เมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) น.ส.รักชนก ศรีนอก สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) และนายธีระชาติ ก่อตระกูล ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและ AI ในฐานะที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ยื่นหนังสือร้องเรียนพร้อมพยานหลักฐานต่อ ขอให้ไต่สวนและดำเนินคดีกับโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)น.ส.รักชนก กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยบอกว่าหากมีการเปิดใช้งานโครงการดังกล่าวและมีผู้เข้าใช้งานคนแรกเมื่อไหร่จะดำเนินการยื่นร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ทันที ซึ่งวันนี้ได้ทำหนังสือร้องเรียนและรวบรวมพยานหลักฐานที่หาได้ทั้งหมดมาส่งมอบให้กับ ป.ป.ช.สำหรับรายชื่อที่นางสาวรักชนกร้องเรียน ได้แก่ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายธีรวุฒิ ธงภักดิ์ ประธานคณะกรรมการร่างขอบเขตของงาน (TOR) รวมถึงกรรมการบริหารบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งน.ส.รักชนก กล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่ยื่นร้องต่อนายไชยชนก คือข้อหาเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากเห็นได้ชัดเจนว่าโครงการดังกล่าวมีพิรุธและความผิดปกติ แต่กลับไม่พยายามหยุดหรือหาทางยกเลิกโครงการ ขณะที่กลุ่มข้าราชการรายอื่น ๆ เป็นผู้รับนโยบายมาผลักดันและเป็นคณะกรรมการยกร่าง TORผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่รัฐมนตรีดีอี ชี้แจงมาโดยตลอดว่าเป็นโครงการที่ดีและเป็นของฟรีให้ประชาชน น.ส.รักชนก กล่าวว่าพรรคประชาชนได้ย้ำถึงประเด็นการตรวจสอบโดยในหลายประเด็น ประเด็นแรกคือการล็อกสเปกใน TOR มีการเขียนสเปกเรื่องการประชาสัมพันธ์บนจอภาพทั่วประเทศไว้ 3 ข้อหลัก ได้แก่ ต้องประชาสัมพันธ์บนจอบิลบอร์ดไม่ต่ำกว่า 400 จุดทั่วประเทศ ต้องประชาสัมพันธ์บนจอในร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 6,000 จอ และไม่ต่ำกว่า 1,500 สาขา และต้องประชาสัมพันธ์ในห้างสรรพสินค้าไม่ต่ำกว่า 200 จุดน.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า เจ้าของจอประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศที่สามารถทำตามเงื่อนไขนี้ได้มีเพียงบริษัทที่ได้รับงานเสมือนมีผู้บริหารชุดเดียวกัน หรือมีผู้รับผลประโยชน์สุดท้าย (UBO) เป็นชุดเดียวกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งแม้จะพยายามทักท้วงมาโดยตลอด แต่กระทรวงดีอี ภายใต้การกำกับดูแลของนายไชยชนกกลับมิได้นำพาประเด็นที่ 2 พบว่า บริษัทเอกชนดังกล่าวกับบริษัทที่ครอบครองจอทั่วประเทศ นอกจากจะมี UBO หรือผู้รับผลประโยชน์สุดท้ายเป็นคนเดียวกันแล้ว ยังมีสถานที่จดทะเบียนตั้งอยู่ที่เดียวกัน แม้ทางกรรมการบริหารจะออกมายืนยันตลอดว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกัน แต่หลักฐานต่าง ๆ ที่รวบรวมได้จากหน่วยงานภาครัฐสามารถยืนยันได้ประเด็นที่ 3 งบประมาณและการเปลี่ยนรูปแบบสัญญา เดิมทีโครงการนี้มีมูลค่า 1,600 ล้านบาท เป็นสัญญาแบบเหมาจ่าย ซึ่งหมายความว่ารัฐต้องจ่ายเต็มจำนวน 1,600 ล้านบาท ไม่ว่าจะมีผู้เข้ามาใช้งานกี่คนก็ตาม แต่จากการทำงานของพรรคประชาชนสามารถกดดันจนเปลี่ยนสัญญาให้เป็นแบบ Pay-Per-Use หรือจ่ายตามการใช้งานจริงได้สำเร็จน.ส.รักชนก กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนใช้งานล่าสุดประมาณ 1,300,000 คน และมีผู้ใช้งานจริงประมาณ 100,000 คน หากคำนวณตามอัตราค่าใช้จ่ายรายหัว 25 บาท ต่อคน ตามที่รัฐมนตรีฯ และปลัดกระทรวงฯ เคยยืนยัน ยอดเงินค่าใช้จ่ายของผู้ใช้ 100,000 คน จะอยู่ที่ประมาณ 2.4 ล้านบาท และหากยังใช้สัญญาแบบเหมาจ่ายเดิม รัฐจะต้องเสียเงินถึง 1,600 ล้านบาท จึงตั้งข้อสังเกตและยืนยันว่า นี่คือการหาเงินกับงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ เป็นการปั้นโครงการขึ้นมาเพื่อผันเงินออกไปให้กับบริษัทที่เป็นผู้สนับสนุนระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ ซึ่งหากไม่มีการออกมาทำเรื่องนี้ให้เป็นที่สนใจของสาธารณะ เอกชนรายดังกล่าวคงรับส่วนต่างประมาณ 1,500 ล้านบาท ไปแล้วเมื่อถามว่าการมายื่น ป.ป.ช. ไต่สวนหลังจากโครงการเปิดใช้งานไปแล้ว คาดหวังว่าจะหยุดโครงการได้หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า วันนี้คงไม่สามารถหยุดโครงการได้แล้ว แต่คาดหวังว่าจะเห็นผู้กระทำผิดถูกลงโทษในท้ายที่สุด และหากคดีสิ้นสุดก็อยากเห็นคนติดคุก เพราะกล้าผลักดันโครงการออกมาท้าทายสายตาประชาชน สื่อมวลชน และกฎหมาย และหากวันใดที่ฟ้าสีทองผ่องอำไพขึ้นมา ก็อยากเห็นคนผิดต้องรับโทษตามกฎหมายส่วนกรณีเลขาธิการ ป.ป.ช. ออกมาระบุว่าเรื่องนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ เนื่องจากก่อนหน้านี้ นายแพทย์วรงค์ เดชวิกรม เคยมายื่นเรื่องร้องเรียนไปแล้ว แต่รัฐยังสามารถดำเนินโครงการต่อได้ น.ส.รักชนก กล่าวว่า หาก ป.ป.ช. เข้ามาดำเนินการหรือให้ความเห็นเร็วกว่านี้อาจช่วยหยุดโครงการนี้ได้ เหมือนโครงการดิจิทัล วอลเลต หรือเรื่องงบกลางปี 2568 ที่มีผู้ยื่น ป.ป.ช. จนสามารถหยุดยั้งงบประมาณได้ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ป.ป.ช. ทำงานช้าไปหรือตั้งใจไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากมีผลประโยชน์ขัดกันหรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกับใครในระบอบสีน้ำเงินเป็นพิเศษหรือไม่ เพราะ ป.ป.ช. มักถูกข้อครหาเรื่องสัดส่วนที่ได้รับแต่งตั้งจาก สว. เข้ามาจนอาจทำให้กระดูกสันหลังถูกถอดออกไป ไม่สามารถทำงานอย่างตรงไปตรงมาได้น.ส.รักชนก กล่าวด้วยว่า สำหรับการยื่นเรื่องในวันนี้ได้นำข้อมูลจากการตรวจสอบในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) มาร่วมยื่นด้วย โดยนำข้อมูลและรายละเอียด TOR และคำตอบในชั้น กมธ. รวมถึงรายงานการประชุมของ กมธ.ติดตามงบประมาณ ทั้ง 3 ครั้ง ที่มีการถอดรายละเอียดแบบบรรทัดต่อบรรทัด ทำเป็นข้อสังเกตส่งให้หน่วยงานตรวจสอบ ทั้ง ป.ป.ช. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตำรวจสอบสวนกลาง ป.ป.ท. และ ปปง. และในวันนี้มายื่นในฐานะ สส.ด้วยส่วนการขอข้อมูลจากกระทรวงดีอีนั้น น.ส.รักชนก กล่าวว่า ปลัดกระทรวงฯ เคยกล่าวออกสื่อสาธารณะหลายครั้งว่าให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่ขอแย้งว่าไม่เป็นความจริง ปลัดกระทรวงฯ มาชี้แจงเพียง 1 ครั้ง และเอกสารที่ส่งมา 9 ฉบับ จากหลายสิบฉบับที่ขอไป ครึ่งหนึ่งเป็นเอกสารสาธารณะที่ดูได้ในระบบอยู่แล้ว แต่เอกสารสำคัญ 3 ส่วน ที่ยังรออยู่และยังไม่ได้รับ ประกอบด้วย ข้อเสนอเชิงเทคนิคของทั้ง 3 บริษัท เพื่อนำมายืนยันว่ามีการสมยอมฮั้วประมูลหรือไม่ ซึ่งมีข้อสังเกตว่าใน TOR ระบุให้ใช้จอระดับ Top 5 ของประเทศ แต่ไม่มีบริษัทใดใส่รายละเอียดว่าจะใช้จอของบริษัทใด แต่กลับได้รับการให้คะแนนและผ่านการพิจารณา ซึ่งถือเป็นเรื่องแปลกประหลาด รวมถึงสัญญาฉบับล่าสุดที่ปลัดกระทรวงฯ อ้างว่าสามารถหาอ่านได้ในเว็บไซต์ เมื่อเข้าไปดูแล้วไม่พบตัวเต็ม รวมถึงหนังสือแนบท้ายสัญญาและภาคผนวกก็ไม่ได้แนบมาด้วยทั้งนี้พร้อมให้ปลัดกระทรวงฯ ฟ้องร้องหากมองว่าเป็นการกล่าวหา เพราะมีหลักฐานว่าพูดไม่ตรงกับความจริง ซึ่งส่งผลให้การทำงานของ กมธ. ติดขัด ทำให้ล่าสุด กมธ. ได้ออกหนังสือใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.คำสั่งเรียก เอกสาร 2-3 ฉบับดังกล่าวแล้ว โดยกำหนดให้ส่งเอกสารภายในวันที่ 8 กันยายนนี้ และ กมธ. จะมีการประชุมพิจารณาเรื่อง TH-AI Passport อีกครั้งในวันที่ 10 กันยายน เพื่อพิสูจน์ว่าปลัดกระทรวงฯ และนายไชยชนกจะให้ความร่วมมือจริงตามที่เคยกล่าวไว้ต่อสื่อมวลชนหรือไม่ และนอกจากวันนี้จะยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. แล้ว ยังเตรียมไปยื่นเรื่องต่อตำรวจสอบสวนกลางด้วยเมื่อถามว่าหลังเปิดให้ใช้งานวันแรกเมื่อวานนี้ตนเองได้ลองใช้งานหรือไม่ เพราะนายไชยชนกบอกว่าเป็นของดี ที่ดีกว่าของฟรีแน่นอน น.ส.รักชนก กล่าวว่า เรื่องนี้ถ้าพูดไปอาจไม่มีน้ำหนัก เดี๋ยวจะหาว่าออกมาโจมตี แต่คิดว่าประชาชน คนที่ได้ทดลองใช้งาน หรือผู้เชี่ยวชาญทางด้าน AI ที่เชี่ยวชาญกว่าตนเอง ก็ออกมารีวิวแล้วว่าห่วยกว่าของฟรี เพราะเป็นเวอร์ชันที่ตกรุ่นและเอามาให้ใช้ ดังนั้นเรื่องนี้ให้ประชาชนช่วยกันออกมารีวิวเยอะ ๆ จะดีที่สุดส่วนคาดหวังกับการสอบสวนของ ป.ป.ช. อย่างไร เพราะที่ผ่านมาหลังจากมีการมายื่นเรื่องก็ใช้ระยะเวลานาน น.ส.รักชนก กล่าวว่า บอกตรง ๆ ไม่ได้คาดหวังกับ ป.ป.ช. มองว่ามีคนในระบอบสีน้ำเงินชี้นิ้วสั่งการให้ทำนู่นทำนี่ แต่ทำไมเราต้องมายื่น เราต้องเอามีดมากรีดที่แผล และเอาเท้าขยี้ให้เห็นไปเลยว่าโครงการนี้มีความชัดเจนว่าส่อผิดปกติและส่อทุจริตคอร์รัปชัน ป.ป.ช. จะเป่าคดีอีกหรือไม่ หรือจะทำเนียน ๆ เหมือนคดีของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อีกหรือไม่ ตนเองคิดว่าทำไปเหมือนพิธีกรรมที่ต้องทำ แต่จะคาดหวังหรือไม่ ประชาชนในประเทศนี้รู้กันหมดว่าใครจะสามารถควบคุม ป.ป.ช. ได้ แต่สิ่งที่ตนเองต้องทำคือต้องพยายามตีแผ่ความผิดปกติและการทำงานอย่างไม่ตรงไปตรงมาให้ประชาชนรับรู้ รับทราบส่วนกรณีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจโครงการ TH-AI Passport น.ส.รักชนก กล่าวว่า เปิดมาหมดขนาดนี้แล้วจะเหลือของไว้สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ตนพูดไว้เลยว่าถึงแม้เราจะเปิดออกมาต่อเนื่องหลายเดือนที่ผ่านมาและเปิดมาหลายข้อและจะมีเปิดอีกแต่ของยังเหลืออีกเป็นกระบุง ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ต้องลองคิดดูว่าไส้เน่าขนาดไหนถึงเหลือของให้เราเล่นได้อีกเป็นเดือน ๆ และยังไม่หมดและยังเหลือของไปอภิปรายไม่ไว้วางใจได้อีกส่วนกรณีกรณีที่กระทรวงดีอีจะมีเฟส 2 หากประสบหากโครงการประสบความสำเร็จ น.ส.รักชนก กล่าวว่า คิดว่าเราก็ทำทุกสิ่งอย่างที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือพรรคประชาชนทำทั้งหมดแล้วเท่าที่จะทำได้ ในอำนาจที่เอื้อ“หากถามว่าถ้าหากเขาจะดึงดันและผลักดันเฟสสองออกมาต้องบอกว่าหน้าด้านมาก ๆ เพราะในวันนี้คนลงทะเบียนมีอยู่ไม่ถึงครึ่งและแอคทีฟยูเซอร์ไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำถ้าท่านยังบอกว่าประสบความสำเร็จและยังจะผลักดันตนคิดว่ามันไม่ใช่เพื่อประชาชนแล้ว และถ้าหากว่ามันมีเฟสสองออกมาและผลักดันจนสำเร็จจริงๆตนคิดว่าชัดเจนแล้วว่าเขาไม่ได้ยึดบนฐานคิดว่าประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรแต่เขาแค่อยากจะใช้เงินให้ได้มากที่สุดเท่านั้นหากเฟสสองออกมาก็จะเป็นการยืนยันข้อสังเกตที่เราได้พูดมาตลอด” น.ส.รักชนก กล่าวถามอีกว่า ในการประชุมกรรมาธิการ วันที่ 10 ในมีการใช้อำนาจเรียกใครบ้างนั้น น.ส.รักชนก กล่าวว่า ใช้อำนาจเรียกไม่ได้เพราะว่าพอบอกว่าจะใช้อำนาจเรียกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีนายชัยชนกชิดชอบทีไรองค์ประชุมจะไม่ครบทุกทีก็เป็นเรื่องที่ยากลำบากในการทำงานกรรมาธิการซึ่งเราเข้าใจได้เพราะว่า สส. พรรคภูมิใจไทยเขาคงจะไม่มียินดีที่จะมีมติให้เรียกเลขาธิการพรรคมาเราเลยใช้ไม้แข็งแต่เป็นเหมือนนวมขึ้นมานิดนึงคือใช้อำนาจเรียกเอกสารซึ่งอันนี้ได้ออกไปแล้วถามย้ำว่า นายไชยชนก บอกว่าที่ไม่ไปเพราะว่าอยากให้เรียกผู้มีอำนาจโดยตรงได้ไปชี้แจงเองนั้น น.ส.รักชนก กล่าวว่า คิดว่าผู้มีอำนาจโดยตรงมากที่สุดคือตัวของนายไชยชนก บางทีต้องแสดงความกล้าหาญทางการเมืองในการที่จะออกมาพูดชี้แจงหรือออกมาตอบคำถามที่เป็นการสื่อสารแบบสองทางไม่ใช่สื่อสารแบบทางเดียวคือเป็นการพูดพ่นไมค์ใส่สื่อแล้วให้มันจบไป“ดิฉันคิดว่าในเมื่อโครงการมันเดินมาจนถึงวันนี้แล้วนายไชยชนกควรแสดงความกล้าหาญสักครั้งในการมาชี้แจงด้วยตัวเอง มันอาจจะเรียกความเชื่อมั่นขึ้นมาให้กับนายไชยชนกได้ แต่ถ้าไม่มาส่งรัฐมนตรีช่วยมาก็ได้ ถ้าไม่กล้ามาตอบคำถามด้วยตัวเอง ” น.ส.รักชนก กล่าว"ธีระชาติ" ตั้งข้อพิรุธกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างหลายจุด จี้หน่วยงานตรวจสอบเร่งคลี่คลายข้อสงสัยขณะที่นายธีระชาติ ให้สัมภาษณ์ภายหลังยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. ขอให้ตรวจสอบการดำเนินโครงการ TH-AI Passport โดยระบุว่า จากการได้ทดลองใช้งานโครงการเบื้องต้น แต่ตั้งคำถามตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เนื่องจากเห็นว่ามีหลายประเด็นที่ผิดปกติ และอาจต้องขยายผล โดยเฉพาะเรื่องการฟ้องร้องจากการโพสต์หรือแชร์ข้อมูลบนโซเชียลมีเดียนายธีระชาติ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้พบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ โดยย้ำเรื่องการขอเอกสารโครงการถึง 2 ครั้ง ซึ่งรัฐมนตรีฯ ยืนยันว่าจะส่งเอกสารให้ ขณะที่กรณีปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ เคยระบุว่าเอกสารมีอยู่แล้วและสามารถเข้าไปดูได้ทางเว็บไซต์นั้น นายธีระชาติยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะบนเว็บไซต์มีเพียงการออกรายงานสด ขณะที่ภาคผนวกและรายละเอียดต่าง ๆ ไม่ได้เปิดเผยไว้ส่วนจำนวนผู้ให้บริการในโครงการ นายธีระชาติ กล่าวว่า จากการนำเสนอมีผู้ให้บริการมากกว่า 10 ราย แต่ใน TOR ระบุว่าต้องมีอย่างน้อย 8 ราย ขณะที่เอกสารที่ได้รับกลับพบว่าใบอนุญาตมาจากผู้ให้บริการเพียงรายเดียว คือ Google ประเทศไทย จึงตั้งคำถามถึงการออกแบบ TOR ที่ระบุว่าต้องมี 8 ยี่ห้อ แต่เมื่อถึงขั้นตอนใบรับรองกลับสามารถใช้เพียงยี่ห้อเดียวได้พร้อมฝากคำถามไปยัง Google ประเทศไทยว่า เหตุใดจึงไม่มีข้อสงสัยต่อประเด็นดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อบริษัทมีฐานอยู่ในสหรัฐอเมริกา และมีกฎหมายของสหรัฐฯ ที่ให้ความสำคัญกับกรณีบริษัทเข้าไปเกี่ยวข้องกับโครงการที่อาจมีข้อสงสัยเรื่องการทุจริต โดยระบุว่า ในสัญญาที่ได้รับมา Google ได้ใส่รายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้อย่างชัดเจน รวมถึงเรื่องวัฒนธรรมการพาข้าราชการไปดูงาน ซึ่งมีอยู่ใน TOR และเมื่อพิจารณาจากหลายมุมมอง เห็นว่ามีข้อสังเกตเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับการทดลองใช้ TH-AI Passport นายธีระชาติ กล่าวว่า ภาพรวมเป็นการทำหน้ากากขึ้นมาหนึ่งอัน แล้วต่อท่อหลังบ้านเพื่อเชื่อมต่อกับ AI ของผู้ให้บริการต่าง ๆ โดยช่วงแรกมีการตั้งคำถามเรื่อง Token และการใช้งานโมเดลจริงหรือไม่ แต่หลังเปิดให้ใช้งาน มีผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีจำนวนมากออกมาแสดงความคิดเห็นนายธีระชาติ กล่าวอีกว่า พยายามหลีกเลี่ยงการรีวิวแอปโดยตรง เนื่องจากเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง จึงต้องพูดในเชิงบวกมากกว่าเชิงลบ และยอมรับว่าน้ำหนักของความคิดเห็นอาจไม่เท่ากับผู้ที่ใช้งานจริง แต่ยังตั้งคำถามถึงเรื่อง Token หนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นโครงการ ปัจจุบันมีตัวเลขส่วนต่างประมาณ 1,621 ล้านบาท ขณะที่เมื่อวานมีผู้ใช้งาน Active ประมาณ 1 แสนคน คิดเป็นประมาณ 2.75 ล้านบาท จึงต้องตั้งคำถามว่า หากมีผู้ใช้งานในระดับดังกล่าว ส่วนต่างที่เกิดขึ้นจะมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อเป็นส่วนต่างของโมเดลที่เหมารวมทั้งก้อน จึงเรียกร้องให้หน่วยงานตรวจสอบทำงานอย่างรวดเร็ว โดยฝ่ายค้านมีหน้าที่ชี้ให้สังคมเห็นถึงประเด็นที่พบ แต่หากหน่วยงานตรวจสอบสามารถขยับได้เร็วขึ้น ก็จะเป็นเรื่องที่ดีนายธีระชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า เป็นห่วงพนักงานและข้าราชการที่จำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา เพราะเป็นกลุ่มที่น่ากังวลที่สุด โดยโครงการดังกล่าวเกิดจากการประมูลที่มีผู้เข้าร่วม 3 ราย มีทั้งการพิจารณาด้านราคาและด้านเทคนิค เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดซื้อจัดจ้าง แต่เมื่อผู้ชนะมีส่วนต่างในระดับสูง จึงต้องตั้งคำถามว่าความผิดเกิดขึ้นแล้วหรือไม่ และใครจะต้องรับผิดชอบส่วนข้อสังเกตเรื่องการล็อกสเปกตั้งแต่ต้นทาง นายธีระชาติ กล่าวว่า พยายามไม่ตัดสินว่าโครงการดีหรือไม่ดี เป็นบวกหรือลบ หรือคุ้มหรือไม่คุ้ม แต่เปรียบเทียบว่า หากมีการสอบข้าราชการแล้วพบว่ามีคนโกง แม้บุคคลนั้นจะทำงานเก่งและมีประสิทธิภาพ แต่ประเทศจะยอมรับให้เป็นข้าราชการดีเด่นหรือไม่ ประเทศควรกลับมาคิดถึงประเด็นนี้ และจุดจบของเรื่องอยู่ที่ว่า สังคมจะลุกขึ้นมาบอกได้หรือไม่ว่า ไม่ไหวแล้ว และเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ เพราะเชื่อว่าคำพูดดังกล่าวจะเป็นจุดเปลี่ยนในที่สุด"ปลายทางจะมีแสงสว่าง หากประชาชนไม่ยอมและลุกขึ้นมาบอกว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ และหากมีความชัดเจนถึงขนาดนี้ แต่หน่วยงานตรวจสอบยังไม่ดำเนินการ วันหนึ่งก็จะต้องเกิดความเปลี่ยนแปลง" นายธีระชาติ กล่าว
ร้อง ป.ป.ช.สอบ AI-Passport เอาผิด ‘ไชยชนก-พวก’ กังขาส่อเอื้อเอกชน
by
Tags: