ขึ้นชื่อว่าภัยพิบัติ ย่อมเป็นเรื่องเหนือการควบคุม เหมือนดังเช่นเหตุแผ่นดินไหวที่ประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบมายังประเทศไทย ทั้งพื้นที่กทม.และปริมลฑลโดยเฉพาะบรรดาตึกสูง ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหว เวลานี้ต่างฝ่ายต่างเร่งสำรวจความเสียหาย และความพร้อมในการใช้งานเพื่อป้องกันการสูญเสีย ที่อาจเกิดขึ้นหลังจากนี้นอกเหนือจากประเด็นภัยพิบัติที่ทุกภาคส่วน โดยเฉพาะรัฐบาลจะต้องหันมาฉุกคิด และหามาตรการล้อมคอก จากบทเรียนตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ (สำนักงานสตง.) ที่อยู่ระหว่างก่อสร้างมูลค่า 2.1 พันล้านบาทพังถล่ม จนถึงเวลานี้ผ่านไป 6 วัน ทุกฝ่ายยังคงเดินหน้าค้นหาผู้สูญหายทว่า สิ่งที่น่าตกใจกว่าภัยพิบัติ คือ “ขยะ”ที่ซุกซ่อนอยู่ใต้พรม นั่นคือปัญหา“คอร์รัปชัน”จริงอยู่ สาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุตึกถล่มส่วนหนึ่งมาจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว แต่นั่นไม่ใช่ทั้งหมด เพราะเบื้องลึกอีกด้าน กำลังถูกตรวจสอบการใช้วัสดุก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยฉพาะ “เหล็ก” ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญของโครงสร้างอาคาร“ซิน เคอ หยวน สตีล” บริษัท ผู้ค้าเหล็ก ที่ใช้ในการก่อสร้างโครงการดังกล่าว กลายเป็นตัวละครสำคัญ ที่ฉายภาพไปถึง “ทุนจีน” ที่กำลังรุกคืบเข้ามาในไทยมีการตั้งข้อสงสัยว่า บริษัทดังกล่าวถูกตรวจสอบ และเอาผิดตามกฎหมาย จากหน่วยงานภาครัฐมาหลายครั้งหลายคราย้อนไปตั้งแต่ปี 2558 เวลานั้น สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.) ได้ยกร่างมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) ใหม่ 2 ฉบับ กำหนดมาตรฐาน สำหรับเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต เหล็กเส้นกลม มอก.20-2543 เหล็กข้ออ้อย มอก.20-2548 และอนุญาตให้ใช้เตาอินดักชั่น (Induction Furnace : เตาหลอมโลหะที่ใช้การเหนี่ยวนำทางไฟฟ้าเพื่อให้เกิดความร้อนจนโลหะหลอมละลาย) ในการผลิตเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตเพื่อส่งออกต่อมา ซิน เคอ หยวน เป็นหนึ่งในทุนจีน ได้ถูกตรวจสอบจากคณะกรรมการผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(กมอ.) ประเด็นนำเข้าเครื่องจักร และเตาอินดักชั่นเข้ามาใช้ในโรงงานที่ จ.ระยอง กระทั่งมีผลสรุปว่า ประสิทธิภาพ และคุณสมบัติของเตา ไม่เหมาะสม เพราะการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ขณะที่ ยุครัฐบาลชุดที่แล้ว ซึ่งมี “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็น รมว.อุตสาหกรรม บริษัทดังกล่าวถูกร้องจากเอกชนด้วยกันให้ตรวจสอบประเด็นการ แย่งส่วนแบ่งตลาด และแข่งขันด้วยราคาที่ถูกต่อมารมว.อุตสาหกรรม ในขณะนั้น ได้ออกประกาศวันที่ 25 พ.ย. 2562 ห้ามตั้งหรือขยายโรงงานผลิตเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต หรือเหล็กแท่งเล็กสำหรับผลิตเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตทุกขนาดทุกท้องที่ในราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 เป็นเวลา 5 ปี ซึ่งมีผลอย่างเป็นทางการในเดือนม.ค.2563ต่อมาในเดือน มี.ค.2567 โครงการก่อสร้างโรงงานผลิตแผ่นเหล็ก เหล็กรูปพรรณ และลวดเหล็ก ของซิน เคอ หยวนใน จ.ระยอง ซึ่งเริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี 2563 มีกำหนดจะแล้วเสร็จปี 2569 โดยเป็นการก่อสร้างอาคาร 6 หลัง ในเนื้อที่ 1,000 ไร่ ได้เกิดอุบัติเหตุปั้นจั่นหอสูงกว่า 20 เมตร ถล่มลงมาทับลูกจ้างที่ปฏิบัติงานอยู่ด้านล่าง เสียชีวิตทั้งหมด 7 ราย นำมาสู่การเรียกร้องสิทธิการจ่ายเงินเยียวยาจากการเสียชีวิตจากบริษัท ตามมาในปีเดียวกันเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.2567 ซิน เคอ หยวน ที่ตั้งอยู่ในเขตประกอบการอุตสาหกรรม WHA ระยอง ต.หนองละลอก อ.บ้านค่าย จ.ระยอง เกิดเหตุระเบิดจากการรั่วไหลของถังก๊าซ LPG ขนาด 110,000 ลิตร ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 5 ราย สาเหตุพบว่ามีการเคลื่อนย้ายถังก๊าซ LPG โดยไม่แจ้งขออนุญาตจากสำนักงานพลังงานจังหวัดระยอง ถูกปรับ 50,000 บาทก่อนที่ต่อมา สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.) ที่ร่วมตรวจสอบสายการผลิต และผลิตภัณฑ์เหล็กของ บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล พร้อมยึดอายัดเหล็กไว้ จากนั้นการตรวจสอบพบว่าไม่เป็นไปตามมาตรฐาน 2,441 ตัน มูลค่า 49.2 ล้านบาท และดำเนินคดีตามกฎหมาย จนนำมาสู่การสั่งปิดในปี 2567 ท้ายที่สุดประเด็นนี้ถูกตั้งคำถามว่า เมื่อโรงงานดังกล่าวเคยถูกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบฐานใช้วัสดุไม่ได้มาตรฐาน อีกทั้งยังเคยเกิดอุบัติเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหตุใดจึงปล่อยให้ดำเนินกิจการต่อ“ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ” สส.ระยอง เขต 4 พรรคประชาชน เคยตั้งคำถามว่า โรงเหล็กที่มีปัญหา ทั้งเหตุเครนถล่ม เหตุไฟไหม้ รวมถึงถูกร้องเรื่องสร้างมลพิษ ยิ่งกว่านั้น “รมต.ขิง” เอกนัฏ พร้อมพันธ์ุ รมว.อุตสาหกรรม เคยตอบกระทู้ในสภาฯ ยืนยันว่า ได้สั่งหยุดไปแล้ว และอายัดเหล็กบางส่วน นำไปตรวจสอบเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดโรงงานดังกล่าว จึงมีสภาพยังดำเนินการอยู่ ไม่เหมือนโรงงานหยุดงานอีกคนคือ“สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เคยอภิปรายไม่ไว้วางใจประเด็น “ทุนจีนเทา” ในศึกซักฟอกเมื่อวันที่เดือน 25มี.ค.ที่เพิ่งผ่านมา เนื้อหาสำคัญอยู่ที่การทำลายเศรษฐกิจไทย ทำให้ประเทศไทยเป็นดินแดน 0 เหรียญ คนงาน 0 เหรียญ ธุรกิจ 0 เหรียญ ชุมชน 0 เหรียญโดยเฉพาะพื้นที่ EEC เฉพาะพื้นที่จ.ระยอง และ จ.ชลบุรี จำนวน 4 โครงการ มีคนจีนรวมทั้งสิ้น 15,000-16,000 คนฉะนั้นกรณีตึก สตง.ถล่ม ตอกย้ำการรุกคืบของ”ทุนจีนเทา” ที่กำลังรุกคืบในลักษณะ”ศูนย์เหรียญ”แน่นอนว่า “ตัวละคร” ที่กำลังถูกเปิดออกมารายวันในเวลานี้ เป็นการตอกย้ำสารพัด“ขยะ” ที่ซุกซ่อนอยู่ใต้พรม ถึงที่สุดอาจไม่ได้มีแค่โครงการสร้างตึก สตง.เท่านี้ หากคุ้ยดีๆ อาจมีโครงการรัฐอื่นๆ อีกหลายโครงการที่สุ่มเสี่ยงอยู่ในเวลานี้น่าสนใจว่า การที่ทุนขนาดใหญ่ ที่เคยถูกตรวจสอบมาเป็นระยะ แต่กลับสามารถดำเนินกิจการได้โดยสะดวกโยธิน ย่อมถูกตั้งข้อสงสัยว่ามี “บุคคล” หรือ“กลุ่มบุคคล” ให้ความช่วยเหลือหรือไม่ขณะนี้เริ่มมีการเปิดข้อมูลตั้งข้อสงสัยประเด็นที่อาจมีคนมีสีระดับ “นายพล” ที่ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับบริษัทร่วมค้าที่ชนะประมูล ซึ่งต้องพ่วงเงื่อนไขเป็นผู้กำหนดในเรื่องการนำเข้าวัสดุทั้งหมดทั้งมวลแน่นอนว่า การรุกคืบของ“กลุ่มทุนจีน” ในหลายมิติ จากกรณีคอลเซ็นเตอร์ ที่มีการฉายภาพ “จีนเทา” และ “ไทยเทา” ไปก่อนหน้านี้ กระทั่งมาถึงกรณีทุนจีนเหล็กเส้น จึงถือเป็นโจทย์หินวัดใจ”รัฐบาลแพทองธาร” ที่ต้องจับตาว่า จะมีแอ็กชั่น จัดการประเด็นสีเทาเหล่านี้มากน้อยเพียงใด
ย้อนวีรกรรม ‘ซิน เคอ หยวน’ ทุนจีนรุกคืบ วัดใจ‘รัฐบาล’รุกฆาต?
by
Tags: