ในห้วงเวลาที่รัฐบาลซึ่งมี “พรรคภูมิใจไทย” เป็นแกนหลักกำลังเผชิญแรงเสียดทานจากหลายด้าน ทั้งปัญหาเศรษฐกิจ วาทกรรม “ระบอบสีน้ำเงิน” และข้อครหาต่อโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ “พรรคเพื่อไทย” กลับเลือกเดินเกมเงียบผิดสังเกต จนแทบไม่มีบทบาทในหน้าข่าวการเมืองรายวันสถานการณ์เช่นนี้ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า “พรรคเพื่อไทย” กำลังถอยฉาก หรือกำลังวางหมากบางอย่างอยู่เบื้องหลัง เพราะตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แกนนำสำคัญของพรรคเพื่อไทยต่างลดบทบาททางการเมืองลงอย่างเห็นได้ชัด“ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แทบไม่ปรากฏตัวในประเด็นการเมืองรายวันเหมือนช่วงหาเสียงที่ผ่านมา โดยเลือกวางตัวรักษาสมดุลของพรรคร่วมรัฐบาล และมุ่งทำงานในภารกิจของกระทรวงเป็นหลักด้าน “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แม้จะเคลื่อนไหว หลัง “พรรคประชาชน” จุดประเด็นการปฏิรูปกองทุนประกันสังคม และนโยบายแรงงานอยู่ระยะหนึ่ง แต่หลังจากนั้นก็ลดบทบาทลงเช่นกันขณะที่ “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ถึงกับถูกล้อเลียนในทางการเมืองว่าเป็น “คนหาย” เพราะไม่ปรากฏบทบาทโดดเด่นในกระแสข่าวเหมือนในอดีตมีเพียง “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่ยังเป็นข่าวอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการปรับโครงสร้างภายในกระทรวง การย้ายอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร รวมถึงกรณีดรามาเกี่ยวกับการประสานงานงบประมาณ และโครงการซ่อมบำรุงเครื่องบินของกรมนอกจากนี้ “สุริยะ” ยังต้องรับมือกับปัญหาโครงการปุ๋ยวงเงินกว่า 6,000 ล้านบาท ซึ่งถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตั้งข้อสังเกตเรื่องความคุ้มค่า ความโปร่งใส และความสอดคล้องกับกฎหมายวินัยการเงินการคลัง จนต้องชะลอโครงการและหันไปผลักดันแนวคิดสนับสนุนระบบโซลาร์เซลล์สำหรับภาคการเกษตรแทน เพราะอาจไม่อยากซ้ำรอยในอดีตที่เคยมีรัฐมนตรีติดคุกเพราะเรื่องปุ๋ยมาแล้วในอีกด้าน “พรรคเพื่อไทย” ยังไม่สามารถผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้เต็มรูปแบบ แม้จะเป็นนโยบายสำคัญของพรรค เนื่องจากจำนวนเสียง สส.ไม่เพียงพอ แม้ได้ความร่วมมือจากหลายพรรคการเมือง ทั้ง พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชาติ และพรรคอื่นๆเพื่อร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่ล่าสุดถูก “ภูมิใจไทย” หักหน้าถอน 30 รายชื่อออก พร้อมอ้างว่า “ร่างพรรคเพื่อไทย” อาจสุ่มเสี่ยงขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้ต้องเลื่อนการยื่นร่างออกไปก่อนด้วยเหตุนี้ บทบาทของ “เพื่อไทย” จึงดูเหมือนเป็นเพียงผู้เล่นประกอบในเกมการเมือง มากกว่าจะเป็นผู้กำหนดทิศทาง อย่างไรก็ตาม ความเงียบของ “พรรคเพื่อไทย” อาจไม่ได้หมายถึงความอ่อนแอ แต่เป็นยุทธศาสตร์ “แกล้งตาย” เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเป้าโจมตีในช่วงเวลาที่กระแสสังคมกำลังพุ่งเป้าไปยัง “พรรคภูมิใจไทย”ในทางการเมือง การไม่เป็นข่าวบางครั้งอาจเป็นประโยชน์มากกว่าการออกมาปะทะ เพราะช่วยรักษาต้นทุนทางการเมือง ลดความเสียหาย และเปิดโอกาสให้คู่แข่งเผชิญแรงกดดันแทน ยิ่งเมื่อ “พรรคภูมิใจไทย” กำลังเผชิญการวิพากษ์วิจารณ์จากหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นวาทกรรม “ระบอบสีน้ำเงิน” ข้อกล่าวหาเรื่องการรวมศูนย์อำนาจทางการเมืองตลอดจนข้อสงสัยเกี่ยวกับโครงการ TH-AI Passport วงเงิน 1,621 ล้านบาท ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งถูกฝ่ายค้าน และหลายฝ่ายตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส ความคุ้มค่า และผลประโยชน์ที่อาจเอื้อกลุ่มทุนบางกลุ่มในสถานการณ์เช่นนี้ “พรรคเพื่อไทย” จึงไม่จำเป็นต้องเร่งเปิดเกมรุก เพราะยิ่งเคลื่อนไหวมาก ก็อาจถูกดึงเข้าสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปพร้อมกัน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “เพื่อไทยหายไปไหน” แต่คือ“เพื่อไทยกำลังรออะไร”คำตอบอาจอยู่ที่บุคคลเพียงคนเดียว คือ “ทักษิณ ชินวัตร”อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้นำทางจิตวิญาณของพรรคเพื่อไทย ที่ล่าสุดได้รับพระราชทานอภัยโทษ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ซึ่งคนการเมืองฟันธงว่า เมื่อออกมา “ทักษิณ” จะออกมามีบทบาทการเมืองไทยอย่างแน่นอน ส่วนจะพลิกฟื้น “พรรคแดง” ได้หรือไม่เป็นเรื่องน่าติดตามอย่างยิ่ง.
พท.แกล้งตาย รอทักษิณพลิกเกม
by
Tags: