จะหวังรอสงครามยุติดูไม่ง่ายเสียแล้วล่ะครับการเจรจารอบ ๒ ระหว่าง อิหร่าน กับ สหรัฐฯ ดูจะยากเย็นกว่ารอบแรกขณะที่เส้นตายหยุดยิงจะจบในวันนี้ (๒๒ เมษายน)หลังจากนี้ก็ไม่ทราบครับว่าจะยิงกันอุตลุด หรือจะขยายเส้นตายออกไปอีกแม้มีข่าวคราวว่า เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเดินทางไปยังปากีสถานแล้ว ขณะตัวแทนอิหร่านบางส่วนเดินทางไปถึงปากีสถานแล้วเช่นกันแต่ทุกอย่างล้วนยากต่อการคาดเดา เพราะเป็นปัจจัยภายนอกการรับมือจึงไม่ง่ายหากเจรจาจบได้ในรอบสอง ก็อนุโมทนาสาธุครับ พลเมืองโลกจะได้อยู่กันอย่างสงบสุขเสียที แต่ถ้าไม่ได้ มนุษย์แทบทุกคนก็ยังต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากกันต่อไปแล้วรัฐบาลไทยทำอะไรได้บ้างที่แน่ๆ จะบริหารประเทศแบบเดิมไม่ได้อีกแล้ว เพราะขณะนี้โลกไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ แต่อยู่ในมหาวิกฤตที่รุนแรงในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมาเห็นข่าวรัฐบาลเตรียมออกพระราชกำหนดกู้เงิน ๕ แสนล้าน พร้อมเสียงก่นด่าจากทุกสารทิศ ใจเย็นๆ ครับเบื้องต้นต้องเข้าใจตรงกันว่า ลำพังงบประมาณแผ่นดินตาม พ.ร.บ.งบประมาณ เม็ดเงินไม่เพียงพอต่อการพาประเทศให้พ้นวิกฤตได้อย่างแน่นอน เพราะ พ.ร.บ.งบประมาณ ๒๕๖๙ ทำก่อนจะมีสงครามการกู้จึงเป็นหนึ่งในทางออกแต่พอได้ยินคำว่า “กู้” ก็ด่าไว้ก่อนกู้มาโกง!ลูกอีช่างกู้สัตว์เลื้อยคลานก็มาครับโดยสภาพเศรษฐกิจ และสถานการณ์โลกขณะนี้ หากจำเป็นต้องกู้ ก็ต้องกู้ครับ เพราะเห็นล่วงหน้าอยู่แล้วว่า รัฐบาลต้องใช้เงินเยอะแน่ๆกู้แบบนี้ ต่างจากกู้มาเพื่อแจกตามนโยบายรัฐบาลครับ เช่นกรณีรัฐบาลเพื่อไทยคิดจะกู้เงินเพื่อเอามาแจกในโครงการดิจิทัลวอลเล็ตตอนแรกคิดจะกู้ ๕ แสนล้านสุดท้ายรู้ว่าอาจมีปัญหาข้อกฎหมาย จึงไปเบียดบังงบประมาณปกติแทนถ้าไม่กู้รัฐบาลอนุทินมีทางเลือกอื่นหรือเปล่าขึ้นภาษีครับ VAT จาก ๗% เป็น ๑๐%รัฐบาลไม่กล้าหรอกครับ ไม่เฉพาะรัฐบาลนี้ ทุกรัฐบาลที่ผ่านมาล้วนไม่กล้าขึ้น เพราะกลัวทัวร์ลงแต่ถ้าไม่พูดความจริงกันเลย ทุกคนล้วนคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง ประเทศเดินหน้ายากครับมีประโยคหนึ่งชอบใช้กันมากในสังคมประชาธิปไตย“ประชาชนคือเจ้าของประเทศ”“อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน”แต่ก็แปลกครับ มีอำนาจ มีสิทธิ์ แต่ไม่ค่อยจะยอมรับว่ามีหน้าที่ประเทศอยู่ได้ไม่ใช่เพราะเงินในกระเป๋านักการเมือง แต่มันเดินด้วยภาษีจากประชาชน หากประชาชนไม่ทำหน้าที่นี้ประเทศก็ไม่ต่างจากสุสานไม่มีชีวิต เป็นประเทศที่ตายแล้วเพจเฟซบุ๊ก Beauty Investor เขียนประเด็นทำนองนี้ให้อ่าน เห็นว่ามีประโยชน์ ก็ขอนำมาเผยแพร่ต่อในบางท่อนบางตอนครับ———————–"…ในประเทศที่แม่งอยากได้ทุกอย่าง แต่ไม่อยากจ่ายซักบาท ขึ้น VAT กับยกเลิก ๑.๘ ล้าน แม่งแฟร์กับทุกคนที่สุดแล้วสวัสดีค่ะทุกคน นิคกี้เองนะคะ วันนี้ขออนุญาตพูดตรงๆ แบบเปลือยความจริงสักหน่อย เพราะอ่านคอมเมนต์ในทุกเพจข่าวช่วงนี้แล้วจะกรี๊ด คนไทยเรานี่น่ารักมาก สามารถด่ารัฐบาลเรื่องขึ้น VAT เสร็จปุ๊บ เลื่อนฟีดลงไปอีกนิดเดียวก็ไปถามว่าเงินหมื่นจะเข้าเมื่อไหร่พอรัฐขยับราคาน้ำมันขึ้นบาทนึงก็ด่ารัฐบาลว่าไม่ดูแลประชาชน แต่พอมีคนเสนอปฏิรูปภาษีให้มีเงินมาดูแล ก็ด่ารัฐบาลว่ารีดเลือดกับปู เอาแบบนี้เลยนะคะ ประเทศนี้ ทุกคนอยากได้ทุกอย่าง แต่ไม่มีใครอยากจ่ายอะไรแล้วตอนนี้คณะกรรมาธิการการคลังวุฒิสภาเขาเสนอแผนที่หลายคนเกลียดมาก คือขึ้น VAT จาก ๗% เป็น ๑๐% แบบค่อยๆ ปีละ ๑% สามปีต่อเนื่อง พร้อมยกเลิกเพดานรายได้ ๑.๘ ล้านบาทต่อปีที่เป็นเกณฑ์จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม คนก็ออกมาโวยวายแหลกลาญ บอกว่ารัฐบาลเห็นแก่ตัว ขูดเลือดชาวบ้านแต่นิคกี้จะบอกตรงๆ ว่า ในบรรดาข้อเสนอที่เคยได้ยินมาทั้งหมดในชีวิตการทำงานด้านการเงินของนิคกี้ ไอ้ข้อเสนอนี้แหละคือข้อเสนอที่ 'แฟร์'ที่สุดเท่าที่เคยมีมาสำหรับคนไทยทุกคน ทั้งที่ฟังแล้วเจ็บ แต่มันจริงปัญหาไม่ใช่รัฐบาลขึ้นภาษี ปัญหาคือเราอยากได้ของฟรีตลอดชีวิตลองฉายภาพนี้ดูนะคะ คนไทยในวันนี้อยากได้เงินแจกหมื่นนึงเข้าบัญชี อยากให้ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ ๒๙ บาททั้งที่น้ำมันโลกขยับไป ๙๕ ดอลลาร์แล้ว อยากให้เบี้ยผู้สูงอายุเพิ่มจาก ๖๐๐ เป็น ๓,๐๐๐ อยากให้โรงพยาบาลรัฐไม่ต้องรอคิว อยากให้ค่าไฟลดลง อยากให้ค่าไปรษณีย์ฟรี อยากได้คนละครึ่ง คนละสิบ คนละร้อย อยากได้รถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสาย อยากให้การศึกษามหาวิทยาลัยฟรีแต่พอถามว่า โอเคค่ะ แล้วเงินที่จะมาทำทั้งหมดนี้ จะเอามาจากไหนล่ะคะ ทุกคนบอก รัฐบาลไปคิดเอาสิเอ้ารัฐบาลคิดให้แล้วไง จะขึ้น VAT ๑% ต่อปี สามปีค่อยๆ ขยับจาก ๗% เป็น ๑๐% คาดว่าจะได้เงินเพิ่ม ๒-๓ แสนล้านบาทต่อปี พร้อมปิดช่องโหว่ ๑.๘ ล้านที่คนรวยใช้ซ่อนรายได้ คนไทยก็ด่า เอ้าแล้วจะเอายังไง จะให้รัฐบาลไปตัดต้นไม้มาขายเหรอคะ หรือจะให้เสกเงินออกมาจากอากาศนี่แหละที่นิคกี้เรียกว่า Peak ของความย้อนแย้งในประเทศไทยเรา คือประชาชนแห่งประเทศที่เรียกร้องให้รัฐดูแลเหมือนฟินแลนด์ แต่ยอมจ่ายภาษีเท่าซิมบับเว แล้วจะเป็นไปได้ไงเงินหมื่นที่ทุกคนรออะ มันมาจากไหนไหนๆ พูดถึงเงินหมื่นแล้ว นิคกี้อยากให้ทุกคนเข้าใจอะไรง่ายๆ โครงการดิจิทัลวอลเล็ต ๑๐,๐๐๐ บาทตอนเริ่มต้นที่ได้รับอนุมัติเมื่อปี ๒๕๖๗ ใช้กรอบวงเงินประมาณ ๔.๕ แสนล้านบาท แบ่งเป็นหลายเฟส ปัจจุบันที่กำลังทำอยู่คือโครงการคนละครึ่งพลัสที่ถูกลดขนาดลงไปเยอะแล้ว แต่ในมุมของประชาชนยังคิดว่าเงินหมื่นคือของแจก เป็นของที่รัฐมีให้ เป็นน้ำใจจากรัฐบาลเงินหมื่นมันไม่ใช่ของแจกค่ะ มันคือภาษีของตัวเราเองที่ผ่านมือรัฐบาลออกมาแล้วใส่กลับเข้าบัญชีเรา หรือไม่ก็เป็นหนี้สาธารณะที่ลูกหลานเราจะต้องจ่ายคืนในอนาคตเงินหมื่น ๔.๕ แสนล้านบาทที่เราตื่นเต้นกันจะตาย มันเทียบเท่ากับอะไรรู้ไหมคะ มันเทียบเท่ากับรายได้ที่รัฐจะเก็บได้จากการขึ้น VAT ๓% เพียงสองปีเท่านั้นเองลองคิดดูสิคะ คนบ่นว่าขึ้น VAT ไม่เอา เดือดร้อน ซื้อของแพง แต่ตื่นเต้นเวลาได้เงินหมื่นเข้าแอพเป๋าตัง ทั้งที่มันคือเงินก้อนเดียวกันในทางเศรษฐศาสตร์ เพียงแค่คนละเส้นทางความต่างคือแบบหนึ่งรัฐเก็บจากการบริโภคของทุกคนและนำไปใช้ในสวัสดิการระยะยาว อีกแบบหนึ่งรัฐกู้มาแจกให้ใช้ครั้งเดียวหมดไปกับไลน์แมนข้าวกล่อง แล้วดอกเบี้ยที่เกิดจากการกู้เราจ่ายคืนกันไปอีกสามสิบปีถ้าเราเข้าใจตรงนี้ คำถามที่ต้องถามตัวเองคือ เราอยากจ่ายค่า VAT เพิ่ม ๓% เพื่อให้มีสวัสดิการคงที่ไปเรื่อยๆ หรืออยากได้หมื่นเดียวแล้วลูกเราแบกหนี้สามสิบปี ถามใจดูดีๆ…""…VAT ๗% ที่เราภูมิใจ คือเราเก็บภาษีถูกสุดในอาเซียนมาดูกันชัดๆ ว่าไทยเก็บ VAT ต่ำแค่ไหนเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ฟิลิปปินส์เก็บ ๑๒% อินโดนีเซียขยับเป็น ๑๒% ตั้งแต่มกราคม ๒๕๖๘ เวียดนามเก็บ ๑๐% ปกติ สิงคโปร์ซึ่งเศรษฐกิจแข็งแรงกว่าเรามากขยับเป็น ๙% ตั้งแต่ ๒๕๖๗ ญี่ปุ่นเก็บ consumption tax ๑๐% ยุโรปส่วนใหญ่เก็บ VAT ๑๙-๒๕%ไทยเก็บเท่าไหร่คะ ๗%…"———————ครับ…พอหอมปากหอมคอถ้าจะภูมิใจกับการจ่ายน้อยแต่หวังได้รับกลับมาเยอะ ก็อย่าไปอิจฉาประเทศเพื่อนบ้านเขานะครับ เวลามีการพูดถึง จีดีพี ไทยโตต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ก็ส่องกระจกกันไว้หน่อยเราทุกคนมีส่วนที่ทำให้มันเป็นเช่นนั้น.
อยากได้แต่ไม่อยากจ่าย
by
Tags: