พรรคหัวขบวน‘อนุรักษ์’ อยู่รอด อภิสิทธิ์‘รัฐพันลึก’ ยุคฟ้าสู่น้ำเงิน

การเมืองไทยตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นต้นมา พรรคการเมืองค่ายสีฟ้า “ประชาธิปัตย์” ถูกวางตำแหน่งให้เป็นเบอร์หนึ่งในยุทธจักรการเมือง เป็นตัวนำปีกอนุรักษนิยม ท่ามกลางการเติบโตขึ้นมาอย่างแข็งแกร่งของ “พรรคทุนนิยม” อย่าง“ไทยรักไทย” และถูกมองว่ากำลังท้าทายโครงสร้างของประเทศเมื่อการเมืองมีความขัดแย้งกันสูง“รัฐประหาร” จึงเป็นอีกตัวเลือกในการล้มระบบเลือกตั้งของการเมืองไทยหลังรัฐประหาร 2549 พรรคประชาธิปัตย์ ถูกจัดวางให้เป็นพรรคหัวแถวฝ่ายอนุรักษ์อย่างเต็มตัว โดยอยู่ฉากหลังหนุนหลังม็อบการเมือง “เสื้อเหลือง” เดินเกมล้มพรรคไทยรักไทยลงได้ ผ่านการรัฐประหารทว่า ค่ายสีฟ้ากลับต้องเผชิญวิบากการเมืองครั้งใหญ่ คือการต่อสู้คดียุบพรรค หลังเกิดวิกฤติจากการเลือกตั้งทั่วไป 2 เม.ย.2549 ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนั้น ถูกตัดสินเป็นโมฆะ จนนำไปสู่การต่อสู้ทางกฎหมายครั้งใหญ่พรรคไทยรักไทย ซึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย รวมถึงกรณีการใช้พรรคการเมืองขนาดเล็กลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อแก้ปัญหาเกณฑ์ 20% อีกด้านหนึ่งคือ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งร่วมกับพรรคชาติไทย และพรรรคมหาชน คว่ำบาตรการเลือกตั้ง30 พ.ค.2550 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญมีมติยุบพรรคไทยรักไทย พร้อมพรรคพัฒนาชาติไทย และแผ่นดินไทย พร้อมเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารไทยรักไทย 111 คนเป็นเวลา 5 ปีแต่สำหรับประชาธิปัตย์ ผลตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง เมื่อคณะตุลาการ 9 เสียงมีมติยกคำร้องเมื่อพรรคไทยรักไทยถูกปิดฉากลง โค่นล้มฐานเสียง 19 ล้านเสียง ปิดตำนานพรรคการเมืองใหญ่ ที่เคยแลนด์สไลด์ กวาด สส. 377 ที่นั่ง ตั้งรัฐบาลเพียงพรรคเดียวขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ไปต่อ ภายใต้การวางหมากและต่อสู้คดีของ“ชวน หลีกภัย” ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค และมี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นหัวหน้าพรรคหลังการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปลายปี 2550"พรรคพลังประชาชน" ดีเอ็นเอไทยรักไทย กลับมาชนะเลือกตั้งอีกครั้ง ขณะที่ “พรรคประชาธิปัตย์” วางตัวหัวหน้าพรรค“อภิสิทธิ์” เป็นนายกรัฐมนตรี ในการเลือกตั้งครั้งแรกหลังรัฐประหาร 19 ก.ย.2549ขณะนั้นกติกาสูงสูดของประเทศพยายามปูทางเอื้อต่อพรรคสีฟ้า ระบบเลือกตั้งถูกแก้ระบบ สส.แบ่งเขต เป็นเขตใหญ่เรียงเบอร์ ขณะที่ สส.บัญชีรายชื่อ เปลี่ยนมาใช้ระบบ สส.สัดส่วน เน้นกลุ่มจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้งการเมืองไทยช่วงปี 2551 มีความขัดแย้งสููง “ม็อบเสื้อเหลือง” ยังเป็นตัวแปรในการเมืองไทย ขณะที่ประชาธิปัตย์ ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน พยายามเดินเกมต้าน และคว่ำพรรคพลังประชาชน ทั้งในสภาและนอกสภาเมื่อ “อภิสิทธิ์”ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 27 จากการพลิกขั้วจัดตั้งรัฐบาลของ สส.พรรคพลังประชาชนในซีกกลุ่มเพื่อนเนวิน เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี หลังการยุบพรรคพลังประชาชนประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคหัวขบวนอนุรักษนิยม คู่แข่งเบอร์หนึ่งของพรรคตระกูลชินวัตร ได้ผงาดเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลปี 2553 ค่ายสีฟ้าต้องเผชิญวิบากกรรมต่อสู้กับคดียุบพรรคการเมืองอีกครั้ง เหตุการณ์ครั้งนั้นถูกคนการเมืองฝั่งตรงข้ามโจมตี และสาดวาทกรรม “สองมาตรฐาน” แห่งความยุติธรรมในระบบกฎหมายไทย เมื่อพรรคที่ชนะเลือกตั้งอย่าง“พลังประชาชน” ถูกยุบพรรค แต่ทำไม “ประชาธิปัตย์” กลับรอดยุบพรรค ทุกครั้งไปวาทกรรมการเมืองร้อนฉ่านี้ ถูกส่งต่อและวิพากษ์กันอย่างเผ็ดร้อนทั้งในและนอกสภา ถูกตั้งคำถามว่า “การเมืองไทย”ถูกปกคลุมด้วยระบอบอำมาตยาธิปไตยหรือไม่ ในขณะที่วาทกรรม “รัฐพันลึก” ยังไม่ได้เป็นคำที่ถูกเรียกติดหูในปัจจุบันช่วงปี 2553 พรรคประชาธิปัตย์ เผชิญการต่อสู้คดียุบพรรคด้วย 2 ข้อกล่าวหาคือ "คดีเงินกองทุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท" ซึ่งใช้ผิดวัตถุประสงค์ และ"คดีเงินบริจาค 258 ล้านบาท" โดยอัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยข้อกล่าวหาว่า รับเงินบริจาคจากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ผ่านนิติกรรมอำพรางคณะกรรมการการเลือกตั้ง ชุด“อภิชาต สุขัคคานนท์” มีมติให้ส่งคำร้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคประชาธิปัตย์ โดยศาลตั้งประเด็นพิจารณาวินิจฉัยไว้ 5 ประเด็น ตั้งแต่กฎหมายที่ใช้บังคับ การใช้เงิน ไปจนถึงความถูกต้องของรายการใช้จ่าย และผลที่จะเกิดขึ้นหากยุบพรรคหลังมีการไต่สวนพยานหลายนัด จนกระทั่งมีการแถลงการณ์ปิดคดี แต่ในที่สุด 29 พ.ย.2553 คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญกลับมีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้"ยกคำร้อง" โดยเห็นว่าคดีนี้ไม่จำเป็นต้องไปวินิจฉัยเนื้อหาทั้งหมด โดยพบว่ามีปัญหาเทคนิคข้อกฎหมายในระหว่างที่ กกต.ยื่นคำร้อง คือ กกต.มีมติให้ส่งคำร้องเมื่อ 17 ธ.ค. 2551 แต่กลับมาร้องต่อศาลในวันที่ 26 เม.ย. 2552 เกินกรอบเวลา 15 วันตามที่กฎหมายกำหนดขณะที่คดีเงินบริจาค 258 ล้านบาท ในเวลาต่อมา 8 ธ.ค. 2553 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 4 ต่อ 3 เสียงให้ "ยกคำร้อง" โดยเห็นว่า กระบวนการยื่นคำร้องของอัยการสูงสุด หรือผู้ร้องดำเนินการข้ามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ ทำให้การยื่นคำร้องไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องด้วยนายทะเบียนพรรคการเมือง ยังไม่ให้ความเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความผิดตามมาตรา 94 และ 95 ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 การยื่นเรื่องให้อัยการสูงสุดเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ จึงเป็นการทำความขั้นตอน อีกทั้ง ศาลสั่งยกคำร้องโดยไม่ได้วินิจฉัยเนื้อหาความผิดในประเด็นการรับเงินบริจาคการใช้แทคติกข้อกฎหมายดังกล่าวในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ กลายเป็น “Technical Knock Out” ในทางการเมืองส่งผลให้ดุลอำนาจการเมืองไทยยังอยู่ภายใต้การกุมอำนาจของค่ายสีฟ้าตลอดประวัติศาสตร์การเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงระยะหลัง จึงรอดพ้นการยุบพรรคมาอย่างฉลุย แต่บางพรรคซึ่งชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย และถูกมองว่าเป็นพรรคที่เข้ามาท้าทายโครงสร้างอำนาจรัฐ และชนชั้นนำ รวมทั้งรัฐข้าราชการ กลับถูกยุบพรรคพรรคไทยรักไทยชนะเลือกตั้งปี 2544 และ 2548 ถูกยุบในปี 2550 พรรคพลังประชาชนชนะเลือกตั้งปี 2550 ก่อนถูกยุบในปี 2551 และพรรคก้าวไกลชนะเลือกตั้งปี 2566 ก่อนถูกยุบในปี 2567ในทางกลับกัน พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้เป็นพรรคที่ครองเสียงข้างมากในช่วงหลังเลือกตั้งทั่วไปปี 2562 แต่กลับแต่ยังคงสถานะเป็นพรรคตัวแปรในการจัดตั้งรัฐบาลให้พรรคพลังประชารัฐ ที่ถูกขึ้นมาแทนที่ ในฐานะเบอร์หนึ่งหัวแถวอนุรักษนิยมแทนกระทั่งเกิดเสียงวิจารณ์ในแวดวงรัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์ว่า ระบบกฎหมายไทยมีแนวโน้มลงโทษ “พรรคที่ชนะเลือกตั้งแต่ท้าทายโครงสร้างอำนาจ” มากกว่าพรรคที่อยู่ร่วม และอุ้มชูโครงสร้างอำนาจของชนชั้นนำหรือไม่พรรคการเมืองขนาดใหญ่และพรรคการเมืองหัวก้าวหน้าท้าทายโครงสร้างอำนาจรัฐ ทั้งพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน พรรคไทยรักษาชาติ พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล กลับถูกบดขยี้และยุบพรรค จากเครือข่ายองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งว่ากันว่าเป็นกลไกสำคัญในการพิทักษ์และปกป้องอำนาจในปีก“รัฐพันลึก”ไม่ว่าการเมืองจะพลิกผันแปรเปลี่ยนเบอร์หนึ่งในหัวแถวอนุรักษนิยม จากพรรคประชาธิปัตย์มาสู่พรรคพลังประชารัฐ หรือผ่องถ่ายมาสู่ “พรรคภูมิใจไทย” พรรคสีน้ำเงินในปัจจุบันแต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังอยู่รอด และพ้นขวากหนามคดียุบพรรคมาได้ตลอด แม้บางคดีจะมีข้อกล่าวหาที่มีน้ำหนักทางการเมือง และกฎหมายอย่างมากก็ตามคดีของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่เพียงเรื่องของพรรคการเมืองหนึ่งที่ในอดีตเคยเป็นเบอร์หนึ่งในในฝั่งอนุรักษนิยม แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมืองอนุรักษนิยม องค์กรอิสระ และระบบตุลาการไทยนั้นกำลังเกื้อหนุนและแชร์ผลประโยชน์ร่วมกันปฏิเสธไม่ได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ ที่มี สส.เพียง 21 เสียงในยุค “อภิสิทธิ์คัมแบ็ค” กับหมวกพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่กำลังฟื้นฟูพรรคและตั้งโจทย์สำคัญรอวันกลับมายิ่งใหญ่ผงาดเป็นพรรคหัวแถวในปีกอนุรักษนิยมเหมือนในอดีตในขณะที่ “พรรคสีน้ำเงิน”หัวแถวอนุรักษ์ในวันนี้ ก็กำลังถูกตั้งคำถามเช่นกันว่า จะได้รับ “อภิสิทธิ์” จากเครือข่าย “รัฐพันลึก” โดยหลุดรอดข้อกล่าวหาคดีที่สั่นสะเทือนถึงขั้นยุบพรรคหรือไม่


Posted

in

by

Tags: