‘ชูวิทย์’ ชี้ 5 เหตุผลไม่เลือก ‘พรรคส้ม’ เชื่อคะแนนเลือกตั้งลดลง

“นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์” อดีตนักการเมืองชื่อดัง แสดงจุดยืนไม่เลือก “พรรคส้ม” พร้อมยก 5 เหตุผลหลัก และเชื่อว่าคะแนนเลือกตั้งครั้งนี้จะลดลงจากครั้งก่อนเมื่อวันที่ 7 ก.พ. 69 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า"นายชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์" อดีตนักการเมืองชื่อดัง ได้ออกมาโพสต์ข้อความแสดงเหตุผลไม่สนับสนุน “พรรคส้ม” ลงแฟนเพจ"ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์" เผยว่าเป็นการเตือนด้วยความหวังดี พร้อมยกเหตุผล 5 ประการ อาทิ การตัดสินใจทางการเมืองหลังได้ 14 ล้านเสียง ประเด็นการหาเสียงด้วยมาตรา 112 ความพยายามปฏิรูประบบรัฐอย่างเร่งรัดเกินไป การประเมินสถานการณ์อนาคตผิดพลาด และการตั้งเป้าหมายสูงเกินจริงจนไม่รับฟังความเห็นต่างโดยเจ้าของโพสต์ ระบุข้อความว่า "เหตุผลที่ไม่เลือกพรรคส้ม การปราศรัยครั้งสุดท้าย ผมเปิดปฏิบัติการ “สั่งสอน” พรรคส้มในการเลือกตั้งครั้งนี้ด้วยความจริงใจ"อีกทั้ง "ชูวิทย์" ได้ออกเหตุผล 5 ประการ ที่ทำให้ไม่เลือกพรรคส้ม มีดังนี้1.คะแนน 14 ล้านเสียง ที่คนมอบให้พรรคส้ม แต่นำไปโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ จนทำให้พรรคน้ำเงินเติบใหญ่เป็นคู่แข่งขัน ถือเป็นการทรยศคะแนนเสียงของประชาชน และเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ และได้สอนให้พรรคส้มได้เห็นเองว่า ประสบการณ์ทางการเมืองสำคัญและจำเป็นแค่ไหน2. การหาเสียงด้วย ม.112 เป็นจุดเริ่มต้น และจุดจบที่ทำให้ไม่ได้เป็นรัฐบาล แม้จะมีท่าทีถอยห่างในการเลือกตั้งครั้งนี้ แต่ไม่ได้เป็นด้วยความจริงใจ มีวาระแอบแฝงเพื่อคะแนนเสียง ประเด็นนี้ไม่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติ ทั้งที่มีอีกหลายเรื่องที่พรรคส้มสามารถนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงผาสุกให้ประชาชนโดยส่วนรวมอีกมาก แต่กลับไปปลุกระดมเยาวชน กลุ่มเคลื่อนไหว จนส่งผลเสียอย่างยิ่งดั่งที่เห็น3. ความพยายามปฏิรูประบบราชการ ทหาร กลุ่มทุน ที่รวดเร็วเกินไป ด้วยวิธีการที่ไร้ทิศทาง มุ่งเน้นแต่คะแนนเสียง ใจร้อนวู่วามตามประสาคนหนุ่มสาวที่ไร้ประสบการณ์ การปรับปรุงพัฒนาต้องใช้เวลา แต่ความดื้อรั้นไม่ฟังใคร เป็นภาพสะท้อนถึงความโดดเดี่ยว และการสร้างความขัดแย้งภายในสังคม4. การมองอนาคตที่ผิดพลาด ชัดเจนว่าพรรคส้มประเมินอนาคตผิดพลาดเสมอ เอาแต่เรื่องเฉพาะหน้าตามกระแส จนไม่ระมัดระวังตัว เช่นการพูดว่า“ทหารมีไว้ทำไม รบกับใครก็ไม่เชื่อว่าจะชนะ“ ในขณะนั้น ทำให้ได้คะแนนจริง แต่เพียงเวลาแค่ 2 ปี ผลลัพธ์กลับมาเป็นอีกด้าน มีสงครามชายแดนปะทุขึ้น และคำพูดที่เคย ”ด้อยค่า“ กองทัพ มันบาดลึกจนเกินกว่าจะยอมรับแค่คำขอโทษแบบผ่านๆ5. การตั้งเป้าหมายไว้สูงเกินจริง การเติบโตของพรรคส้มไม่มีใครปฏิเสธได้ แต่สิ่งนี้มาเร็วเกินไปจนเกิดความมั่นใจแบบผิดๆ ทำให้พรรคส้มไม่ฟังใคร และไม่ยอมรับความจริง เมื่อมีการท้วงติงจึงไม่เชื่อ และมีแนวโน้มที่จะตอบโต้เพื่อเอาชนะเท่านั้น สโลแกนหลักของพรรค ”มีเราไม่มีเทา“ เป็นบทพิสูจน์ถึงความผิดพลาด และการไม่ยอมรับ ซ้ำยังใช้วิธีการเหมือนเด็ก ที่โยนว่า”พรรคอื่นก็มี“ รวมทั้งเรื่อง ”ประกันสังคม“ ที่เป็นบทพิสูจน์ว่า พรรคส้มมีความพยายามใช้วิธีการหาเสียงแบบเอาประโยชน์เข้าตัวเอง ไม่พูดความจริงทั้งหมด เพราะวงเงินประกันสังคมมีมหาศาล และมีผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้น มีการเสนอชื่อ ”ธนาธร“ สอดไส้เป็น“อนุกรรมการที่ปรึกษาการลงทุนสินทรัพย์นอกตลาด“ ด้วยการสนับสนุนของทีมส้มในบอร์ดประกันสังคมอย่างไรก็ตาม "วิธีการทำการเมืองของพรรคส้มจึงมีความอันตราย เสมือนคนหนุ่มสาวที่อ่อนต่อโลก แต่มีความมุ่งมั่นจะเปลี่ยนโลก เต็มไปด้วยความฝัน แต่ฝืนความจริงไม่ได้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้ต้องใช้เวลาสะสมประสบการณ์ และอุดมการณ์ที่มั่นคง ความผิดพลาดย่อมเป็นครู และวันเวลาของพรรคส้มยังมีอีกมาก แต่พรรคส้มกลับมองข้ามความผิดพลาดของตัวเอง ผลักคนเห็นต่างออกไปเป็นฝั่งตรงข้ามและจำกัดเวลาตัวเองว่า ”ต้องให้พวกเราทำตอนนี้เท่านั้น“ ผมจึงเตือนด้วยความปรารถนาดีในครั้งนี้ อย่าพยายามชี้นำประเทศด้วยการแบ่งแยกประชาชนด้วยการเมือง เพราะจะยิ่งทำความแตกแยกให้มากขึ้น ผลลัพธ์จะออกมาในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ โดยผมเชื่อว่า พรรคส้มจะมีคะแนน “น้อยกว่า“ ครั้งที่แล้ว เพราะผลจากการใช้ ”ไฟจุดกระแสที่เกินจริง” วันนี้พรรคส้มพูดถูกหมด แต่วันหนึ่งคนในประเทศนี้จะได้ตรึกตรองสิ่งที่ผมสั่งสอนด้วยความหวังดี เหมือนคนรุ่นหนึ่งสอนคนอีกรุ่นหนึ่งให้เข้าใจ แต่หากไม่เชื่อ ให้ดูผลการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า คะแนนของพรรคส้มจะลดลงไหม เพราะเป็นวันที่ประชาชนจะแสดงออกถึงพรรคการเมืองอย่างจริงใจที่สุด ด้วยคะแนนเสียงที่กาให้นักการเมืองได้เพียงครั้งเดียวในวันเลือกตั้ง"ขอบคุณข้อมูล : ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์


Posted

in

by

Tags: