คลิปกล้วยทอดเปลี่ยนเกม คนไทยมองนายกฯอนุทิน ติดดิน ‘ไม่เฟค’ คนใต้ยังกังวลเงินเยียวยาล่าช้า

ซูเปอร์โพลเผย คนไทยมองนายกฯ อนุทิน ติดดิน เมื่อวันที่ 30 พ.ย. สำนักวิจัยซูเปอร์โพลได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ เพื่อศึกษาความรู้สึก ความต้องการ และมุมมองของประชาชนต่อเหตุการณ์มหาอุทกภัยภาคใต้ รวมถึงท่าทีของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ได้ออกมาขอโทษประชาชน ยอมรับความบกพร่อง และลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือด้วยตัวเองอย่างต่อเนื่อง ผลสำรวจนี้สะท้อนภาพรวมของ “ความรู้สึกใหม่” หลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ซึ่งเป็นทั้งวิกฤติของภัยธรรมชาติ และบททดสอบสำคัญของรัฐบาลชุดปัจจุบันในการสำรวจครั้งนี้ สำนักวิจัยซูเปอร์โพล ได้เปิดเผยรายงานผลสำรวจเรื่อง ความรู้สึกและความต้องการของประชาชน หลังจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีขอโทษประชาชน เหตุอุทกภัยภาคใต้ จากกลุ่มตัวอย่างทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 1,142 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 29–30 พฤศจิกายน 2568 พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 75.8 เห็นว่า เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ครั้งนี้เป็น “เหตุสุดวิสัยจากภัยธรรมชาติ” ขณะที่ ร้อยละ 24.2 มองว่า “ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย” และยังสามารถป้องกันหรือบรรเทาได้หากมีระบบบริหารจัดการที่ดีกว่านี้ ตัวเลข ร้อยละ 75.8 สะท้อนความเข้าใจของประชาชนต่อปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather) ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ตัวเลข ร้อยละ 24.2 ชี้ให้เห็นถึงความกังวลต่อระบบป้องกันน้ำท่วม การเตือนภัย และประสิทธิภาพของท้องถิ่น–ส่วนกลาง กลุ่มที่มองว่า “สามารถป้องกันได้” ถือเป็นฐานเสียงที่รัฐบาลต้องสื่อสารและแสดงผลงานให้ชัดเจนมากขึ้นนอกจากนี้ ประชาชนตอบรับเชิงบวกต่อท่าทีของนายกรัฐมนตรีอย่างมีนัยสำคัญ ต้องการให้เยียวยาแบบโอนเงินตรง แยกส่วนใช้จ่าย–ก้อนหนี้ (94.7%) เป็นเสียงเรียกร้องที่ “เอกฉันท์ที่สุด” ในผลสำรวจนี้ สะท้อนว่า ประชาชนต้องการความรวดเร็ว โปร่งใส และเข้าถึงได้จริง และความพอใจทุกฝ่ายช่วยเหลือประชาชน คนไทยไม่ทอดทิ้งกัน (91.5%) แสดงถึงพลังของ “ความร่วมมือทางสังคม” ที่ประชาชนให้คุณค่าอย่างสูงในภาวะวิกฤติ และเสียงของประชาชนที่ขอให้หยุดทะเลาะกัน หยุดด่ากันไปมา เลิกวิจารณ์ที่ไม่เกิดประโยชน์ หันมาร่วมมือช่วยเหลือประชาชนดีที่สุด (90.3%) เป็นเสียงเรียกร้องที่เด่นชัดว่า ประชาชนต้องการ “การเมืองเพื่อประชาชน” ไม่ใช่การเมืองเพื่อความขัดแย้ง ไม่ต้องการให้ใครฉวยโอกาสเอาความเจ็บปวดของประชาชนมาก่อความวุ่นวายอย่างไรก็ตาม ประชาชนยังกังวลเรื่องหนี้สินและการรอรับเงินเยียวยา (82.9%) สะท้อนความทุกข์ร่วมของประชาชนผู้ประสบภัย ที่ต้องเผชิญทั้งน้ำท่วมและหนี้ท่วมพร้อมกัน และ การขอโทษประชาชน พร้อมเกาะติดพื้นที่ของนายกรัฐมนตรี ทำให้รู้สึกดีขึ้น (71.8%) ตัวเลขนี้ชี้ชัดว่า “ภาวะผู้นำเชิงมนุษย์ (Human Leadership)” ได้ผลจริง และเป็นปัจจัยฟื้นศรัทธาที่มีน้ำหนักมากที่น่าสนใจคือ ความในใจของประชาชน เมื่อเห็นคลิป นายกรัฐมนตรี หยิบกล้วยทอดที่ตกหล่นขึ้นมากิน พบว่า จำนวนมากที่สุดหรือร้อยละ 45.7 ระบุเป็น ผู้นำที่ติดดิน จริง ๆ ไม่เฟค ไม่สร้างภาพ ร้อยละ 41.2 ระบุ เป็น ผู้นำที่ไม่ได้เตรียมฉาก ไม่ได้จัดโชว์ ร้อยละ 36.8 ระบุ น่าสงสาร น่าเอ็นดู ร้อยละ 35.9 ระบุ คงหิวจัด ไม่ติดหรู แต่เกาะติดปัญหา กินไม่เป็นเวลา และร้อยละ 34.1 ระบุสร้างภาพ ตามลำดับอย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถาม ความต้องการของประชาชน พบ 5 อันดับแรกของข้อมูลสะท้อนภาวะวิกฤติของประชาชนต้องมีเงินสดทันที ได้แก่ อันดับ 1 เร่งออกเงินเยียวยาค่าใช้จ่ายประจำวัน และเงินช่วยผู้เสียชีวิตทันที (91.1%) เป็นภาวะ “ยามวิกฤติต้องมีเงิน” เพราะรายได้หยุด แต่ค่าใช้จ่ายไม่หยุด อันดับ 2 ช่วยชำระหนี้บ้าน–รถ–ธุรกิจ–ร้านค้า–หนี้ส่วนบุคคล (89.4%) ตัวเลขนี้ยืนยันว่า “น้ำท่วมลูกที่สอง” คือ หนี้สิน มากกว่าน้ำจริง อันดับ 3 ซ่อมบ้าน–ซ่อมรถ–ซ่อมอุปกรณ์ทำกิน (85.1%) สะท้อนว่าการฟื้นอาชีพต้องเริ่มจากการฟื้น “ทรัพย์สินพื้นฐานของชีวิต” อันดับ 4 สร้างงาน–สร้างอาชีพ–ยกเว้นภาษีรายได้ (77.2%) ตัวเลขนี้มีความหมายว่า ประชาชนต้องการ “ทางรอดหลังน้ำลด” ไม่ใช่เพียงเงินเยียวยาระยะสั้น อันดับ 5 พักชำระหนี้ ลดต้นลดดอก (73.4%) เป็นความต้องการที่เน้นเสถียรภาพการเงินระยะกลางของครัวเรือนที่น่าเป็นห่วง คือ ความกังวลต่อระบบราชการและงานเอกสาร แบ่งออกระหว่าง เสียงของคนในพื้นที่น้ำท่วม กับ คนนอกพื้นที่ พบ“ความจริงที่ตรงและแรงที่สุด” ของงานราชการไทยในสถานการณ์วิกฤติ คือ คนในพื้นที่น้ำท่วม กังวลต่อระบบราชการล่าช้า 98.3% ในขณะที่ เพียง 1.7% ที่ไม่กังวล อย่างไรก็ตาม คนนอกพื้นที่ส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 64.9 กังวล แต่ร้อยละ 35.1 ไม่กังวลกล่าวโดยสรุป ผลโพลนี้ชี้ว่า แม้น้ำท่วมครั้งนี้จะเป็นภัยธรรมชาติที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของภาคใต้ แต่ประชาชนยัง “เปิดใจให้รัฐบาล” หากรัฐบาลเดินหน้าอย่างรวดเร็ว จริงใจ และถึงมือจริง นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้เริ่มต้นด้วยการขอโทษและลงพื้นที่บริหารวิกฤติด้วยตัวเอง แต่ สิ่งที่จะ “พลิกวิกฤติเป็นศรัทธา” ได้จริง คือ ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ใน 3–7 วันหลังจากนี้


Posted

in

by

Tags: