ลุ้น “ทักษิณ” พ้นโทษ

ตามประเด็นการเมือง…ไม่ว่าในข้อกฎหมายจะทำได้หรือไม่ กับการยื่นถวายฎีกา ขอพระราชทานอภัยโทษครั้งที่สองของ “นายทักษิณ ชินวัตร” แต่การกระทำที่เกิดขึ้น ก็สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนในเรื่องการยอมรับความผิดกับสิ่งที่ตนเองได้กระทำไป หลังมีปัญหาจากการจองจำในครั้งแรกถือเป็นทุกขลาภสำหรับพล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ หลังเข้ามาทำหน้าที่ รมว.ยุติธรรม เพราะถูกจับตามองตั้งแต่ปรากฏชื่อเป็นเสนาบดี ร่วมทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหาร ในรัฐบาลที่มี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นแกนนำ เพราะมี 2 คดีร้อนที่เชื่อมโยงกับผู้มากบารมีในพรรคสีน้ำเงิน ทั้งคดี การครอบครองเขากระโดง และ ฮั้ว สว. ซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ กระทรวงยุติธรรม ซึ่ง "พล.ต.ต.รุทธพล" ยืนยันจะ ไม่เข้าไปแทรกแซง และ ยุ่งเกี่ยว อีกทั้งพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะฝ่ายค้ำก็ประกาศชัดว่า ถ้าพบสัญญาณเข้าไปแทรกแซง จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจทันที ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นรัฐบาลก็อาจมีปัญหา เรื่องเสถียรภาพทันที ส่วนอีกประเด็นร้อน และเกี่ยวข้องกับ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งขณะนี้ถูกคุมตัวอยู่ในเรือนจำ หลัง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองสั่งให้อดีตนายกฯ กลับไปรับโทษ ตามคำพิพากษา ให้จำคุก เพราะที่ผ่านมาถือว่ายังไม่ได้รับโทษ แต่นายทักษิณก็ยื่นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งถือเป็นครั้งที่สอง และเรื่องถูกส่งกลับมาที่กระทรวงยุติธรรมขณะที่ พล.ต.ต.รุทธพล ให้ความเห็นกรณีนายทักษิณยื่นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษครั้งที่ 2 ว่า ทราบว่า รมว.ยุติธรรมคนเก่า ได้มีการเสนอไปที่ สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) แต่ตอนนี้เรื่องได้กลับมาที่กระทรวงยุติธรรมแล้ว ซึ่งได้มี การตั้งคณะกรรมการพิจารณา โดยมอบหมายให้ นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม ตั้งกรรมการขึ้นมาเพื่อช่วยดูเรื่องข้อกฎหมาย และค่อยให้ประมวลเรื่องเสนอขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งให้เวลา 3 วัน ก็น่าจะประมาณวันศุกร์ที่ 3 ต.ค. หรือวันจันทร์ที่ 6 ต.ค. จะรายงานมาให้ทราบอีกครั้ง เพื่อให้ รมว.ยุติธรรมคนใหม่ มีความเห็น แล้วค่อยเสนอกลับขึ้นไป สลค. อีกครั้งก่อนหน้านั้นมีรายงานข่าวแจ้งว่า ภายหลังศาลฎีกาฯ มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 9 ก.ย.68 ให้จำคุกนายทักษิณเป็นเวลา 1 ปี ในคดีชั้นที่ 14 ต่อมาเพียง 1 วัน คือวันที่ 10 ก.ย. นายทักษิณได้ยื่นคำร้องขอพระราชทานอภัยโทษต่อกระทรวงยุติธรรม ต่อมาเมื่อวันที่ 23 ก.ย.68 กระทรวงยุติธรรม ภายใต้การกำกับดูแลของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ได้มีมติ ยกฎีกาคำร้องดังกล่าว พร้อมส่งเรื่องต่อไปยัง สลค. เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง แต่ สลค.ต้องการความเห็นของ รมว.ยุติธรรมคนปัจจุบัน จึงส่งเรื่องกลับมาที่กระทรวงยุติธรรม ดังนั้นต้องรอดูท่าทีพล.ต.ต.รุทธพลจะมีความเห็นอย่างไรด้าน "นายวัส ติงสมิตร" นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ "ทักษิณจะขออภัยโทษครั้งที่ 2 ได้หรือไม่" เนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า โทษจำคุก 1 ปี ของนายทักษิณจึงเป็นโทษอันเกิดจาก การกระทำความผิด ในคดีเดิม 3 คดี ซึ่งมีโทษ จำคุกรวม 8 ปี โดยนายทักษิณได้ขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย และได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณอภัยลดโทษเหลือ จำคุกต่อไปอีก 1 ปี ไม่ใช่การลงโทษจากการกระทำความผิดครั้งใหม่ จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะขอพระราชทานอภัยโทษตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 260 นักโทษที่จะขอพระราชทานอภัยโทษครั้งที่ 2จากการกระทำความผิดครั้งเดียวกันได้ก็แต่เฉพาะการขอครั้งแรกถูกยก และจะมีสิทธิยื่นขออีก ก็ต่อเมื่อพ้น 2 ปี นับแต่วันถูกยกครั้งก่อน (มาตรา 264) นอกจากข้อกฎหมายจะไม่เอื้อให้ขอพระราชทานอภัยโทษได้แล้ว เมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์ที่ นายทักษิณทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษครั้งก่อน เมื่อวันที่ 31 ส.ค.66 ซึ่งต่อมาศาลฎีกาวินิจฉัยสรุปได้ว่า นายทักษิณไม่ได้ป่วยจนถึงขนาดต้องออกไปรักษานอกเรือนจำ โดยไปอยู่ที่ชั้น 14 อาคารมหาภูมิพลราชานุสรณ์ 88 พรรษา ในบริเวณ โรงพยาบาลตำรวจ การบังคับโทษจำคุกนายทักษิณ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และนายทักษิณก็อาจ ถูกดำเนินคดีอาญา ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การบังคับโทษจำคุก โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายครั้งนี้ด้วย ยิ่งไม่มีเหตุที่จะยื่นเรื่องราวขอพระราชทานอภัยโทษอีกครั้งส่วน นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีนายทักษิณสามารถยื่นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษครั้งที่ 2 ได้หรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ในปี พ.ศ. 2566 นายทักษิณ เคยขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะรายไปแล้วว่า กล่าวว่า เป็นไปตาม ป.วิ อาญา เรากำลังพิจารณากันอยู่ โดยยึดข้อกฎหมายทั้งหมดเลย เมื่อถามว่านายทักษิณ เคยขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะรายไปเมื่อปี 2566 แต่ตอนนี้ปี 2568 ถือว่าพ้น 2 ปี สามารถยื่นขอทูลเกล้าฯ ได้ใช่หรือไม่ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ใช่ค่ะ เพราะถ้าดูเวลาก็เกินแล้วไม่ว่าเรื่องนี้ในข้อกฎหมายจะทำได้หรือไม่ กับ การยื่นถวายฎีกา ขอพระราชทานอภัยโทษครั้งที่สองของ "นายทักษิณ ชินวัตร" แต่การกระทำที่เกิดขึ้น ก็สะท้อนให้เห็นถึงจุดยืนในเรื่องการยอมรับความผิดกับสิ่งที่ตนเองได้กระทำไป หลังมีปัญหาจากการจองจำในครั้งแรกส่วนแนวคิดการทำประชามติเรื่อง การยกเลิกเอ็มโอยู 43-44 ที่ทำไว้กับกัมพูชา ก็มีความเห็นที่หลากหลายมากขึ้น และเริ่มมีการส่งเสียงค้านมากขึ้น เพราะมองว่าเป็น การผลักภาระให้ประชาชน และเรื่องของต่างประเทศ และเกี่ยวข้องกับดินแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน โดยก่อนหน้านั้น "นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ" รองนายกฯ และมือกฎหมายของรัฐบาล กล่าวไว้ว่า เรื่องประชามติว่าจะยกเลิกเอ็มโอยูไทย–กัมพูชา หรือไม่นั้น การทำประชามติแต่ละครั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) บอกต้อง ใช้เงิน 6,000 ล้านบาท รัฐบาลจึงจะจัดทำประชามมติพร้อมกับ การเลือกตั้ง สส. หลังการยุบสภา ดังนั้น ในการเลือกตั้ง สส.ที่จะเกิดขึ้นหลังจากยุบสภา ประชาชนจะได้บัตร 4 ใบ คือ 1.บัตรเลือกสส.เขต 2.บัตรเลือกสส.บัญชีรายชื่อ 3.บัตรการลงประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญ (รธน.) และ 4.บัตรที่จะสอบถามประชาชนว่าจะให้ยกเลิกเอ็มโอยู ไทย-กัมพูชาหรือไม่ ทั้งนี้ การที่รัฐบาลต้องถามความเห็นประชาชนก่อนในเรื่องของการยกเลิกเอ็มโอยู เพราะเห็นว่า เรื่องสำคัญแบบนี้กับประเทศเพื่อนบ้าน รัฐบาลเฉพาะกิจ ไม่ควรตัดสินใจด้วยตัวเอง แต่ควรขอฉันทานุมัติจากประชาชน ถ้าประชาชนบอกเลิกก็ต้องเลิก แต่หากให้เก็บไว้ รัฐบาลนี้ก็ต้องเก็บไว้ เพราะประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยด้าน นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐฯ แสดงความคิดเห็นว่า หากจะทำประชามติ ต้องทำให้ประชาชน มีข้อมูลเพียงพอ แต่ปัญหาคือ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเอ็มโอเอ มีความละเอียดอ่อน จนสภาผู้แทนราษฎรต้องประชุมลับ ดังนั้นจึงเป็นภาระของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ที่ต้องตอบว่าจะมีวิธีการใดทำให้ประชาชนรับรู้ โดยไม่กระทบต่อผลประโยชน์ของชาติ หากข้อมูลรั่วไหลไปถึงกัมพูชา“เรื่องนี้มันซับซ้อน ไม่ใช่ว่าจะยกเลิกแล้วจบ ต้องมี แผนรองรับหลายขยัก ต้องคิดให้รอบคอบ ยึดผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง” นายรังสิมันต์ ระบุเช่นเดียวกับ นายธนาธร โลห์สุนทร สส.ลำปาง พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะเลขานุการคณะ กมธ.วิสามัญศึกษาเอ็มโอยู 43-44 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา สภา ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวมีความอ่อนไหว และ มีรายละเอียดทางเทคนิคมาก เป็นเรื่องเชิงเทคนิคกฎหมาย และภูมิรัฐศาสตร์ หากไม่ได้รับข้อมูลที่เพียงพอ ประชาชนทั่วไปอาจตัดสินจากอารมณ์ หรือข้อมูลไม่ครบ ทำให้ผลประชามติไม่สะท้อนผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ ทั้งนี้เหตุผลที่ ไม่ควรทำประชามติ ยกเลิกเอ็มโอยู 43-44 ไม่ใช่เรื่องที่ประชามติจะตอบได้ เพราะประชามติเป็นเพียงการถามใช่หรือไม่ใช่ แต่ประเด็นชายแดนและเอ็มโอยู ละเอียดอ่อน ซับซ้อน ต้องอาศัยกฎหมายระหว่างประเทศและการเจรจา และเอ็มโอยู เป็นพันธกรณีระหว่างประเทศข้อตกลงระหว่างรัฐ การยกเลิกฝ่ายเดียว อาจทำให้ไทยถูกมองว่าไม่รักษาสัญญา กระทบความน่าเชื่อถือในเวทีโลกนายธนาธร ยังย้ำว่า หากรัฐบาลอยากยกเลิก หรือหากนายกฯ ระบุเจรจากันไม่จบก็ยกเลิกไปเลยนั้น ก็สามารถทำได้ทันที โดยผ่าน มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ทันที โดยไม่ต้องผลักภาระไปให้กับประชาชนตัดสินใจ แต่ก็ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าเมื่อไม่มีเอ็มโอยู 43-44 แล้ว ข้อพิพาทตามแนวชายแดนจะหายไปหรือไม่ และไทยจะใช้กลไกใดเจรจา และหากต้องมีการทำ กรอบเจรจากันใหม่ หรือเอ็มโอยูฉบับใหม่ ไทยจะทำข้อตกลงใหม่ได้ดีกว่าฉบับที่ยกเลิกไปหรือไม่ถือเป็นการบ้านข้อใหญ่ของ รัฐบาลนายอนุทิน โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการเห็นเสียงสนับสนุนของประชาชน ให้สนับสนุน แก้ไข รธน. เรื่องของเอ็มโอยูจะมากลบกระแสหมดหรือไม่ จนทำให้ร่างแก้ไข รธน.ไม่ผ่านการทำประชามติทีมข่าวการเมือง


Posted

in

by

Tags: