สะเทือนทั้งโลก! รู้จัก โอเรชนิก ขีปนาวุธทรงพลังใหม่ของรัสเซีย ปูตินโวอานุภาพใกล้เคียงนิวเคลียร์

25 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หลังจากที่รัสเซียใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลความเร็วเหนือเสียง 'โอเรชนิก' (Oreshnik) ในการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ถล่มกรุงเคียฟ ของยูเครน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 คน และบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 83 คนล่าสุดกลายเป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตาอีกครั้งสำหรับขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง 'โอเรชนิก' (Oreshnik) ซึ่งนี่ถือเป็นครั้งที่ 3 ที่มีการใช้งานขีปนาวุธชนิดนี้ในสงคราม รัสเซีย-ยูเครน อีกทั้งการใช้อาวุธชนิดนี้ทำให้ชาติพันธมิตรยุโรปออกมาประณามการโจมตีดังกล่าวรวมถึงการใช้ขีปนาวุธ 'โอเรชนิก' ของรัสเซียด้วยโอเรชนิก (Oreshnik) คืออะไร? เป็นขีปนาวุธพิสัยกลางแบบไฮเปอร์โซนิก หรือ ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียง ที่รัสเซียพัฒนาต่อยอดจากระบบ อาร์เอส-26 รูเบช (RS-26 Rubezh) ซึ่งเดิมถูกออกแบบให้เป็นขีปนาวุธข้ามทวีป หรือ ICBM อาวุธชนิดนี้สามารถติดตั้งได้ทั้งหัวรบนิวเคลียร์ และหัวรบทั่วไป แม้การโจมตียูเครนที่ผ่านมา จะไม่มีสัญญาณว่ามีการใช้หัวรบนิวเคลียร์ก็ตามจุดเด่นสำคัญของ 'โอเรชนิก' ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า จุดเด่นสำคัญของ 'โอเรชนิก' คือความสามารถในการติดหัวรบหลายลูก เพื่อโจมตีหลายเป้าหมายพร้อมกัน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มักพบในขีปนาวุธข้ามทวีปมากกว่า โดยยูเครนเคยระบุว่า 'โอเรชนิก' ที่รัสเซียใช้โจมตีในเดือนมกราคม 2026 มีความเร็วราว 13,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือ มากกว่า 10 เท่าของความเร็วเสียงอีกทั้ง ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เคยกล่าวอ้างว่า 'โอเรชนิก' เป็นอาวุธที่แทบไม่มีทางสกัดได้ และมีอานุภาพทำลายล้างใกล้เคียงอาวุธนิวเคลียร์ แม้จะใช้หัวรบธรรมดาก็ตามเจ้าหน้าที่และผู้เชี่ยวชาญตะวันตกบางส่วน มองว่า คำกล่าวอ้างดังกล่าวอาจเกินจริง โดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งเคยระบุเมื่อปลายปี 2024 ว่า 'โอเรชนิก' ยังเป็นอาวุธเชิงทดลองและรัสเซียอาจมีอยู่เพียงไม่กี่ลูกผู้เชี่ยวชาญประเมินว่ารัสเซียมีขีปนาวุธรุ่นใหม่นี้ในปริมาณจำกัดและจะใช้งานอย่างประหยัด ซึ่งหมายความว่ารัสเซียอาจจะงดเว้นการยิงขีปนาวุธเพิ่มเติมหากเห็นว่าชาติตะวันตกได้รับฟังข้อความของตนแล้วเหตุใดรัสเซียใช้โอเรชนิก? แม้โอเรชนิกจะถูกมองว่าเป็นอาวุธทรงพลัง แต่การโจมตีในปี 2024 และต้นปี 2026 กลับใช้หัวรบจำลองแทนหัวรบระเบิดจริง ทำให้ความเสียหายจำกัดผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงมองว่า จุดประสงค์หลักของรัสเซียคือ การส่งสัญญาณทางการเมืองและการทหารไปยังยูเครนและชาติตะวันตกว่ามอสโกมีอาวุธไฮเปอร์โซนิกติดหัวรบนิวเคลียร์ที่พร้อมใช้งาน ชาติยุโรปหลายประเทศ มองว่า การใช้อาวุธชนิดนี้เป็นความพยายามข่มขู่นาโตและประเทศที่สนับสนุนยูเครน โดยเฉพาะช่วงหลังที่อังกฤษ และฝรั่งเศสเสนอแผนส่งทหารช่วยคุ้มครองยูเครนหากเกิดข้อตกลงหยุดยิงนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า รัสเซียยังมีขีปนาวุธโอเรชนิกจำนวนจำกัด ทำให้มีแนวโน้มว่าจะใช้อย่างระมัดระวัง และเลือกใช้เฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องการส่งสารเชิงยุทธศาสตร์ถึงฝ่ายตรงข้ามมากกว่าการโจมตีเพื่อผลทางทหารโดยตรง นอกจากนี้ รัสเซียยังเริ่มผลิตโอเรชนิกแบบต่อเนื่อง และส่งมอบให้พันธมิตรอย่างเบลารุสอีกด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองบางคน กล่าวว่า มอสโกอาจต้องการแสดงแสนยานุภาพทางทหารหลังจากที่เสียชื่อเสียงมาตั้งแต่ต้นปีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่สหรัฐฯ โค่นล้มประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร พันธมิตรของปูตินแห่งเวเนซุเอลา และการที่สหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมันที่ติดธงรัสเซียในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ


Posted

in

by

Tags: