ภูมิใจไทยจัดทัพครม.ดันลูกเทพผนึกบ้านใหญ่ล็อคโควตา9รัฐมนตรีคุมกระทรวง

ผสมสูตรอำนาจใหม่: การผนึกกำลัง "บ้านใหญ่" และ "ลูกเทพ"ท่ามกลางการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ภายใต้รัฐบาล "อนุทิน 2" พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และ "ครูใหญ่"กำลังเร่งจัดสรรโควตา9ที่นั่งรัฐมนตรี โดยยึดหลักเกณฑ์ฐานเสียงในมือเป็นอำนาจต่อรองสำคัญ การจัดสรรครั้งนี้เห็นภาพชัดของการแบ่งดุลอำนาจระหว่างกลุ่ม "บ้านใหญ่" และกลุ่ม "ลูกเทพ" หรือนักการเมืองคนรุ่นใหม่โดยมีชื่อของนายไชยชนก ชิดชอบ เป็นตัวยืนหลัก เสริมทัพด้วยตัวเต็งอย่างนายศิริพงษ์ สกุลเกียร์ และนายเจษ ไทยเศรษฐ์ ขณะที่สายใต้อย่างนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ที่นำสส. มาถึง 31 ที่นั่ง กำลังเดินหน้าต่อรองขอเก้าอี้รัฐมนตรีมากกว่า 1 ตำแหน่ง เพื่อตอบโจทย์พื้นที่ภาคใต้และสามจังหวัดชายแดนแบ่งเค้กตามฐานเสียง: จากเพชรบูรณ์-อุทัยธานี สู่ดาวรุ่งภาคกลางโครงสร้างโควตาในครั้งนี้ยังสะท้อนอิทธิพลของกลุ่มพื้นที่อย่างชัดเจน โดยกลุ่มบ้านใหญ่เพชรบูรณ์นำโดย นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ วางเป้าหมายที่เก้าอี้ รมว. หรือ รมช. สาธารณสุขขณะที่ขุนพลอุทัยธานีอย่างนายชาดา และนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ มีลุ้นในกระทรวงวัฒนธรรมหรือการท่องเที่ยวและกีฬาด้านกลุ่มลูกเทพและดาวรุ่งภาคกลางก็โดดเด่นไม่แพ้กัน โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล จากอ่างทอง ยังคงสถานะรักษาโควตารัฐมนตรีไว้อย่างเหนียวแน่นส่วนนายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล จากพระนครศรีอยุธยา กำลังถูกจับตามองในการลุ้นขยับขึ้นตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ ซึ่งการจัดสรรนี้เป็นไปตามสูตร "จำนวนเสียงในมือคือปัจจัยสำคัญที่กำหนดตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี" เพื่อรักษาเอกภาพของพรรคในระยะยาวปรับกลยุทธ์รับศึกนอก: เมื่อวิกฤตพลังงานบีบให้ใช้ "มืออาชีพ"บริบทโลกที่ตึงเครียดจาก "ไฟสงคราม" ในตะวันออกกลางส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจเลือกตัวบุคคล โดยเฉพาะกระทรวงพลังงานที่จำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญนายอรรถพลจึงกลายเป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งในฐานะผู้กุมยุทธศาสตร์ความมั่นคง นายอรรถพลได้ระบุถึงความพร้อมว่า "เราสามารถสำรองน้ำมันเพิ่มเติมได้ 90 วัน และมีแผนนำเข้าก๊าซเพิ่ม 3 ลำเรือ"ขณะที่กระทรวงยุติธรรม บ้านใหญ่บุรีรัมย์ยังคงมั่นใจในสายงานที่ดูแลคดีพิเศษได้ โดยมีเดิมพันสำคัญคือคดีที่เกี่ยวข้องกับเสถียรภาพพรรคในชั้น DSI และ กกต. ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงทั้งจากปัจจัยภายนอกประเทศและประเด็นข้อกฎหมายภายในควบคู่กันไปบทสรุปและแนวโน้มในอนาคตการจัดสรร ครม. ของภูมิใจไทยครั้งนี้เป็นการวางหมากเพื่อรับมือกับ "พายุเศรษฐกิจ" และ "วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์" ที่รุนแรงขึ้น หากการจัดสรรลงตัว คาดว่ารัฐบาลจะสามารถแถลงนโยบายได้ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569ผลกระทบที่ต้องจับตาคือประสิทธิภาพของรัฐมนตรีหน้าใหม่และกลุ่มลูกเทพ ว่าจะสามารถประสานงานกับกลุ่มบ้านใหญ่และมืออาชีพเพื่อกู้สถานการณ์ GDP ที่ถูกปรับลดลงได้หรือไม่โดยแนวทางแก้ไขปัญหาเร่งด่วนจะอยู่ที่การบริหารจัดการพลังงานและการรักษาเอกภาพผ่านการปันผลประโยชน์เชิงโควตาที่ลงตัว.


Posted

in

by

Tags: