อยู่ไม่ไหวต้องเปลี่ยน

มีคนออกมาปลุกม็อบแล้วครับ…คงประเมินแล้วว่ารัฐบาลอนุทินไม่น่าจะไปรอด!เชื่อว่าเรื่องที่รุมเร้าไม่ว่าจะเป็น ฮั้ว สว., ทุจริตสอบท้องถิ่น, ๒น.-๑พ. ยันปัญหาเศรษฐกิจ จะทำให้รัฐบาลหมดความน่าเชื่อถือ ไม่ควรบริหารประเทศอีกต่อไปฉะนั้นมีคนคิดว่าได้เวลาแล้ว จะทำอะไรก็รีบทำ เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยคนปลุกม็อบคือ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” ครับโพสต์ของปิยบุตร มาในแนวโยนหินถามทาง เหมือนถามว่ามีใครพร้อมบ้าง——————-“…ถ้าคนจำนวนมากมายมหาศาลเห็นพ้องต้องกันว่า ไม่ว่าอย่างไร ประเทศไทยต้องเปลี่ยน พรรคการเมืองที่ประกาศตนเป็น 'กองหน้า'ในการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยขนานใหญ่ ต้องทำอย่างไรต่อไป?พรรคต้องปลุกเร้าทางความคิดต่อไปให้คนเห็นว่า มีโอกาส มีความเป็นไปได้ที่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้น และจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้แน่นอน ภายหลังการเลือกตั้ง ๓ ครั้งผ่านไป และ 'นิติสงคราม'ยังคงเดินหน้าบดขยี้ประชาชนและนักการเมืองของพรรค ก็อาจเป็นสถานการณ์ที่ยากกว่าช่วงปี ๒๕๖๑-๒๕๖๖แต่ก็ยังพอมีหนทางผมเห็นว่า มีวิธีการอันเป็นรูปธรรมที่พรรคควรเร่งทำ ๒ เรื่องเรื่องแรก การรณรงค์ฉายภาพประเทศไทยในฝันให้สังคมไทยได้เห็นเมื่อคนจำนวนมากรู้สึกว่า 'ต้องเปลี่ยน'แต่เปลี่ยนอะไรล่ะ เปลี่ยนอย่างไร เปลี่ยนไปเป็นอย่างไรเราจะแปลงความรู้สึกนึกคิดอันเป็นนามธรรมนั้นให้เป็นรูปธรรมได้ ก็ต้องวาดภาพให้คนเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นนั้น เปลี่ยนแล้วจะได้อะไรมาแทนที่สิ่งเก่าพรรคควรอธิบายการปฏิรูประบบราชการ การปฏิรูปกองทัพ การปฏิรูประบบบริการสาธารณสุขและสวัสดิการ การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ระบบภาษี และงบประมาณ การปฏิรูปที่ดิน การปฏิรูปการเกษตร และอีกสารพัดการปฏิรูปหากการปฏิรูปเหล่านี้เกิดภายในกี่ปี ประเทศไทยจะหน้าตาเป็นอย่างไรพูดง่ายๆ คือ พรรคต้องทำหน้าที่วาดภาพจินตนาการให้คนเห็นว่า สิ่งใหม่ ที่จะมาแทนที่ สิ่งเก่า คืออะไร จะทำให้ชีวิตของผู้คน และสังคมดีขึ้นอย่างไร อาจต้องเสียสละ กลืนเลือดกันคนละนิดคนละหน่อย อดทนร่วมกัน เพื่อให้การปฏิรูปขนานใหญ่เกิดขึ้นเรื่องที่สอง รัฐธรรมนูญใหม่ประชามติรอบที่ผ่านมา แสดงให้เห็นชัดว่าคนส่วนใหญ่ผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญในประเทศนี้ เห็นว่า ต้องเปลี่ยนรัฐธรรมนูญพรรคควรใช้ฐานความชอบธรรมนี้ในการรณรงค์ต่อไปแน่นอน ด้วยองค์ประกอบรัฐสภาและศาลรัฐธรรมนูญแบบนี้ เสนอร่างเข้าไป ก็คงตกหมดแต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะทำอะไรไม่ได้เลยพรรคควรขยายประเด็นไปรณรงค์เรื่องเนื้อหาในรัฐธรรมนูญใหม่ด้วย ไม่ควรติดกับอยู่กับแค่การถกเถียงเรื่องรูปแบบและที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้นนอกจากนี้ เพื่อมิให้ติดกับดักกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่คอยขวางการทำรัฐธรรมนูญใหม่ตลอดเวลา พรรคควรขยายความคิดเรื่อง 'อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ'ให้กว้างขวางอำนาจชนิดนี้ทรงพลานุภาพยิ่งนัก ถ้ามันถูกติดตั้งเข้าไปในสมองของผู้คนแล้ว การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญจะบังเกิดขึ้นเริ่มต้นจากการอธิบายว่า ประชามติครั้งที่ผ่านมา คือ การใช้อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญที่ต้องการเปลี่ยนจากรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ เป็นอย่างอื่น ส่วนอำนาจแก้ รธน.ของรัฐสภา นั่นเป็นเพียงอำนาจแก้รัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจรับมาจากรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีศักดิ์ต่ำกว่า อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนแสดงออกผ่านการออกเสียงประชามติรอบที่ผ่านมาการรณรงค์สองเรื่องนี้ เป็นเครื่องมือในการปลุกระดมความคิดคนให้เห็นโอกาสของการเปลี่ยนแปลงเป็นรูปธรรมเข้าใจง่ายเห็นภาพชัดโดนใจทุกคน ทุกส่วนเหมาะกับการสร้าง 'แนวร่วม'แห่งการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยพรรคทำงานในสภา เสนอร่างกฎหมายก็ดี อภิปรายในสภาก็ดี ตรวจสอบทุจริตก็ดี แฉงบประมาณรายบรรทัดก็ดีนั่นเป็นสิ่งที่ต้องทำ ควรทำ ต่อไปมันช่วยให้คนคิดว่า 'อยู่ไม่ไหว ต้องเปลี่ยน'แต่ไม่ได้ไปถึงขนาดที่ทำให้คนเห็นว่า 'มีโอกาสเปลี่ยนในเร็ววัน' 'เปลี่ยนแบบใด เปลี่ยนเป็นอะไร'การแฉก็ดี การเสนอกฎหมายแล้วคว่ำไปแล้วมาแฉต่อก็ดี เป็นการรักษาฐานที่มั่น แต่ไม่ได้รุกคืบกินแดนฝากให้พรรคกองหน้าที่ต้องการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่นำไปพิจารณาครับ…”——————อืมมมม…ว่ากันตามโจทย์นี้ ไม่น่าจะมีพรรคการเมืองไหนเอาด้วยยกเว้น พรรคส้มถ้าพูดถึงการรณรงค์ฉายภาพประเทศไทยในฝันในแบบการเมืองสีส้ม ตอนนี้ชัดเจนมากพอแล้วครับ ไม่จำเป็นต้องไปขยายความอะไรอีกไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูป หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญมันชัดเจนจนพรรคส้มถูกโดดเดี่ยวถ้าพิจารณาในแง่แนวคิดที่สั่งสมมาตลอดของพรรคส้ม การเปลี่ยนประเทศแน่นอนว่าคือการรื้อขนานใหญ่อาจทำให้ประเทศไทยไม่เหลือเค้าเดิมทั้งในแง่รูปแบบการปกครอง เศรษฐกิจ และสังคมเพราะสำหรับพรรคส้มแล้ว “ของเก่า” ล้วนสร้างปัญหา จำต้องรื้อทิ้งการแก้รัฐธรรมนูญ “ปิยบุตร” เสนอให้พรรคควรขยายประเด็นไปรณรงค์เรื่องเนื้อหาในรัฐธรรมนูญใหม่ด้วย ไม่ควรติดกับอยู่กับแค่การถกเถียงเรื่องรูปแบบและที่มาของสภาร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้นอันตรายมาก!เพราะมีเส้นบางๆ ระหว่างถกเถียงรูปแบบ ซึ่งอาจเป็นรูปแบบการปกครองกับการครอบงำหากพรรคการเมืองสามารถกำหนดได้ว่าใครต้องมาเป็น ส.ส.ร. และกำกับได้ว่ารัฐธรรมนูญใหม่ต้องมีหน้าตาเป็นอย่างไร แล้วทำไม พรรคส้มไม่แก้ด้วยตัวเองเสียเองครับ…ทั้งหมดนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นการเปลี่ยนประเทศไทยแต่ก่อนที่จะเปลี่ยน ต้องผ่านด่าน “แก้วตา ธิษะณา ชุณหะวัณ” เรื่องการคุกคามทางเพศในพรรคส้มให้ได้ก่อนก่อนที่จะไปไกลเรื่องปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปสถาบัน ต้องปฏิรูปพรรคส้มให้ได้เสียก่อนไม่งั้นจะกลายเป็นว่า สถาบันหลักๆ ของชาติ รวมทั้งรัฐธรรมนูญ จะถูกชำเราโดยพรรคส้มอยู่ไม่ไหว ต้องเปลี่ยน.


Posted

in

by

Tags: