อยู่ที่ข้าวแกงครับเพราะมันคือวัฒนธรรมการกินของคนไทยที่ไหนๆ ก็มีข้าวแกงไม่ว่าเหนือ อีสาน กลาง ใต้ ล้วนกินข้าวแกง รสชาติแตกต่างกันบ้างไปตามภูมิภาค ฉะนั้นเมื่อพูดถึงข้าวแกง จะพูดกันเล่นๆ ไม่ได้สืบสาวประวัติข้าวแกง ได้ความไปไกลครับให้ AI ช่วยหาข้อมูล ย้อนไปโน่น…ยุคสุโขทัยวัฒนธรรมการกิน "ข้าวแกง" หรือ "ข้าวราดแกง" ของไทยไม่มีหลักฐานระบุเป็นวันที่แน่นอนว่าเริ่มขึ้นเมื่อใด แต่สามารถไล่เรียงประวัติศาสตร์ความเป็นมาผ่านบันทึกและหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญได้เป็นช่วงเวลาดังนี้๑.สมัยอยุธยาหลักฐานลายลักษณ์อักษรชิ้นแรก แม้จะมีข้อสันนิษฐานบางส่วนว่าข้าวแกงอาจมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยเพื่อขายให้พ่อค้าเร่และคนเดินทางแต่หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ปรากฏชัดเจนที่สุดอยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาในจดหมายเหตุระบุว่า บริเวณตลาดท่าขัน หน้าวังตรา ย่านใกล้พระราชวัง มี "ร้านชำหุงข้าวแกงขายคนราชการ" ตั้งอยู่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการขายอาหารสไตล์ข้าวแกงนอกบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มข้าราชการที่ต้องเดินทางเข้ามาทำงานในวัง๒.สมัยรัชกาลที่ ๕เป็นยุคบุกเบิกของ "ตาเพ็งกับแม่พุก"ในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ ถึงรัชกาลที่ ๖ วัฒนธรรมการกินข้าวนอกบ้านเริ่มเติบโตขึ้นตามการขยายตัวของเมืองและเส้นทางคมนาคมมีร้านข้าวแกงระดับตำนานที่ประวัติศาสตร์บันทึกไว้คือ ร้านของ "ตาเพ็งและแม่พุก" ซึ่งตั้งอยู่ที่สี่แยกบ้านหม้อ กรุงเทพฯเป็นการเสิร์ฟแบบสำรับการขายข้าวแกงในยุคนั้นไม่ได้ตักแกงราดลงบนข้าวเหมือนปัจจุบัน แต่จะจัดเป็น "สำรับ" ใส่ถ้วยชามตั้งบนโต๊ะไม้หรือพานทองเหลือง หรือโตก กินร่วมกัน ๒-๓ คนคิดราคาเหมาเป็นสำรับ เช่น สำรับละ ๑ สลึง๓.หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒เข้าสู่ "ข้าวราดแกง" จานด่วนยุคปัจจุบันหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ วิถีชีวิตของคนไทยเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเพราะครอบครัวเริ่มมีขนาดเล็กลง ผู้หญิงเริ่มออกไปทำงานนอกบ้านมากขึ้น และผู้คนต้องการความรวดเร็วในการใช้ชีวิตรูปแบบเปลี่ยนจากสำรับสู่จานเดียวจากเดิมที่ต้องนั่งกินเป็นสำรับใหญ่ ก็เปลี่ยนมาเป็นตักกับข้าวราดลงบนข้าวสวยโดยตรง หรือที่เรียกกันว่า "ข้าวราดแกง" เพื่อความสะดวก รวดเร็ว และประหยัดเวลาร้านขายข้าวแกงแพร่หลายทุกหัวระแหง เพราะเป็นธุรกิจอาหารที่เปิดง่าย ขยายตัวไปตามตลาด ย่านชุมชน และสถานีขนส่งสาธารณะ จนกลายเป็นหนึ่งในอาหารยอดนิยมที่สุดของคนไทยทุกชนชั้นจนถึงทุกวันนี้ครับ…ข้าวราดแกงจึงเป็นวิถีของคนไทยแต่โบราณวันนี้ข้าวแกงกลายเป็นข้าวแกงการเมือง เหตุผลไม่มีอะไรมากเพราะกูไม่ชอบมึง!ใช่ครับ เพราะกูไม่ชอบมึงจริงๆนโยบายนี้มันไม่มีอะไรซับซ้อนเลย แค่ต้องการช่วยเหลือคนมีรายได้น้อยให้สามารถหาอาหาร ๓ มื้อกินในราคาที่ถูกกว่าที่กินอยู่เป็นนโยบายที่มองในภาพรวมทั้งประเทศ ไม่ใช่จุดใดจุดหนึ่งแต่ก็อย่างว่าครับ คนมันจะค้าน ก็ค้านมันทุกเรื่องข้าวแกงไม่ได้ถูกนำมาเป็นนโยบายช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเป็นครั้งแรกครับมันมีมานานแล้วถ้ายังจำกันได้ ช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ รัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ผุดโครงการ ข้าวแกงธงฟ้า เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อย ให้พอได้ชักหน้าถึงหลังประวัติศาสตร์การเมืองไทยบันทึกไว้ว่า โครงการ "ข้าวแกงธงฟ้า" หรือที่ในทางราชการเรียกว่า กลุ่มอาหารธงฟ้า และร้านอาหารธงฟ้า ได้รับการผลักดันและต่อยอดอย่างจริงจังในสมัย รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งดำรงตำแหน่งระหว่างปี พ.ศ.๒๕๕๑-๒๕๕๔กระทรวงพาณิชย์ในขณะนั้นมี นางพรทิวา นาคาศัย เป็นรัฐมนตรีว่าการฯ เป็นผู้รับผิดชอบหลักผ่านกรมการค้าภายในวัตถุประสงค์หลักของโครงการนี้ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ คือการเข้าไปช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2552 (วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์) และภาวะสินค้า/พลังงานแพง โดยมีมาตรการสำคัญในขณะนั้น ดังนี้ครับราคามาตรฐานตามโครงการ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ ๓๐-๓๕ บาทต่อจาน ตามค่าเงินขณะนั้นแทบไม่มีใครค้านครับ เพราะผู้มีรายได้น้อยลำบากจริงๆการลดภาระค่าใช้จ่ายได้วันละ ๒๐-๓๐ บาท ถือว่าช่วยคนเหล่านี้ได้มากคนในพรรคประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่รู้เรื่องนี้ดีแต่มีรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่ชื่อว่า “ชัยชนะ เดชเดโช” ตามบี้รัฐมนตรีพาณิชย์ “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ทำนองว่า ข้าวจานละ ๓๐ บาท ยังมีขายอยู่ทั่วไปข้าวแกงจานละ ๓๐ บาทในปัจจุบันนี้มีจริงครับ แต่ถ้าบอกว่าขายอยู่ทั่วไป ไม่น่าจะใช่ก็เหน็บแนมตามสไตล์ว่า ข้าวแกงราคา ๔๐ บาทของรัฐมนตรีอาจจะเป็น "ข้าวราดแกงกุ้งมังกร" หรือเปล่า เพราะในชีวิตจริงชาวบ้านยังหาซื้อข้าวแกงในราคา ๓๐ บาทได้อยู่คนก็สงสัยสิครับ ไอ้ข้าวราดแกงจานละ ๓๐ บาท มันหากินได้ทุกที่จริงหรือสุดท้ายก็ได้รับคำเฉลย“ชัยชนะ” บอกว่า ในต่างจังหวัดยังคงมีร้านข้าวแกงราคานี้ขายอยู่ทั่วไปตามวิถีชีวิตคนต่างจังหวัด ในกรุงเทพฯ สามารถหาทานได้ตามโรงอาหารของหน่วยงานราชการ และโรงเรียนต่างๆครับ…นอกเหนือจากคนที่อยู่ในโรงเรียน หน่วยงานราชการ คงรวยกันหมด ก็กินราคาเดิม คือ ๕๐-๖๐-๗๐ บาทต่อไปก็…ขอให้ประสบแต่ “ชัยชนะ”.
รู้จักข้าวแกงน้อยไป
by
Tags: