อดีตผู้พิพากษาฯ อธิบายชัด ความเห็น ‘กก.สันติสุข’ ชี้ ‘ทักษิณ’ ไม่เข้าเกณฑ์นิรโทษฯ ชอบด้วยกม.

2 พ.ย.2569-นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊ก “วัส ติงสมิตร กฎหมายและบ้านเมือง” เรื่อง ยึดหลักนิติรัฐ ค้ำจุนความยุติธรรม: ทำไมความเห็นของกรรมการสันติสุข ชี้ ‘ทักษิณ’ ไม่เข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม จึงถูกต้องและชอบด้วยกฎหมาย มีเนื้อหาดังนี้สรุปข่าวร้อน มีรายงานข่าวเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ว่า มีกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขท่านหนึ่งได้แจ้งความเห็นอย่างไม่เป็นทางการต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่า คำร้องขอนิรโทษกรรมและล้างมลทินในคดีสำคัญของนายทักษิณ ชินวัตร ตาม พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 “ไม่เข้าเงื่อนไขที่จะได้รับสิทธินิรโทษกรรม”บทความนี้ขอร่วมสนับสนุนความเห็นของกรรมการท่านดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการทำหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ ยึดมั่นในหลักนิติรัฐ และถูกต้องตามข้อกฎหมายทุกประการ ผ่าน 3 เงื่อนไขทางกฎหมาย โดยกรณีนายทักษิณ ชินวัตร ไม่ผ่านเงื่อนไขที่จะได้รับสิทธินิรโทษกรรมตามกฎหมายนี้แม้เพียงข้อเดียว ดังนี้1.ติดด่านล็อกเด็ดขาด “มาตรา 3” (ห้ามนิรโทษกรรมคดีทุจริต)หัวใจสำคัญที่สุดของ พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 คือ มาตรา 3 ซึ่งเป็นข้อยกเว้นเด็ดขาด ห้ามไม่ให้นำมาตรการนิรโทษกรรมไปใช้กับความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ เมื่อพิจารณาคดีหลักทั้ง 4 คดีของนายทักษิณ: คดีปล่อยกู้ EXIM Bank (อม. 4/2551): ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ (ป.อาญา มาตรา 152) คดีหวยบนดิน (อม. 10/2552): ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ (ป.อาญา มาตรา 157) คดีแปลงสัมปทานดาวเทียมไทยคม (อม. 5/2551):ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ (ป.อาญา มาตรา 152) คดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท (คดี อม. 1/2553): ศาลฎีกาฯ วินิจฉัยว่าเป็นทรัพย์สินที่ได้มาจากการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ3 คดีแรก ล้วนเป็นความผิดเกี่ยวกับความทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ตามกฎหมาย ป.ป.ช. แม้จะมีการอ้างอิงประกาศหรือคำสั่งตามบัญชีท้ายลำดับที่ 31 ก็ไม่อาจนำมา “ฟอกขาว” คดีทุจริตที่มีเนื้อแท้ (Substance) เป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ได้ ส่วนคดีหลังสุด (คดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท) ไม่ใช่คดีกระทำความผิดอาญาที่จะได้รับสิทธิตามกฎหมายนี้2.ขัดเจตนารมณ์ “มาตรา 7” (มุ่งเน้นผู้ชุมนุมทางการเมือง)เจตนารมณ์ของ พ.ร.บ. สันติสุขฯ 2569 ตราขึ้นเพื่อสร้างความปรองดองให้แก่ประชาชน “ผู้เข้าร่วมชุมนุมเพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมือง” แต่คดีทั้ง 4 คดีของนายทักษิณ ไม่ได้เกิดจากการเข้าร่วมชุมนุมหรือการแสดงออกทางการเมืองของประชาชนตามมาตรา 7 การนำบทบัญญัตินี้มาตีความขยายขอบเขตให้แก่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีทุจริต จึงเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างชัดแจ้ง3. ไม่ใช่ความผิดตามที่ระบุในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ:ความผิดที่นายทักษิณได้กระทำทุกคดีไม่ใช่ความผิดที่กฎหมายบัญญัติเป็นความผิดตามที่ระบุในบัญชีท้ายพระราชบัญญัตินี้ (รวมทั้งฐานความผิดที่เกี่ยวพันกัน) ส่วนกฎหมายลำดับที่ 31 ในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติ มุ่งคุ้มครองและนิรโทษกรรมให้แก่กลุ่มบุคคลที่กระทำความผิดเฉพาะตัวจากการฝ่าฝืนมาตรการพิเศษทางการเมืองของ คปค, คมช. และ คสช. เช่น การฝ่าฝืนคำสั่งเรียกมารายงานตัว การฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชุมนุมทางการเมือง หรือการฝ่าฝืนคำสั่งห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ซึ่งการกระทำเหล่านี้สภาพความผิดเกิดขึ้นเพราะมีประกาศพิเศษบังคับไว้โดยตรง4.ความคุ้มกันกรรมการจากการโดนคดีอาญา ม.157 (เกราะคุ้มครองมีไว้สำหรับผู้สุจริตเท่านั้น)มาตรา 6 วรรคสาม บัญญัติให้ความคุ้มครองแก่คณะกรรมการฯ เฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ “โดยสุจริต” เท่านั้น ⚖️หากกรรมการเสียงข้างมากเจตนาฝืนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ชัดแจ้ง เพื่อลงมติให้นายทักษิณได้รับการนิรโทษกรรม ย่อมถือว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่สุจริต ซึ่งจะทำให้: 1. หลุดพ้นจากความคุ้มครองตามมาตรา 6 วรรคสามทันที 2. ศาลปกครองมีอำนาจรับฟ้องและสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัย ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นได้ 3. กรรมการเสียงข้างมากเสี่ยงถูกดำเนินคดีอาญา ในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบบทสรุปการที่กรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขท่านหนึ่ง แจ้งความเห็นต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอย่างตรงไปตรงมาว่า นายทักษิณ "ไม่เข้าเกณฑ์นิรโทษกรรม" จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ยึดมั่นในตัวบทกฎหมาย ปกป้องระบบยุติธรรมของประเทศ และป้องกันไม่ให้คณะกรรมการฯ ต้องตกเป็นจำเลยคดีอาญาเสียเอง ความเห็นนี้จึง ถูกต้อง ชอบด้วยกฎหมาย และสมควรได้รับการสนับสนุนอย่างยิ่งครับ!


Posted

in

by

Tags: