ศาลปกครองนัดแล้ว คดีฟ้องให้กองทัพหยุดปฏิบัติการ IO นัดแรก 15 ต.ค. พิพากษา 30 ต.ค.

คดีแรกในประวัติศาสตร์ที่ประชาชนยื่นฟ้องกองทัพบกต่อศาลปกครอง ขอให้หยุดการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารโจมตีประชาชนที่เห็นต่างทางการเมือง โดยมีผู้ฟ้องคดีคือ สฤณี อาชวานันทกุล นักวิชาการอิสระ, ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw, วิญญู วงศ์สุรวัฒน์ สื่อมวลชน ศาลปกครองกลางนัดพิจารณาคดีครั้งแรกวันที่ 15 ตุลาคม 2568 และนัดฟังคำพิพากษา 30 ตุลาคม 2568คดีนี้ยื่นฟ้องต่อศาลเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2564 โดยคำฟ้องในคดีนี้อาศัยหลักฐานปฏิบัติการจากการเผยแพร่รายงานของบริษัท ทวิตเตอร์ที่ตรวจพบว่า มีกลุ่มบัญชีปลอมที่เชื่อมโยงกับกองทัพบกของไทย พบทวิตที่มุ่งโจมตีผู้ฟ้องคดีทั้งสามด้วยถ้อยคำหยาบคาย ตัวอย่างเช่น วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 มีข้อความไปหา @johnwinyu ว่า "กูโคตรจะเกลียดมึงเลย เป็นดาราเสือกมายุ่งเรื่องการเมือง ไอ้ขยะ" และรายงานการตรวจสอบของเฟซบุ๊กที่พบพฤติกรรมการใช้งานของบัญชีที่ไม่เป็นธรรมชาติ โดยมีความเชื่อมโยงกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)นอกจากนี้หลักฐานสำคัญในคดีนี้ยังได้มาจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหลายครั้งโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายคน ได้แก่ วิโรจน์ ลักษขณาอดิศร จากพรรคก้าวไกล, ณัชชา บุญไชยอินสวัสดิ์ จากพรรคก้าวไกล และชยพล สท้อนดี จากพรรคประชาชน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ได้รับรายงานว่า มาจากบุคคลที่ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารภายในกองทัพนำมาให้ โดยมีรายงานผลการปฏิบัติงานหลายชุด รวมทั้งเอกสารราชการที่สั่งการให้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารชนิด เทา/ดำ ต่อประชาชนด้วยฝ่ายผู้ฟ้องคดีอธิบายในคำฟ้องว่า ข้อมูลที่เปิดเผยระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เป็นเอกสารของทางราชการ ที่ออกโดยกองทัพภาคที่ 2 เพื่อมอบหมายการปฏิบัติให้กับเจ้าหน้าที่ทหารปฏิบัติการด้านข้อมูลข่าวสาร จากรายงานที่เปิดเผยโดยทวิตเตอร์ แสดงให้เห็นว่า บัญชีทวิตเตอร์ที่เชื่อมโยงกับกองทัพบก ถูกใช้เพื่อ "อวย" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และรัฐบาลชุดนี้อย่างโจ่งแจ้ง และโจมตีฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างหนัก ขณะที่กลุ่มภาคประชาสังคม นักศึกษา นักกิจกรรม นักวิชาการ และสื่อมวลชนก็ตกเป็นเป้าหมายของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของกองทัพบกด้วยเช่นกันคำขอท้ายคำฟ้องในคดีนี้มีประเด็นเดียว คือ ขอให้ศาลปกครองสั่งยุติปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่ไม่ถูกต้อง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และทำให้ผู้ฟ้องคดีเสียหายในทันทีผู้ถูกฟ้องคดีนี้มีสองคน คือ กองทัพบก เป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่หนึ่ง และผู้บัญชาการกองทัพบก ในฐานะผู้ออกคำสั่งบังคับบัญชาเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่สอง ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีให้การปฏิเสธ โดยยืนยันว่ากองทัพเพียงมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเพื่อการประชาสัมพันธ์กิจการของกองทัพ ไม่ได้โจมตีประชาชน และปฏิเสธว่าเอกสารหลักฐานในคดีนี้เป็นเอกสารปลอม โดยชี้แจงว่า ข้อความบางจุดในเอกสารดังกล่าวไม่มีอยู่จริงในระบบราชการคดีนี้ศาลปกครองจึงต้องชั่งน้ำหนักว่าจะเชื่อถือพยานหลักฐานที่ฝ่ายผู้ฟ้องคดี ซึ่งมีเอกสารราชการหลายฉบับ และรายงานจากบริษัทผู้ให้บริการโซเชี่ยลมีเดียมากน้อยเพียงใด หรือจะเชื่อคำให้การของฝ่ายหน่วยงานทหารมากกว่าสรุปข้อเท็จจริง โดยตุลาการศาลปกครองก่อนวันนัดหมายฟังคำพิพากษา ตุลาการเจ้าของสำนวนในศาลปกครองจัดทำสรุปข้อเท็จจริงส่งมาให้คู่ความ มีความยาว 38 หน้า พอสรุปใจความได้ว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลได้รับไว้ในคดีนี้เป็นดังนี้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้บังคับบัญชาต่อกองทัพบกและเจ้าหน้าที่ทหาร ในประเด็นที่มีการใช้การปฏิบัติการข่าวสารหรือ Information Operation (IO) ว่ามีการกระทํา ที่ขัดขวาง โจมตี ด้อยคุณค่า หรือสร้างความเสียหายต่อกลุ่มบุคคลที่มีความเห็นต่างทางการเมือง มีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนแบ่งหน้าที่กันทําอย่างเป็นระบบต่อเนื่องยาวนานโดยอาศัยงบประมาณแผ่นดิน และทรัพยากรของรัฐที่มาจากภาษีประชาชนมาดำเนินการในหน่วยงานของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพื่อนำเสนอข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง บิดเบือน ใส่ร้ายป้ายสี โดยไม่ได้มุ่งหวังความสงบในหมู่ประชาชน และไม่ใช่ภารกิจรักษาความมั่นของผู้ถูกฟ้องคดี แต่เป็นการละเมิดและคุกคามประชาชนโดยอำนาจรัฐ และงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีประชาชนโดยผู้ฟ้องคดีพบว่า เจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 รวบรวมบัญชีโซเชียบมีเดีย ทั้งเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสาม และบุคคลอื่นที่เป็นเป้าหมายของปฏิบัติการ IO เพื่อส่งต่อข้อมูลบัญชีโซเชียลมีเดียทั้งหมดไปยังเจ้าหน้าที่ทหาร เพื่อปฏิบัติการขัดขวาง ปฏิเสธ โจมตี ด้อยคุณค่า หรือสร้างความเสียหาย โดยผู้ฟ้องคดีทั้งสามถูกจัดอยู่ในกลุ่ม "ชุดบุคคลที่เป็นลบกับรัฐบาล" ซึ่งการกร ะทําดังกล่าวเป็นการกระทําที่ผิดกฎหมายละเมิดต่อสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ฟ้องคดีทั้งสามอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ปฏิบัติการข่าวสาร(IO)นั้น โดยหลักสากลมีข้อห้ามมิให้รัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทํา ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารกับพลเมืองของประเทศตัวเองเนื่องจากประชาชนไม่อาจมีสถานะเป็น "ศัตรูของชาติ"การปฏิบัติการข่าวสารหรือ (IO) ปรากฏ ตามเอกสารบันทึกข้อความที่ กท๔๘๒. ๓.๑.๐๑๕/๑๓๐ ลงวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๒ เรื่อง สรุปการเข้าอบรมให้ความรู้เพิ่มเติมกับคณะทํางานปฏิบัติการข่าวสารทภ.๒ และบันทึกข้อความ ที่ กท๐๔๘๒.๑๓.๑.๐๑๓/๔๒ ลงวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ เรื่องสรุปผลการประชุมคณะทํางานด้านการปฏิบัติการข่าวสารการประชาสัมพันธ์และปฏิบัติการด้านไซเบอร์ทภ.๒ ครั้งที่๑ ประจําปีงบประมาณ ๒๕๖๓ และบันทึกข้อความที่กท. ๐๔๘๒.๒.๔๐/๔๒๒ ลงวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ เรื่องสรุปผลการประชุมคณะทำงานการปฏิบัติการข่ าวสาร การประชาสัมพันธ์และปฏิบัติการด้านไซเบอร์ทภ.๒ ครั้งที่ ๑ ประจำประงบประมาณ ๒๕๖๓ ว่ามีการจัดตั้งกลุ่มเจ้าหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่๑สร้างบัญชีผู้ใช้โซเชียลมีเดียในลักษณะ ที่ไม่ระบุตัวตน (อวตาร) มุ่งแสดงข้อความหรือข้อมูลที่เป็นเท็จ โจมตี ใส่ร้าย ขัดขวาง ปฏิเสธ ทำให้ด้อยคุณค่าหรือสร้างความเสียหายต่อข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในระบบสื่ออนไลน์ของบุคล หรือกลุ่มบุคลผู้มีความเห็นต่างทางการเมืองทวิตเตอร์ได้เผยแพร่รายงานเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2563 ชื่อว่า Disclosing networks to our state-linked information operations acrchive ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่าเปิดเผยเครือข่ายปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่เชื่อมโยงกับรัฐในฐานข้อมูลของเรา เพื่อประกอบรายงานที่ทวิตเตอร์ได้พิจารณาปิดบัญชีทวิตเตอร์ที่เห็นว่าเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของรัฐในประเทศไทย 926 บัญชี เพราะถือว่าเป็นการบิดเบือนระบ (platformmanipulation) ซึ่งขัดต่อกฎของทวิตเตอร์โดยระบุสถานการณ์ในประเทศไทย ตอนหนึ่งว่า "การสอบสวนของเราได้พบเครือข่ายของบัญชี จํานวนมากที่ร่วมกันทําปฏิบัติข้อมูลข่าวสารซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปยังกองทัพบกได้อย่างน่าเชื่อถือ บัญชีเหล่านี้ร่วมกันส่งเสียงเป็นเนื้อหาในทางสนับสนุนกองทัพบก รัฐบาลและยังมีพฤติกรมที่เจาะจง(ล็อคเป้าหมาย) บุคคลที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองที่มีชื่อเสียงวันนี้ เราปิดบัญชีที่เกี่ยวข้องจํานวน 929 บัญชีและจะยังคงดําเนินการต่อต้านกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายเหล่านี้อย่างต่อเนื่องเท่าที่เราจะสามารถระบุได้…"ซึ่งเมื่อผู้ฟ้องคดีได้ขอข้อมูลไปตามระบบ ทวิตเตอร์ได้ส่งข้อมูลรายงานเกี่ยวกับการทำงานของบัญชีที่ถูกปิดไปกลับมาให้เป็นข้อมูลกิจกรรมของบัญชีทวิตเตอร์ที่เชื่อมโยงกับกองทัพบก 21,385 กิจกรรม พบว่ามีบัญชีทวิตเตอร์ที่เชื่อมโยงกับกองทัพมีปฏิสัมพันธ์กับทวิตเตอร์ของผู้ฟ้องคดีที่ 1 จํานวน 6 ครั้งมีปฏิสัมพันธ์กับทวิตเตอร์ของผู้ฟ้องคดีที่ 2 จำนวน 8 ครั้ง และมีปฏิสัมพันธ์กับทวิตเตอร์ของผู้ฟ้องคดีที่ 3 จำนวน 37 ครั้ง โดยสังเกตได้ว่ามีทั้งลักษณะการ กดไลก์ กดแชร์ กดรีทวีตแสดงความเห็นทั้งในเชิงบวกและเชิงลบทั้งนี้ได้ปรากฏบัญชีผู้ใช้ซ้ําๆ ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสามอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบจนถึงปัจจุบันผู้ฟ้องคดีทั้งสามเห็นว่าข้อความดังกล่าวข้างต้นที่เป็นการใส่ร้ายใส่ ความดูหมิ่น หมิ่นประมาท และกล่าวหรือไขข่ายแพร่หลายซึ่งข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง กระทำเพื่อสร้างความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องในหมู่ประชาชน ซึ่งเป็นการกระทําที่ ลดทอนความน่าเชื่อถือของข้อมูลและข้อคิดเห็น และพยายามด้อยค่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสามในฐานะพลเมือง เป็นการกระทําโดยไม่สุจริตทําให้สาธารณชนเข้าใจผิด อีกทั้งเป็นการสร้างความเกลียดชังต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสามต่อสาธารณะเพื่อต้องการให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามยุติการแสดง ความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นสิทธิเสรีภาพที่ได้รับการรับรอง เป็นหนึ่งในวิธีการทรมานทางจิตวิทยา ไม่ต่างกันกับการซ้อมทรมานทางกาย เนื่องจากเป็นการย่ายีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเหยื่อในพื้นที่สาธารณะอย่างเป็นระบบ ทําให้ผู้ที่อ่านข้อความเกิดความเกลียดชังและเข้าใจผิดผู้ฟ้องคดีทั้งสามทําให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสามเสื่อมเสียชื่อเสียง เดือดร้อนรำคาญผู้ฟ้องคดีทั้งสามจึงขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่รับผิดชอบต่อความเสียหาย เพื่อให้เกิดบรรทัดฐานว่าเมื่อรัฐและเจ้าหน้าที่ ของรัฐภายใต้บังคับบัญชาของผู้ถูกฟ้องคดีซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐจะต้องให้ความเคารพและ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพในชีวิตประชาชน เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ฟ้องคดีทั้งสามและประชาชนต่อไป และไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อเจ้าหน้าที่อื่นในการใช้อํานาจโดยมิชอบด้วยกฎหมายผู้ถูกฟ้องคดีให้การว่า การปฏิบัติการด้านการข่าวและการปฏิบัติการจิตวิทยาเพื่อให้ได้ความร่วมมือจากประชาชนในการให้ข่าวสารกับทางราชการ ถือว่าเป็นภารกิจในการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศตามอํานาจหน้าที่ทุกเหล่าทัพจึงมีภารกิจการดําเนินการประชาสัมพันธ์ การปฏิบัติการจิตวิทยา การปฏิบัติการผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และการปฏิบัติการไซเบอร์ (เน้นการป้องกันและพัฒนาบุคลากรให้มีขีด ความสามารถทั้งนี้เพื่อป้องกันการเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 จึงกําหนดให้ภารกิจที่กล่าวมาข้างต้น คือ ภารกิจที่เกี่ยวกับการสร้างการรับรู้และความเข้าใจเพื่อสร้างการตระหนักรู้ ข้อเท็จริงข้อมูลข่าวสารเชิงสร้างสรรค์ ป้องกัน Fake News ผู้ถูกฟ้องคดีที่ดําเนินการในลักษณะของการฝึกอบรม การศึกษาสําหรับเตรียมการเมื่อจะต้องใช้หากมีสถานการณ์ที่จำาเป็นในห้วงการปฏิบัติการรบเท่านั้น ไม่เคยมีการสั่งการใด ๆ จากผู้บัญชาการทหารบกให้ปฏิบัติการข่าวสารต่อฝ่ายเห็นต่างจากรัฐบาล หรือใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมืองผู้ฟ้องคดีกล่าวหาผู้ถูกฟ้องคดีอย่างไม่เป็นธรรม เอกสารข้อมูลที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวว่า มีการรวบรวมข้อมูลนั้น ไม่ใช่เอกสารข้อมูลของผู้ถูกฟ้องคดี เอกสารที่ผู้ฟ้องคดีกล่าวอ้างนั้น ผู้ถูกฟ้องคดียืนยันว่าไม่มีการดำเนินการด้านเอกสารแต่อย่างใด จากการตรวจสอบแล้วคาดว่ามีผู้ไม่ประสงค์ดีจัดทำเอกสารปลอมแปลงเลียนแบบเอกสารของทางราชการขึ้นมา ตามที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามได้ยกตัวอย่างสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ ที่อ้างว่าถูกบิดเบือน ใส่ร้ายป้ายสี ล้วนเป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่มีผู้คนติดตามจำนวนมาก จากการตรวจสอบพบว่า ได้ดำเนินการมาเป็นเวลานานโดยไม่ใช่การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองการที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสามนําข้อมูลทางวิชาการของ Stanford Internet Observatory มาสรุปว่ากิจกรรมบนทวิตเตอร์ จํานวน 21,385 กิจกรรม มีความเชื่อมโยงกับผู้ถูกฟ้องคดีและกล่าวอ้างว่า บริษัทวิตเตอร์ตรวจพบข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติการข่าวสารของหน่วยงานรัฐนั้น ถือเป็นการนําข้อมูลมาวิเคราะห์เพียงด้านเดียว ทั้งที่ มีหลักฐานจากบริษัทนักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ที่ตรวจพบการรั่วไหลของข้อมูลบัญชีผู้ใช้งานทวิตเตอร์ แสดงให้เห็นว่าปัจจุบันผู้ใช้งานทวิตเตอร์อาจไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง เนื่องจากแพลตฟอร์มดังกล่าวยังมีปัญหาการยืนยันตัวตนถูกฟ้องคดีทั้งสองให้การว่า ไม่มีการปฏิบัติการข่าวสารกับประชาชนภายในประเทศ และไม่เคยมีมุมมองแบ่งแยกประชาชนด้วยความคิดเห็นทางการ เมืองที่แตกต่างผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ได้ปฏิบัติภารกิจรักษาอธิปไตยและยังปฏิบัติภารกิจอื่นๆ ที่สําคัญมากมายโดยคํานึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นหลัก


Posted

in

by

Tags: