คนกรุงเทส้ม กลายเป็นหัวข้อที่ถกเถียงร้อนแรงที่สุดในสื่อโซเชียล หลังเห็นคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานครอย่างเป็นทางการมันเหลือเชื่อมากๆ ตรงที่เลือกตั้ง สส.เมื่้อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พรรคส้มแลนด์สไลด์กวาดเรียบทั้ง ๓๓ เขต คะแนนรวมร่วมๆ ๑.๒ ล้านเสียงแต่ให้หลังแค่ ๔ เดือน พรรคส้มถูกเทอย่างไม่ไยดี"ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร" ได้แค่ ๑๗๖,๙๓๔ คะแนนคงไม่มีเสียงเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่นะครับ เพราะเห็นแซวกันในสื่อโซเชียลตัวเลขที่ปรากฏบอกอะไรบ้าง คนที่อธิบายได้ดีที่สุดคงเป็นนักสถิติ"รศ. ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์" สาขาวิชาสถิติศาสตร์ คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โพสต์บทวิเคราะห์ไว้น่าสนใจเฉพาะบางตอนที่สำคัญดังนี้ครับ—————–"…หากเราดูกลุ่มคนที่เคยโหวตให้ผู้สมัครจากพรรคสีส้มในการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ โพลชี้ให้เห็นถึงอาการ 'เลือดไหลออก' อย่างมีนัยสำคัญชัชชาติ เอฟเฟกต์: คนที่เคยเลือก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นผู้ว่าฯ กทม. ในปี ๒๕๖๕ มีความภักดีสูงมาก (Brand Loyalty) สูงถึง ๘๐.๒% ที่บอกว่าจะกาให้ชัชชาติอีกครั้ง เรียกว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ที่เหนียวแน่นรอยร้าวของพรรคส้ม: ในทางกลับกัน ฐานเสียงเดิมที่เคยเลือก วิโรจน์ ลักขณาอดิศร กลับเทคะแนนให้ 'ดร.โจ ชัยวัฒน์' ตัวแทนจากพรรคประชาชน เพียง ๕๕.๕%ยิ่งใกล้ ยิ่งถอยห่าง: ที่น่าตกใจคือ เมื่อเจาะไปที่กลุ่มคนที่เคยเลือก สก.ก้าวไกลเดิม กลับพบว่าพร้อมสนับสนุน ดร.โจ เพียง ๔๔.๑% และที่พีกที่สุดคือ กลุ่มคนที่เพิ่งเลือก สส.พรรคประชาชน ไปหมาดๆ (ก.พ. ๒๕๖๙) กลับยืนยันว่าจะเลือก ดร.โจ แค่ ๔๐.๓% เท่านั้น ส่วนที่เหลือหันไปปันใจให้ผู้สมัครคนอื่น (โดยเฉพาะชัชชาติ ที่กวาดคะแนนจากทุกฐานเสียงไปเป็นอันดับหนึ่ง).ข้อมูลจาก https://www.matichon.co.th/…/bkk-election69/news_5782759อ่านรหัสสถิติ สู่การฉายภาพอนาคตการเมืองในมุมของนักสถิติ ตัวเลขนี้ไม่ใช่แค่การขึ้นลงชั่วคราว หากเราใช้หลักการทางคณิตศาสตร์ที่เรียกว่าห่วงโซ่มาร์คอฟ (Markov Chain) มาทำนายพฤติกรรมการ 'เปลี่ยนใจ' ของคนกรุงเทพฯ ซ้ำๆ ต่อเนื่องไปในระยะยาว จนกว่าทุกอย่างจะนิ่ง ผลลัพธ์ที่ได้คือ 'ปรากฏการณ์คายส้ม'พูดภาษาชาวบ้านคือ หากพรรคประชาชนยังมีอัตราการรักษาแฟนคลับเดิม (Stayer) ไว้ได้แค่ระดับ ๔๐-๕๕% แบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ ในขณะที่ปล่อยให้ฐานเสียงเกินครึ่งไหลออกไปหาคู่แข่ง (Switcher) ในระยะยาว ฐานเสียงที่เคยใหญ่โตและเคยสร้างปรากฏการณ์แลนด์สไลด์ กวาด สส.กทม. ๓๒ เขต จะหดตัวลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนเข้าสู่จุดสมดุลใหม่ที่เล็กกว่าเดิมมากจากกรุงเทพฯ จะลามไปทั่วประเทศหรือไม่?กรุงเทพมหานคร มักถูกมองว่าเป็น 'ห้องทดลองทางการเมือง' ของประเทศไทย คนกรุงรับข่าวสารรวดเร็ว มีความยืดหยุ่นสูง และพร้อมสวิงโหวตเปลี่ยนใจได้เสมอ หากพวกเขาเห็นว่าผลงานไม่เข้าตา หรือมีตัวเลือกที่ตอบโจทย์ชีวิตประจำวันได้ดีกว่า (Pragmatism)คำถามคือ ปรากฏการณ์ 'คายส้ม' นี้ เป็นเพียงเรื่องเฉพาะกิจของตัวผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หรือเป็น 'สัญญาณเตือนภัย' ถึงความเสื่อมถอยของมนตร์ขลังพรรคประชาชนในภาพรวม?หากความไม่พอใจ หรือความรู้สึก 'ไม่ตอบโจทย์' นี้ เริ่มขยายวงกว้างจากปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจ หรือทิศทางการทำงานของพรรคในสภา สิ่งที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ วันนี้ ก็อาจเป็นโดมิโนตัวแรกที่ส่งผลลุกลามไปยังหัวเมืองใหญ่ และทั่วประเทศในการเลือกตั้งระดับชาติครั้งต่อไปโพลของสถาบันพระปกเกล้าครั้งนี้ จึงไม่ใช่แค่การทำนายว่าใครจะได้เป็นผู้ว่าฯ กทม. หรือ สก. แต่เป็น 'เสียงเตือน' (Wake-up call) ดังๆ ไปถึงพรรคประชาชนว่า อดีตที่เคยหอมหวาน ไม่สามารถรับประกันอนาคตได้ หากไม่สามารถอุดรอยรั่ว และดึงหัวใจคนคายส้ม ให้กลับมาอมส้มได้เหมือนเดิม.ทำไมคนกรุงถึงเริ่ม 'คายส้ม'?หากมองลึกลงไปเบื้องหลังตัวเลขสถิติที่ไหลออก ปรากฏการณ์ 'คนเปลี่ยนใจ' นี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่เกิดจาก 'บาดแผล' ๔ ประการที่กำลังบั่นทอนความเชื่อมั่นของฐานเสียงเดิมอย่างหนัก ได้แก่๑.วิกฤตผู้นำขาดเสน่ห์ดึงดูด (Charisma Crisis) ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสำเร็จในระดับแลนด์สไลด์ที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากแรงดึงดูดทางการเมือง (Charisma) ของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่สามารถจุดกระแสและรวมใจมวลชนได้ แต่ในสมรภูมิ กทม.ครั้งนี้ ผู้สมัครอย่าง 'ดร.โจ' อาจยังสร้างแรงดึงดูดหรืออารมณ์ร่วมได้ไม่เท่าที่อดีตผู้นำเคยทำไว้ เมื่อแม่เหล็กขั้วเดิมหายไป พลังที่จะดึงดูดให้แฟนคลับ 'อยู่ต่อ' จึงอ่อนกำลังลงตามไปด้วย๒.สโลแกนสะดุดขาตัวเอง เมื่อ 'ส้มเปื้อนเทา' แคมเปญหาเสียงที่เคยทรงพลังอย่าง 'มีเราไม่มีเทา' กลับกลายเป็นหอกข้างแคร่ เมื่อภาพข่าวตลอดช่วงที่ผ่านมาปรากฏคดีความที่พัวพันกับสมาชิกและผู้สมัครของพรรคหลายคดี ทั้งข้อหาฟอกเงิน ล่วงละเมิดทางเพศ คดียาเสพติด และการฉ้อโกง ความย้อนแย้งที่เกิดขึ้นรุนแรงจนอินฟลูเอนเซอร์ทางการเมืองหลายคนออกมาล้มสโลแกนนี้ด้วยวาทกรรมที่เจ็บแสบว่า 'เอาส้มมาล้มเทา เท่ากับเอาขี้มาเช็ดเยี่ยว' ส่งผลให้แบรนด์ความ 'ใสสะอาด' ที่เป็นจุดขายหลัก ถูกทำลายลงจนพิการโดยสมบูรณ์๓.ขาดความเป็นเอกภาพ และภาวะ 'ทิ้งเพื่อนกลางทาง' วิกฤตศรัทธายังเกิดจากการจัดการปัญหาภายในพรรคที่ขาดความเป็นหนึ่งเดียว ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณีคดีฉ้อโกง Forex ที่พัวพันถึง สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ ๗ แทนที่พรรคจะแสดงความรับผิดชอบหรือมีกระบวนการจัดการที่ชัดเจนร่วมกัน แกนนำพรรคกลับมีท่าทีแถลงข่าวในลักษณะตัดหางปล่อยวัด ผลักภาระให้ผู้ที่อาจจะเกี่ยวข้องต้องออกมาเผชิญหน้าและป้องกันตัวเองเพียงลำพัง ภาพความไม่เป็นเอกภาพนี้ทำให้มวลชนเริ่มตั้งคำถามถึงความเข้มแข็งของระบบพรรค๔.จุดยืนทางการตลาดที่พร่ามัว (Ambiguous Marketing Positioning) ในมุมมองของปรมาจารย์ด้านการตลาดอย่าง ฟิลิป คอตเลอร์ (Philip Kotler) ความไม่ชัดเจนนี้คือ ๑ ในบาป ๑๐ ประการทางการตลาด (Ten Deadly Marketing Sins) แบรนด์ของพรรคถูกสร้างมาด้วยภาพลักษณ์ของ 'คนรุ่นใหม่ หัวเสรีนิยม และประชาธิปไตย' แต่ในระยะหลังกลับปรากฏว่าพรรคได้ส่งผู้สมัครหรือดันสมาชิกที่มีภาพลักษณ์เป็นคนรุ่นเก่า หรือมีแนวคิดค่อนไปทางอนุรักษนิยมเข้ามาปะปนเต็มไปหมด ความ 'ไม่ตรงปก' นี้ทำให้จุดยืน (Positioning) ของพรรคเบลอ เมื่อแบรนด์สับสน แฟนคลับที่เคยศรัทธาในอุดมการณ์ความชัดเจนจึงเริ่มเสียงแตกและทยอยเดินจากไปบทสรุป สัญญาณอันตรายของแบรนด์การเมืองพรรคการเมืองก็เหมือนแบรนด์สินค้า เมื่อสินค้าเริ่มไม่ตรงปก จุดยืนเริ่มสับสน และภาพลักษณ์ที่เคยบอกว่าสะอาดกลับมีรอยด่างพร้อย ผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็ย่อมพร้อมที่จะสวมบทเป็น 'คนเปลี่ยนใจ' (Switcher) ไปหาตัวเลือกอื่นหากพรรคประชาชนยังไม่สามารถแก้ปมความขัดแย้งในตัวเองทั้ง ๔ ข้อนี้ได้ ปรากฏการณ์ 'คายส้ม' ที่สะท้อนผ่านตัวเลขการสวิงโหวตในโพลของสถาบันพระปกเกล้า จะไม่ใช่แค่อุบัติเหตุทางการเมืองในกรุงเทพฯ แต่มันคือ 'จุดเริ่มต้นของสมการ' ที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์การสูญเสียฐานเสียงครั้งใหญ่ทั่วประเทศในระยะยาวอย่างแน่นอน…"——————-อนิจจัง…มีเกิดย่อมมีดับ.
ปรากฏการณ์คายส้ม
by
Tags: