ธาตุแท้พรรคส้ม

กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา…วานซืน (๑๙ พฤษภาคม) มีข่าวอยู่ชิ้นหนึ่ง ว่าไปแล้วไม่ใช่ข่าวที่มียอดไลก์ยอดแชร์อะไรมากมายนัก แต่เป็นเรื่องของการแก้ไขปัญหาประเทศข่าวพาดหัวว่า…"…คณะองคมนตรี ให้คำแนะนำ-ข้อห่วงใย รับมือภัยแล้งปี ๖๙ บรรเทาความเดือดร้อนประชาชน กำชับดูแลกลุ่มเปราะบาง-เยียวยาผลกระทบพื้นที่ชายแดนภาคใต้ นายกฯ พร้อมน้อมนำพระราชกระแสรับสั่งในหลวง เป็นแนวทางปฏิบัติ…"ข่าวชิ้นนี้มีขึ้นที่ห้องประชุม ๑ อาคาร ๓ ชั้น ๕ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยคณะองคมนตรี ประกอบด้วยนายพลากร สุวรรณรัฐพลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุขพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชาพลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณพลเอก ไพบูลย์ คุ้มฉายาพลเรือเอก พงษ์เทพ หนูเทพพลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาทพลอากาศเอก จอม รุ่งสว่างและนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิเนื้อข่าวระบุว่าองคมนตรีร่วมสังเกตการณ์ ให้คำแนะนำ และข้อห่วงใย ในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ปี ๒๕๖๙ ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมเป็นการประชุมผ่านระบบ Video Conference ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดในการนี้ คณะองคมนตรีได้ให้คำแนะนำและข้อห่วงใยในการบริหารจัดการน้ำและแก้ไขปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน โดยเน้นย้ำการน้อมนำแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นกรอบในการวางแผนบริหารจัดการน้ำในระยะยาวพร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการบูรณาการข้อมูลสารสนเทศ เพื่อชี้เป้าหมายและการสื่อสารกับประชาชนให้เข้าใจถึงสถานการณ์อย่างชัดเจนและทันท่วงทีทั้งยังได้กำชับการเตรียมความพร้อมด้านเครื่องจักรกลและอากาศยานในการทำฝนหลวง การหารือร่วมกับหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ป่าไม้เพื่อแก้ปัญหาเส้นทางในการจัดทำแหล่งกักเก็บน้ำบนพื้นที่สูง ตลอดจนการจัดสรรน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการในทุกภาคส่วนโดยคำนึงถึงน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนเป็นลำดับแรก ควบคู่ไปกับการรักษาสมดุลของน้ำเพื่อรองรับการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่องให้ดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างใกล้ชิด และขยายผลการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ให้ครอบคลุมถึงทายาทครับ…อ่านถึงบรรทัดนี้ คนไทยส่วนใหญ่ น่าจะคิดเห็นตรงกันว่า รัฐบาลและสถาบันพระมหากษัตริย์ เห็นความสำคัญของการแก้ปัญหาภัยแล้งก็เป็นที่ทราบกันนะครับว่าปีนี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤต "ซูเปอร์เอลนีโญ" ส่งผลให้ฤดูฝนแปรปรวน ฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภัยแล้งยาวนานข้ามปี!ส่วนปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ แก้ไม่ง่ายทุกรัฐบาลที่ผ่านมายังล้มเหลวกับการแก้ปัญหานี้แต่…พรรคส้มมองต่างไปคนละเรื่องตำหนิเรื่องนี้ โดยนำขึ้นเพจของพรรคเลยครับ เขียนหัวเรื่องว่า…."…รัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข…"————-มองเผินๆ นี่อาจดูเหมือนความห่วงใยต่อประชาชนในยามวิกฤต แต่ในอีกด้านหนึ่ง การที่องคมนตรีเข้า "คลุกวงใน" กับการทำงานของฝ่ายบริหารอย่างใกล้ชิดเช่นนี้ ชวนให้ตั้งคำถามสำคัญถึงความเหมาะสมในทางหลักการตามหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พระมหากษัตริย์ทรงดำรงสถานะอยู่เหนือการเมือง เพื่อรักษาความเป็นกลางและเสถียรภาพของสถาบันโดยไม่ทรงเข้ามาข้องเกี่ยวโดยตรงกับอำนาจบริหารขณะที่องคมนตรี ซึ่งมีขอบเขตหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญชัดเจนว่าเป็นผู้ถวายคำปรึกษาต่อพระมหากษัตริย์ ย่อมต้องวางตัวเป็นกลางเพื่อรักษาดุลยภาพนั้น และต้องไม่มีบทบาททางการเมืองเด่นชัดต่อสาธารณะอันอาจถูกตีความได้ว่าเป็นการแทรกแซงฝ่ายบริหารในความเป็นจริง เส้นแบ่งระหว่างการ “ให้คำแนะนำ” กับ “การมีอิทธิพลต่อการบริหารราชการแผ่นดิน” นั้นบางเบาอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในบริบทสังคมไทย “คำแนะนำ” จากผู้สวมหัวโขนที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ ย่อมถูกปฏิเสธได้ยาก และมักได้รับน้ำหนักเหนือกว่าข้อสั่งการหรือแนวนโยบายของผู้ปฏิบัติงานจริงที่หน้างานคำถามสำคัญคือ รัฐบาลและข้าราชการในที่ประชุม บกปภ.ช. จะสามารถปฏิเสธหรือตั้งคำถามต่อ “คำแนะนำ” เหล่านั้นได้จริงหรือ? ในทางปฏิบัติคงเป็นไปได้ยากยิ่ง และนี่คือเหตุผลว่าทำไมองคมนตรีจึงไม่ควรเข้าร่วมประชุมสำคัญของฝ่ายบริหาร เพราะหน่วยงานรัฐจำเป็นต้องรับคำแนะนำเหล่านั้นแทบทั้งหมดไปปฏิบัติโดยอัตโนมัติและที่สำคัญที่สุดคือหลักความรับผิดรับชอบ (Accountability) ในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลคือฝ่ายที่ประชาชนเลือกเข้ามา มีหน้าที่ใช้อำนาจบริหารและต้องรับผิดชอบต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวผ่านกลไกตรวจสอบของรัฐสภา ต่างจากองคมนตรีที่มีที่มาจากการแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย และไม่มีกลไกที่จะต้องรับผิดชอบทางการเมืองหรือกฎหมายต่อสาธารณะหาก “คำแนะนำ” เหล่านั้นถูกนำไปปฏิบัติแล้วเกิดความล้มเหลว สังคมจะสามารถเรียกหาความรับผิดชอบจากผู้ให้คำแนะนำได้หรือไม่? หรือสุดท้ายรัฐบาลต้องเป็นผู้แบกรับแทน?พรรคประชาชนเห็นว่ารัฐบาลกำลังกระทำการมิบังควร เสี่ยงละเมิดหลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การปล่อยให้เกิดสภาวะเช่นนี้รังแต่จะสร้างความสับสนว่า ใครคือผู้บริหารประเทศตัวจริง ระหว่างผู้ที่ประชาชนเลือกเข้ามา หรือผู้ที่ไม่มีสถานะทางการเมืองโดยตรงแต่มีบทบาทในกระบวนการบริหารอย่างต่อเนื่องไม่มีใครปฏิเสธความปรารถนาดีต่อประชาชน แต่ในระบอบประชาธิปไตย “ความหวังดี” ต้องอยู่บนฐานของความถูกต้องตามหลักการองคมนตรีจึงต้องวางตัวอย่างระมัดระวังที่สุด ไม่ให้ “คำแนะนำ” กลายสภาพเป็น “ข้อสั่งการ” โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประชาชนนับล้าน ซึ่งสมควรเป็นหน้าที่และการตัดสินใจของฝ่ายบริหารที่จะต้องรับผิดชอบต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย—————-ครับให้ตัวหนังสือมันเล่าเรื่องใช่ว่าพรรคส้มจะเอาเรื่องนี้มาขยายโดยลำพังเครือข่ายล้มเจ้าทั้งในและต่างประเทศพากันนำไปโจมตีทั้งรัฐบาลและสถาบันฯกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา.


Posted

in

by

Tags: