ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 เมษายน ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้พิจารณาสำนวนการไต่สวนกรณีกล่าวหาน.ส.สุภา ปิยะจิตติ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง พร้อมพวก ในข้อหาไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางใน คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป (คดีดำเลขที่ 03-3-1058/2564) ซึ่งเป็นการขัดต่อระเบียบกระทรวงการคลังที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่ จำนวน 8 คน มีมติเสียงข้างมาก 4 ต่อ 3 ชี้มูลความผิด น.ส.สุภา และพวก โดยนายประภาศ คงเอียด ขอถอนตัวจากการลงมติ ส่วนเสียงข้างน้อย 3 เสียง ได้แก่ นายเพียรศักดิ์ สมบัติทอง, นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ และนายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ ทั้งนี้ ป.ป.ช. ได้ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายแล้วนอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังมีมติให้แยกข้อกล่าวหาอีกหนึ่งสำนวน เพื่อเอาผิดเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรและกระทรวงการคลังที่ละเว้นการออกหมายเรียก นายทักษิณ ชินวัตร มาประเมินภาษีภายในเวลา 5 ปี ซึ่งทำให้รัฐสูญเสียโอกาสในการจัดเก็บภาษีย้อนรอยที่มา คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป และความเสียหายของรัฐคดีนี้สืบเนื่องจากกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศฯ ส่งหนังสือถึงประธาน ป.ป.ช. ในปี 2560 ขอให้ตรวจสอบกรณีเจ้าหน้าที่สรรพากรไม่ออกหมายเรียกเพื่อประเมินภาษีภายในระยะเวลาที่กำหนด รวมทั้งกรณีไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ทำให้คดีถึงที่สุดและรัฐไม่สามารถเก็บภาษีจำนวน 1.1 หมื่นล้านบาทเศษได้อีกแหล่งข่าวจาก ป.ป.ช. เปิดเผยว่า หนังสือกระทรวงการคลังระบุชัดเจนว่า คดีแพ่งที่มีทุนทรัพย์เกิน 10 ล้านบาท หากศาลพิพากษาให้ส่วนราชการแพ้คดี หรือชนะไม่เต็มตามฟ้อง หากกรมสรรพากรและอัยการเห็นตรงกันว่า "ไม่ควรอุทธรณ์" ก็ต้องดำเนินการอุทธรณ์ไปก่อน เนื่องจากเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์สูง จากนั้นจึงส่งเรื่องให้กระทรวงการคลังพิจารณาโดยเร็วตามระเบียบแล้ว น.ส.สุภา ในฐานะรองปลัดกระทรวงการคลัง มีอำนาจสั่งการยุติคดีแพ่งที่วงเงินเกิน 10 ล้านบาท หากเห็นว่าไม่สมควรอุทธรณ์ จึงจะสั่งให้ส่วนราชการถอนอุทธรณ์ได้ กฎระเบียบนี้มีผลบังคับทางกฎหมาย หากเจ้าหน้าที่ฝ่าฝืนจนเกิดความเสียหาย ต้องรับผิดทั้งทางละเมิด วินัย และอาญาประเด็นขัดแย้งทางกฎหมายย้อนกลับไปเมื่อปี 2552 นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร ฟ้องกรมสรรพากรเพื่อขอเพิกถอนการประเมินภาษี ต่อมาศาลภาษีอากรกลางพิพากษาเพิกถอนการประเมินดังกล่าว โดยอ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (ปี 2553) ที่ระบุว่า นายทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร คือเจ้าของหุ้นที่แท้จริง ไม่ใช่นายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทาอย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรและอัยการในขณะนั้นเห็นว่า ทั้งสองคดีไม่ใช่คู่ความเดียวกัน และเตรียมอุทธรณ์คำพิพากษาแล้ว แต่ต่อมาผู้บริหารกรมสรรพากรกลับขอขยายเวลาอุทธรณ์และทำหนังสือหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งผิดไปจากระเบียบที่ต้องยื่นอุทธรณ์ไปก่อนในวันที่ 2 พฤษภาคม 2554 น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ได้ลงนามในหนังสือ ลับมาก ด่วนที่สุด แจ้งให้กรมสรรพากรไปประเมินภาษีกับบุคคลที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริง แทนที่จะสั่งให้อุทธรณ์คดีตามระเบียบกระทรวงการคลังป.ป.ช. ชี้ชัด มีเหตุผลให้อุทธรณ์คดีได้คณะกรรมการ ป.ป.ช. มองว่ากรมสรรพากรและกระทรวงการคลังมีเหตุผลเพียงพอในการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยสามารถอ้างอิงประมวลรัษฎากร มาตรา 61 ที่ให้อำนาจเรียกเก็บภาษีจาก "ผู้มีชื่อในหนังสือสำคัญ" ได้ การที่ น.ส.สุภา ไม่สั่งให้อุทธรณ์คดีเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ ทั้งที่จำนวนเงินภาษีมีมูลค่าสูงถึง 17,900 ล้านบาท จึงถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบแม้ต่อมากรมสรรพากรจะไปประเมินภาษี นายทักษิณ ชินวัตร จำนวน 1.76 หมื่นล้านบาท แต่ศาลฎีกาก็มีคำพิพากษายกฟ้องนายทักษิณไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ทำให้กรมสรรพากรบังคับชำระภาษีได้เพียงห้าสิบล้านบาทเศษเท่านั้น ซึ่งฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่าการไม่อุทธรณ์ไม่ได้ทำให้รัฐเสียหายแต่ ป.ป.ช. เสียงข้างมากยืนยันว่า การไม่ปฏิบัติตามหนังสือกระทรวงการคลัง ถือเป็นการทำให้รัฐเสียหายแล้ว เพราะหากยอมอุทธรณ์ตั้งแต่ต้น รัฐอาจชนะคดีและเรียกเก็บภาษีจากนายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทา ได้โดยไม่ต้องไปประเมินภาษีนายทักษิณใหม่สรุปข้อกล่าวหาทางอาญาและวินัยจากพฤติการณ์ทั้งหมด ป.ป.ช. จึงมีมติว่า น.ส.สุภา และเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรที่เกี่ยวข้อง มีความผิดหลายข้อหาที่เกี่ยวข้องกับ คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ได้แก่ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 154 ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต เพื่อให้ผู้เสียภาษีมิต้องเสียภาษี หรือเสียน้อยลงผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯผิดวินัยร้ายแรง และประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนโดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 16 มีนาคม ถึง 2 พฤษภาคม 2554 ณ กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง
ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด “สุภา ปิยะจิตติ” คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ทำรัฐสูญ 1.7 หมื่นล้าน
by
Tags: