5 พฤศจิกายน 2569 – นายศิริโชค โสภา อดีตสส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า อย่าให้ความหวังของประชาชน หยุดอยู่หน้าประตูศาล เห็นข่าว กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเรื่องอำนาจของตน ซึ่งมีผลถึงว่าศาลฎีกาจะตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร สว. และทบทวนมติยกคำร้องของ กกต. ได้หรือไม่ ผมนึกถึงคดีตัวเองทันทีเพราะในคดีที่ผมฟ้องเจ้าหน้าที่และประธาน ป.ป.ช. ทาง ป.ป.ช. ก็ขอให้ส่งประธานศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ศาลอาญาคดีทุจริตฯ มีอำนาจพิจารณาหรือไม่ แม้เป็นคนละกลไกกฎหมาย แต่สิ่งที่ประชาชนต้องเจอคล้ายกัน คือก่อนจะได้พิสูจน์ข้อเท็จจริง ต้องผ่านคำถามเรื่องอำนาจศาลให้ได้เสียก่อนวันนี้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 นัดผมไปฟังคำสั่งเรื่องนี้ ( 5 พย 69) เวลา 09:30หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมผมถึงฟ้อง ป.ป.ช.เรื่องเริ่มจาก ป.ป.ช. มีมติชี้มูลนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.พรรคภูมิใจไทย ทั้งทางอาญาและจริยธรรมอย่างร้ายแรง เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2567 กรณีให้บุคคลอื่นจ่ายค่ารักษาพยาบาลแทน 1,335,778 บาท แลกกับการแต่งตั้งผู้อื่น ( ซื้อขายตำแหน่ง) เป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัว เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง สส.ช่วงปี 62ตอนแรก นายณัฏฐ์ชนนโพสต์บอกประชาชนว่า มีผู้ใหญ่ใจดีช่วยออกค่ารักษาพยาบาลให้ แต่เมื่อชี้แจงต่อ ป.ป.ช. กลับบอกว่าเป็นเงินของตนเองทั้งหมด จนกระทั่ง ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายณัฏฐ์ชนนจึงยื่นขอทบทวนมติ อ้างเป็นเงินกู้ พร้อมนำสัญญากู้เงิน 900,000 บาทจากนายเนวิน ชิดชอบ มาอ้างว่าเป็นเงินที่นำมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลแต่ตามเอกสารที่ผมนำมาเปิดเผย วันที่ 15 สิงหาคม 2567 นายสุทธิ กลีบสัตบุตร เจ้าของสำนวน ได้ให้ความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรว่า สัญญากู้ไม่ใช่หลักฐานใหม่ ไม่อาจเปลี่ยนผลวินิจฉัย และการขอสอบพยานเพิ่มเติมขัดต่อระเบียบแต่หลังจาก ที่มีประธาน ป.ช.ช คนใหม่ วันที่ 21 ตุลาคม 2567 ที่ประชุม กลับมีมติให้สอบพยานเพิ่ม 2 ปาก ทั้งที่ ขัดต่อระเบียบและการสอบพยาน 2 ปาก กลับยืดเยื้อ เป็นเวลาเกือบ 2 ปี จนกระทั่งวันที่ 17 เมษายน 2569 นายสุทธิคนเดิม ที่เคยไม่เห็นด้วย กลับสรุปให้ที่ประชุม สอบพยานเพิ่มเติมอีก โดยให้สอบนายเนวินเป็นพยานในประเด็นเงินกู้ที่ตนเคยเห็นว่าไม่ใช่หลักฐานใหม่จากที่เคยบันทึกไว้ว่าไม่อาจรับฟังได้ อะไรทำให้เจ้าของสำนวนเปลี่ยนความเห็น?คำถามนี้ยิ่งสำคัญ เพราะนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีมาตั้งแต่ชั้นไต่สวน และเคยอยู่ฝ่ายที่เห็นว่าคดีไม่มีมูล ได้ขึ้นเป็นประธาน ป.ป.ช. และเป็นผู้กำกับดูแลสำนักเจ้าของสำนวนโดยตรงในช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวผมจึงต้องการให้ตรวจสอบทั้งเหตุผลที่ความเห็นเปลี่ยน ความล่าช้าในการสอบพยาน และการทำหน้าที่ของผู้กำกับดูแล เพราะลากยาวมาแล้ว กว่า 5 ปี นี่คือที่มาของการฟ้องเจ้าของสำนวนและประธาน ป.ป.ช. ตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบแต่ก่อนจะไปถึงคำตอบเหล่านั้น เราต้องรอฟังเสียก่อนว่า ศาลนี้มีอำนาจพิจารณาหรือไม่ท่านผู้พิพากษาเคยชี้แจงว่า ประเด็นนี้เป็นที่สนใจและถกเถียงกันมากในวงวิชาการ เพราะคำวินิจฉัยจะมีผลกว้างกว่าคดีของผม ผมจึงมองว่านี่อาจเป็นคดีวางบรรทัดฐานสำคัญต่อช่องทางที่ประชาชนจะใช้ตรวจสอบ ป.ป.ช.หากศาลมีอำนาจ คดีก็เดินหน้าพิสูจน์ข้อกล่าวหาได้ แต่หากไม่มีอำนาจ ช่องทางที่ผมใช้ก็จะถูกปิดลง โดยยังไม่ได้วินิจฉัยว่ามีการกระทำผิดตามที่ฟ้องหรือไม่ความหวังของประชาชนอยู่ตรงนี้ครับ เมื่อเห็นความผิดปกติแล้วลุกขึ้นมาตรวจสอบ ต้องมีช่องทางให้ข้อเท็จจริงได้รับการพิสูจน์ และผู้ใช้อำนาจต้องอธิบายการกระทำของตนได้ เพราะคนที่มีอำนาจตรวจสอบคนทั้งประเทศ ต้องไม่อยู่เหนือการตรวจสอบเสียเอง
ความหวังประชาชน! ‘ศิริโชค’ ลุ้นศาลคดีทุจริตฯ นัดฟังคำสั่งชี้ขาดอำนาจ ปมฟ้อง ป.ป.ช. ม.157
by
Tags: