกรรม ซื้อขาย เราได้ขอนัดพบกับเทศมนตรี เขาก็พึ่งทราบเรื่องราวจากที่เราเล่าให้ฟัง)ช่างตรงกันข้ามกับกรณีของอตาเติร์กอย่างยิ่ง นี่ขนาดว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกรีซกับประเทศตุรกีมีหลายช่วงหลายตอนที่อยู่ในสถานะปฏิปักษ์ ขัดแย้งกันแต่เขายังผลักดันรักษาพื้นที่ความทรงจำไว้ได้เราต้องรอจนกระทั่ง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ตัดสินใจใช้เงินส่วนตัว 1.6 ล้านยูโร ซื้อบ้านที่ Antony ไว้และยกให้สร้างเป็นพิพิธภัณฑ์รำลึกถึงปรีดี พนมยงค์ (ธนาธรยังคงต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกมากสำหรับการบูรณะซ่อมแซมและทำเป็นพิพิธภัณฑ์)หากธนาธรไม่ซื้อไว้ บ้านหลังนี้ ก็จะถูกขายต่อไปให้บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เตรียมทุบทิ้ง และสร้างเป็นคอนโดที่อยู่อาศัยต่อไปน้ำใจของธนาธรครั้งนี้ ทำให้ประเทศไทยของเรายังรักษาพื้นที่ความทรงจำของปรีดี พนมยงค์ เอาไว้ได้เรื่องแบบนี้ ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ด้วยน้ำมือของรัฐบาลของราชอาณาจักรไทยแต่เกิดขึ้นได้ เพราะเจตจำนงของธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจอีกไม่ช้าไม่นาน ประชาชนคนไทย ที่มาฝรั่งเศส คงได้มีโอกาสเข้าชมบ้านหลังนี้ครับบ้าน เลขที่ 27 Avenue Raymond Aron และเมือง Antony ก็จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนไทยมาเยี่ยมเยือนกัน เหมือนกับคนตุรกีที่มาเยือนบ้าน เลขที่ 17 ถนน Apostolou Pavlou และเมือง Thessaloniki.…………………………………………..เห็นปิยบุตร โหน “หลุยส์ อ็องตวน เดอ แซ็ง-ฌุสต์” และปลุกเสกให้เป็นพระเจ้าของพวกรุ่นใหม่ ๓ นิ้วอยู่พักตอนนี้ไม่เอาแล้วหันมาโหน “ท่านปรีดี พนมยงค์” รอบใหม่ ในบรรยากาศที่ “เท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ผู้นำพรรคระบอบสีส้มโพสต์แบบผู้นำพรรคที่ “ยังไม่หย่านมแม่” เช่น……..“……สังคมการเมืองไทยยังอยู่ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่ถือกำเนิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ ๖๐ ซึ่งเป็นมรดกของการรัฐประหารและระบอบนี้ กำลังกัดกินอนาคตของสังคมไทย ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน”พวกเขาจัดวาง “สถาบันทางการเมือง” และ “ระบบกฎหมาย” ขึ้นมาใหม่……..ภายใต้ระบอบนี้ ใครก็ตามที่กล้าลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจและผลประโยชน์ของพวกเขา จะถูกขัดขวาง ถูกโดดเดี่ยวหรือถูกทำลายด้วยกลไกของ “ศาลรัฐธรรมนูญ, องค์กรอิสระ,วุฒิสภา หรือ “กระบวนการยุติธรรม”………. ภายใต้ “ระบอบสีน้ำเงิน” ศาลรัฐธรรมนูญ, องค์กรอิสระ และ วุฒิสภาพร้อมจะใช้อำนาจอย่าง “ฉ้อฉล บิดเบือน”เพราะประชาชนตรวจสอบหรือถอดถอนพวกเขาไม่ได้………พวกเขากินรวบในทางการเมืองผ่านการแต่งตั้งศาลรัฐธรรมนูญ, องค์กรอิสระ, ผู้นำกองทัพ, ตำรวจ, ผู้พิพากษา และข้าราชการพวกเขากินรวบในทางเศรษฐกิจด้วยการสนับสนุนกลุ่มทุน ที่เป็นเสาค้ำยันให้กับ “ระบอบสีน้ำเงิน” ผ่านการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง………ถึงเวลาที่เราต้องร่วมกันสร้าง “พลังของประชาชน” เพื่อนำพาสังคมไทยออกจาก “ระบอบสีน้ำเงิน”และประตูบานแรก คือการมี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ยึดโยงกับประชาชนอย่างแท้จริงมาช่วยกันแสดงพลังของคนส่วนใหญ่ ว่าเราต้องการรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยในความที่ “ชนะเลือกตั้ง”…….แต่ไม่สามารถสถาปนา “ระบอบสีส้ม” ได้ เพราะแพ้เกมตั้งรัฐบาล ด้วยความอ่อนหัด บวกโง่แล้วยังอวดหยิ่งของตัวเองด้วยซื่อบื้อเช่นนั้นแหละ….เสริมส่งให้ “พรรคภูมิใจไทย” ได้เป็นรัฐบาล “เสียงข้างน้อย” นำไปสู่การชนะขาดในสนามเลือกตั้งเป็น “รัฐบาลเสียงข้างมาก”มันทำให้อึดอัดขัดอกจนเลือดกระอักขังในคั่งแค้นจนต้องครวญประมาณว่า….ชนะแต่กลับแพ้ไปทุกสิ่งอกเอ๋ย ไม่เหลืออันใดเลย ชะตาเอ๋ยช่างโง่ยิ่งกว่าโคกับกระบือ ๘ ตัวรวมกัน!ยิ่งเห็นองคมนตรีมาให้คำปรึกษารัฐบาลเกี่ยวกับปัญหาภัยแล้ง “เท้ง” ที่ปกติก็ “เรืองปัญญาวุฒิ” พลันกลายเป็น “เท้ง-สติหลุด”โพสต์ด้วยถ้อยคำเป็นเชือก “พันธนาการ” ตัวเอง ส่งมอบเจ้าพนักงานทางกฎหมายทันที!คณะ “๔ หมาหัวเน่าผู้ว่าวตลอดกาล” จึงจุดพลุ “พิพิธภัณฑ์ปรีดี” ในฝรั่งเศส หวังเบี่ยงกระแส “เท้ง” ที่กำลังจะตายเพราะปาก“คณะราษฎร” โดยท่านปรีดี ความจริง วิญญาณท่านก็สงบสุขของท่านดีอยู่แล้วแต่เมื่อ “คณะ ๔ หมาหัวเน่าผู้ว่าวตลอดกาล” ขุดท่านขึ้นมาชูในฐานะ “ผู้ปฏิวัติล้มสถาบันพระมหากษัตริย์” เหมือน “อตาเติร์ก”ด้วยหวังคุยอวดว่า….“ธนาธร” เจ้าของพรรคระบอบสีส้มเป็นผู้ควัก ๑.๖ ล้านยูโร ซื้อบ้านท่านปรีดีที่ฝรั่งเศส ทำเป็นพิพิธภัณฑ์ปรีดีเมื่อนำคำที่ “เท้ง-ณัฐพงษ์” พูดถึง “ระบอบสีน้ำเงิน” ครอบงำทุกระบบในประเทศ เจตนาให้คนเข้าใจเหนือขึ้นไปกว่า “พรรคภูมิใจไทย”บวกกับคำที่เท้งบอก “ไม่อยากให้นายกฯ ดึงฟ้าต่ำ” เมื่อเห็นองคมนตรีมาให้คำปรึกษารัฐบาลเกี่ยวกับภัยแล้งนั้นมันชัดยิ่งกว่าชัด ว่า….คำว่า “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่หัวหน้าพรรคประชาชนพูดถึงนั้น เจตนากระทบกระแทกถึงใคร ซึ่งมิใช่พรรคภูมิใจไทยโดยตรง?!ในบรรยากาศเดียวกันหัวหน้า “ระบอบสีส้ม” ก็ออกมาโพสต์ถึงท่านปรีดี สอดรับการปลุกระดมถึงการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ระบุ เพื่อล้ม“ระบอบสีน้ำเงิน”ผมมองว่า นี่ไม่ใช่การยกย่อง-เชิดชูท่านปรีดีโดยสุจริตใจ แต่หวังอาศัยชื่อท่านมาใช้ปลุกระดมล้มล้าง “ระบอบสีน้ำเงิน”พูดกันให้ตรงตัวไปเลย “ระบอบสีน้ำเงิน” ที่พูดนั้น เจตนาก็หมายถึง “สถาบัน”!ทำให้นึกถึงบทกวี "เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน" ของ วิทยากร เชียงกูล สมัย ๑๔ ตุลา “ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึง มาหา…”แต่ “เท้ง-ณัฐพงษ์” พูดเข้าลักษณะ “ฉันเยา ฉันเขลา ฉันทึ่ม ฉันจึงไม่เคยค้นหา…”ท่านอาจารย์ปรีดี เคยให้สัมภาษณ์ “นายแอนโทนี พอล” ที่บ้านพัก ชานกรุงปารีส เมื่อปี ๒๕๒๒ ขณะนั้นท่านอายุ ๗๙ ปีและนิตยสาร “เอเชียวีค” ฉบับวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๒๒ตีพิมพ์ ในหัวเรื่อง "PRIDI THROUGH A LOOKING GLASS”“แอนโทนี พอล” ถามชนิด “ยิงตรงหัวใจ” ว่า….“ท่านคิดว่าอะไรที่น่าจะเป็นความผิดอันใหญ่หลวงของท่าน ถ้าท่านมีอำนาจกลับไปและแก้ไขเพียงส่วนหนึ่งของชีวิตของท่าน การตกลงใจหรือการกระทำอันไหน ที่ท่านอยากเปลี่ยนมากที่สุด?“ปรีดี พนมยงค์ :“ถ้าท่านถามถึงว่า อะไรที่ข้าพเจ้าจะทำ ถ้าข้าพเจ้ากลับไปเป็นนายกรัฐมนตรี…เอาละ ข้าพเจ้าขอตอบว่าข้าพเจ้าไม่สนใจที่จะกลับสู่การเมืองอีกหรอกเดี๋ยวนี้ ข้าพเจ้าแก่มากแล้ว แต่ข้าพเจ้าตอบท่านได้ถึงความผิดในอดีตของข้าพเจ้าในปี พ.ศ.๒๔๖๘ เมื่อเราเริ่มจัดตั้งกลุ่มแกนกลางของพรรคอภิวัฒน์ในปารีส ข้าพเจ้ามีอายุเพียง ๒๕ ปี เท่านั้นหนุ่มมาก…หนุ่มทีเดียว….“ขาดประสบการณ์”แม้ว่าข้าพเจ้าได้รับปริญญาแล้ว และได้คะแนนสูงสุด แต่ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าทางทฤษฎีข้าพเจ้าไม่มี “ประสบการณ์”และโดยปราศจาก “ประสบการณ์” นั้น บางครั้ง ข้าพเจ้า “ประยุกต์ทฤษฎี” อย่างนักตำราข้าพเจ้าไม่ได้นำเอา “ความเป็นจริง” ในประเทศของข้าพเจ้ามาคำนึงด้วยข้าพเจ้าติดต่อกับประชาชนไม่พอความรู้ทั้งหมดของข้าพเจ้าเป็น “ความรู้ตามหนังสือ” ข้าพเจ้าไม่ได้เอา “สาระสำคัญของมนุษย์” มาคำนึงด้วยให้มากเท่าที่ข้าพเจ้าควรจะมีในปี พ.ศ.๒๔๗๕ ข้าพเจ้าอายุ ๓๒ ปี พวกเราได้ทำการอภิวัฒน์ แต่ข้าพเจ้าก็ “ขาดประสบการณ์”และครั้นข้าพเจ้า “มีประสบการณ์” มากขึ้นข้าพเจ้าก็ “ไม่มีอำนาจ”…..ฯลฯ…..…………………………………….และนี่ ที่ “คณะ ๔ หมาหัวเน่าผู้ว่าวตลอดกาล” ระบอบสีส้ม รวมทั้ง “เท้ง-ณัฐพงษ์” ซึ่งเยา เขลา ทึ่ม ไม่เป็นไร แต่ควรค้นหา คือที่“สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี”….ได้พระราชทานสัมภาษณ์นักข่าว เมื่อปี ๒๕๑๖ ในหนังสือ“เบื้องแรกประชาธิปตัย” ถึงนายปรีดี พนมยงค์ และพระยามานวราชเสวี ที่ขอเข้าเฝ้าฯ ที่อังกฤษ ความว่า“หลวงประดิษฐ์มนูธรรม, พระยามานวราชเสวี เคยไปขอเข้าเฝ้าฯ บอกว่าข้าพระพุทธเจ้าตอนนั้น ยังเด็ก….คิดอะไรหัวมันรุนแรงเกินไป ไม่นึกว่าจะลำบากยากเย็นถึงเพียงนี้ ถ้ารู้ยังงี้ ก็ไม่ทำ”แล้ว “ธนาธร-ปิยบุตร-พิธา-ชัยธวัช” และเท้ง ล่ะจะ “รู้ยังงี้”หรือจะ “ว่าวอยู่อย่างนี้ตลอดไป”!?-เปลว สีเงิน๒๗ พฤษภาคม ๒๕๖๙คนปลายซอย


Posted

in

by

Tags: