ฉากชีวิต ‘นิสิต’ ครูสู่แกนนำ นปช. ก่อนมอบตัว คดีล้มประชุมอาเซียน

กลายเป็นข่าวดังข้ามคืน กรณี“นิสิต สินธุไพร” อดีตแกนนำ นปช. เข้ามอบตัวกับตำรวจกองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม (กก.3 บก.ป.) หลังตกเป็นผู้ต้องหา ตามหมายจับศาลพัทยา เมื่อ 1 พ.ย. 2562 ในคดีร่วมสร้างความวุ่นวาย ล้มการประชุมอาเซียนซัมมิท ปี 2552 ในข้อหาก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ทำให้เสียทรัพย์ และบุกรุก เพื่อขอต่อสู้คดี โดยเขาเดินทางมามอบตัวบริเวณป้อมตำรวจทางหลวง อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด เบื้องต้น จากการสอบสวน “นิสิต” ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา และไม่ขอให้รายละเอียดใด ๆ ในชั้นสอบสวน จึงนำตัวส่งศาลจังหวัดพัทยา ดำเนินการตามกฎหมายต่อไปสำหรับ“คดีล้มประชุมอาเซียน” หลายคนอาจจำกันได้เมื่อราว 16 ปีที่แล้วยุค “แดงทั้งแผ่นดิน” แกนนำ นปช.จำนวนหนึ่ง นำโดย “อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง” กับพวก บุกเข้าไปก่อความวุ่นวายบริเวณด้านหน้า รร.รอยัลคลิฟ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เพื่อหวังล้มการประชุมอาเซียนซัมมิท ที่มี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรีขณะนั้น เข้าร่วมประชุม ส่งผลให้ประเทศไทยภาพลักษณ์เสียหายอย่างมากจากนานาชาติก่อนที่ในปีถัดมา 2553 ม็อบ นปช.และแนวร่วมคนเสื้อแดง จะเข้ามาปักหลักชุมนุมใหญ่ในใจกลาง กทม. นานหลายเดือน กระทั่งรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ตัดสินใจตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) โดยใช้กำลังทางทหารเข้ามาควบคุมการชุมนุม กระทั่งตัดสินใจสลายการชุมนุม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายเจ้าหน้าที่เกือบ 100 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ซึ่งกลายเป็น “แผลใจ” ของคนเสื้อแดงมาจนถึงปัจจุบัน“นิสิต สินธุไพร” คือหนึ่งในแกนนำหลักของ แนวร่วม นปช. เขายืนเคียงข้างบนเวทีกับแกนนำทั้งหลาย เช่น ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จตุพร พรหมพันธุ์ วีระกานต์ มุสิกพงศ์ มาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มในชื่อ นปก. โดยเขามีบทบาทสำคัญในการคิดแผนยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหว และการระดมมวลชนในพื้นที่ภาคอีสาน โดยเฉพาะ จ.ร้อยเอ็ด บ้านเกิดของเขาประวัติส่วนตัว “นิสิต” เป็นชาวบ้านโนนศรีชัย ต.โพธิ์ใหญ่ จ.ร้อยเอ็ด โดยขณะศึกษาระดับปริญญาตรี ได้รับการแต่งตั้งเป็นอุปนายกองค์การนิสิตนักศึกษา หลังจากนั้นได้เข้ารับราชการครู และเป็น “นักเคลื่อนไหว” ทางการศึกษาคนสำคัญใน จ.ร้อยเอ็ด เคยเป็นคณะกรรมการประถมศึกษา จ.ร้อยเอ็ด อดีตผู้นำครูภาคอีสาน ก่อนจะผันตัวเข้าสู่แวดวงการเมืองในเวลาต่อมาโดย “นิสิต” เข้าสู่ถนนทางการเมืองครั้งแรกในสีเสื้อพรรคความหวังใหม่ ถูกส่งลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.ปี 2544 และชนะการเลือกตั้งเจ้าของพื้นที่เดิมได้ ต่อมาพรรคความหวังใหม่ควบรวมกับพรรคไทยรักไทย หลังจากนั้นปี 2548 ได้รับชัยชนะ สส.ร้อยเอ็ด อีกครั้งในสีเสื้อพรรคไทยรักไทยในห้วงเป็น สส. 2 สมัยแรก “นิสิต” มีบทบาทสำคัญในการเสนอ “อาจสามารถโมเดล” ซึ่งเป็นโมเดลแก้จน กระทั่ง “ทักษิณ ชินวัตร” นายกฯขณะนั้น ได้ลงพื้นที่พร้อมกับ ครม. และข้าราชการระดับสูงเพื่อดูงาน แถมมีนักการทูตหลายประเทศเข้าสังเกตการณ์ ซึ่งโครงการนี้ได้รับการผลักดันจากรัฐบาล และประสบความสำเร็จอย่างมาก กระทั่งเกิดรัฐประหารปี 2549 โครงการก็ถูกพับไปต่อมาในปี 2550 “นิสิต” กลับมาสู่แวดวงการเมืองอีกครั้งกับพรรคพลังประชาชน ยานพาหนะคันที่ 2 ของ “ทรท.” โดยเขาถูกแต่งตั้งเป็น กก.บห.ของพรรค และวางยุทธศาสตร์เลือกตั้ง สส.ภาคอีสาน อย่างไรก็ดีพรรคพลังประชาชนถูกยุบในเวลาต่อมา เขาในฐานะ กก.บห.ต้องถูกตัดสิทธิทางการเมืองในนาม “บ้านเลขที่ 109”โดยในช่วงที่เขาติดโทษแบนทางการเมืองนั้น เขาได้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง และเคลื่อนไหวกับกลุ่ม นปช. กลายเป็นแกนนำหลัก เคยเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน นปช. ที่มีลักษณะอบรมส่งคนไปเป็น “สายสืบ” ในหน่วยงานของรัฐหลายแห่ง ทั้งนี้เขามีบทบาทระดมมวลชนมาชุมนุมใน กทม.ในปี 2552-2553 และการเคลื่อนไหวล้มประชุมอาเซียนปี 2552 อย่างไรก็ดีภายหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553 “นิสิต” เป็นหนึ่งในแกนนำที่ถูกจับและต้องติดคุกพร้อมกับ “ตู่ จตุพร-เต้น ณัฐวุฒิ”หลังจากนั้น “นิสิต” ถูกปล่อยตัวออกมาจากเรือนจำ ยังคงคลุกคลีตีโมง และเคลื่อนไหวในนาม นปช.อยู่ กระทั่งเขาพ้นโทษแบนทางการเมืองในช่วงปี 2556 ทว่าในช่วงเวลาดังกล่าวเกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองครั้งสำคัญ เมื่ออดีตแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) หลายคน ตัดสินใจมาเคลื่อนไหวบนถนน ในนาม กปปส. ปลุกม็อบล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร“นิสิต” ในฐานะหนึ่งในแกนนำหลักคนเสื้อแดง ได้ระดมมวลชนตัดสินใจจัดการชุมนุมหลายครั้ง เช่น ที่ราชมังคลากีฬาสถาน ตั้งแต่ 24 พ.ย.-1 ธ.ค. 2556 และชุมนุมใหญ่เมื่อ 10 พ.ค. 2557 บริเวณ ถ.อักษะ กระทั่ง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ขณะนั้น ประกาศใช้กฎอัยการศึกเมื่อ 20 พ.ค. 2557 พร้อมกับเชิญ “คู่ขัดแย้ง” ทุกฝ่ายมาเจรจาที่สโมสรทหารบก ถ.วิภาวดีว่ากันว่าช่วงเวลานั้นแกนนำ นปช.หลายคนประเมินแล้วว่า น่าจะเกิดเหตุ “รัฐประหาร” ขึ้นแน่ แต่ยังไม่ได้เลิกการชุมนุม โดยแกนนำหลัก “เต้น ณัฐวุฒิ-ตู่ จตุพร” พร้อมด้วย “หมอเหวง โตจิราการ-ธิดา ถาวรเศรษฐ” ได้ไปหารือกับ ผบ.ทบ.ที่สโมสรทหารบก ส่วน “นิสิต” ไม่ได้ไปด้วย อยู่รักษาการเวทีชุมนุมที่ ถ.อักษะ ซึ่งคนเสื้อแดงยังปักหลักชุมนุมอยู่ราว 5,000 ชีวิตกระทั่งวันที่ คสช.ตัดสินใจยึดอำนาจเมื่อ 22 พ.ค. 2557 “นิสิต” เคยเล่าให้ฟังว่า “วันนั้นผมไปขึ้นศาลมา และก็มีภารกิจบางอย่างที่ต้องกลับบ้าน พร้อมกับเอาเสื้อผ้ามาซัก และจะได้เอาชุดใหม่ไปเพื่อนอนต่อในที่ชุมนุม ขณะที่ออกจากบ้านเกิดหิวข้าว เลยแวะกินข้าวเสียก่อน หลังจากนั้นก็ขึ้นรถแท็กซี่ ปรากฏว่าเมื่อใกล้จะถึงที่ชุมนุม วิทยุบนรถแท็กซี่ก็เผยแพร่ประกาศ คสช.ที่ยึดอำนาจ”“เราก็เข้าไปไม่ได้ ได้แต่วนอยู่รอบ ๆ ที่ตรงนั้น พร้อมทั้งโทรบอกมวลชนให้ระมัดระวังตัว ส่วนเราก็พยายามกันตัวเองออกมา แต่ตอนนั้นมวลชนเหลือไม่เยอะ รวมเบ็ดเสร็จประมาณ 5,000 คนเท่านั้น”หลังจากนั้น “นิสิต” ได้เข้ารายงานตัวกับ คสช. และถูกแยกไปคุมขังตามค่ายทหารต่าง ๆ โดยเขาถูกส่งไปอยู่กับ “ขวัญชัย ไพรพนา” แกนนำ นปช.อีสาน โดยวันควบคุมตัวเขาเอาขึ้นเฮลิคอปเตอร์ เอาผ้าปิดตา มัดมือ หลังจากนั้นพอถึงสถานที่ก็ให้แยกกันอยู่คนละห้อง พอวันปล่อยตัวเขาก็เอาขึ้นเฮลิคอปเตอร์ เอาผ้าปิดตา มัดมือเหมือนเดิม จนกลับมาถึง กทม.จึงค่อยเปิดต่อมา “นิสิต” ถูกดำเนินคดี-รื้อคดีสมัยปี 2552-2553 มาดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ส่วนบทบาททางการเมืองได้ผ่องถ่ายไปยังทายาททางการเมืองคือลูกสาว 2 คน ได้แก่ “น้ำ” จิราพร สินธุไพร และ “เบียร์” ชญาภา สินธุไพร กระทั่งทั้งคู่ประสบความสำเร็จได้รับเลือกตั้งเป็น สส.ร้อยเอ็ดทั้ง 2 คน โดยเฉพาะ “น้ำ จิราพร” ขึ้นชั้นเป็น รมต.ประจำสำนักนายกฯส่วน “น้องสาว” คือ “จุรีพร สินธุไพร” ก็ถูกผลักดันเล่นการเมืองท้องถิ่น เคยเป็นรองนายก อบจ.ร้อยเอ็ด อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อดีตข้าราชการทางการเมือง ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีหลังถูกปล่อยจากการควบคุมตัวโดย คสช. “นิสิต” ยืนยันว่า องค์กรอย่าง นปช.ยังไม่ได้พ่ายแพ้ และพร้อมจะกลับมาอีกครั้ง ทว่าในข้อเท็จจริงผ่านมา 11 ปี หลายคนน่าจะทราบดีว่า นปช.แตกกระสานซ่านเซ็น แบ่งออกเป็น 3 ฝ่ายอย่างชัดเจน 1.ขั้ว “เต้น ณัฐวุฒิ” ยังปักหลักอยู่กับเพื่อไทย 2.ขั้ว “หมอเหวง-ธิดา” ที่ยึดมั่นอุดมการณ์สุดขั้ว ออกตัวเชียร์ “พรรคส้ม” และ 3.ขั้ว “ตู่ จตุพร” กลับไปอยู่ “อดีตมิตร” คือกลุ่มพฤษภา 35 เคลื่อนไหวล้ม “ชินวัตร”อย่างไรก็ดีเมื่อ 3 ธ.ค. 2562 ศาลจังหวัดพัทยา อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา จำคุก 4 ปี อย่างไรก็ดีเขาไม่ได้ไปฟังคำพิพากษา เช่นเดียวกับ “กี้ร์ อริสมันต์” จำเลยคนสำคัญ อดีตแกนนำ นปช. ทำให้ถูกศาลออกหมายจับกระทั่งผ่านมาเกือบ 6 ปี “นิสิต” ตัดสินใจกลับมามอบตัวกับกองปราบฯ เพื่อสู้คดีดังกล่าว ทั้งที่จำเลยอดีตแกนนำ นปช.หลายคนในช่วงเวลานั้น ยังคง "หลบหนี" อยู่ในสถานการณ์ “เพื่อไทย” กำลังเพลี่ยงพล้ำในทางการเมือง จนทำให้หลายคน โดยเฉพาะ “อดีตคนเสื้อแดง” สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่?


Posted

in

by

Tags: