เกมเอาคืนโหมไฟการเมือง

คดีฮั้วเลือก สว. เมื่อวันที่ 14 ก.ย. แม้ กกต. จะมีมติสั่งฟ้อง 77 คน มี 26 สว. และบุคคลภายนอกไปที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง โดยไม่มีการสั่งฟ้องคณะกรรมการบริหาร “พรรคภูมิใจไทย”ในมิติทางกฎหมาย และมิติการเมืองถือว่ายังไม่ยุติ แม้องค์กรอิสระจะตัดสินไปแล้ว แต่สถานการณ์ยังคงกระพือให้ร้อนแรง และรอแรงกระเพื่อมต่อไป ทั้งในแง่ของ “ภาคประชาชน พรรคประชาชน สว.สำรอง รวมถึง กกต.เสียงข้างน้อย” 2 คน จาก 5 คน โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวของ “สิทธิโชติ อินทรวิเศษ” กกต.เสียงข้างน้อย ออกมาทิ้งบอมบ์ไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าวซึ่งหลังจากนี้จะมีการดำเนินการทางกฎหมาย และการเมืองสร้างแรงสะเทือนแก่กระบวนการฮั้ว สว. ทั้งหมด โดยมีเป้าหมายจัดการ กกต. สว. และ “พรรคภูมิใจไทย” ที่มองว่าเป็นกระบวนการของ “ระบอบสีน้ำเงิน”“เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน เตรียมเคลื่อนไหวขยายผลเพื่อยื่นเอาผิดอาญามาตรา 157 และมาตรฐานจริยธรรมต่อ ป.ป.ช.เพื่อเอาผิด กกต. ทั้ง 5 คนสอดรับกับ “พรรคประชาธิปัตย์” ที่เคลื่อนไหวเรื่องนี้ ซึ่งต้องดูว่า ป.ป.ช. จะรับพิจารณาหรือไม่ เพราะต้องคำนึงว่ามีส่วนได้เสียหรือไม่เช่นเดียวกับการทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลผ่านการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในสภาฯสมัยประชุมนี้ แม้ว่ารู้อยู่แล้วว่าเสียงในสภาฯจะไม่สามารถสู้ได้ แต่เป้าหมายคือการได้ปั่นกระแส และโจมตีรัฐบาลเพื่อให้ผู้ที่กุมอำนาจหมดความอดทน และเลิกอุ้ม “พรรคภูมิใจไทย”ขณะเดียวกันยังมีความพยายามกดดันไปที่ “ดีเอสไอ” ซึ่งสอบสวนคดีอั้งยี่และฟอกเงิน โดยมีความผิดมูลฐานจากคดีฮั้วเลือก สว. แต่สุดท้ายไม่รู้จะเดินไปได้เพียงใด เพราะต้องอาศัยคำตัดสินของ กกต. มาเป็นฐานในการพิจารณาสำนวนรวมถึงยังหวังปาฏิหาริย์ทางกฎหมาย หลังกลุ่ม “สว.สำรอง” ได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเมื่อวันที่ 16 ก.ย.ที่ผ่านมา ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตหรือฮั้วเลือก สว. โดยขอให้ศาลเพิกถอนคำวินิจฉัยของ กกต. ในส่วนข้อกล่าวหาที่ 1-3 ซึ่งมีมติยกคำร้อง และขอให้ศาลไต่สวนพร้อมวินิจฉัยใหม่รวมทั้งยังขอให้ศาลไต่สวนหากพบการทุจริตเป็นรูปแบบ หรือเป็นขบวนการจนทำให้การเลือก สว.ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ควรสั่งให้ กกต.กลับไปพิจารณากรณี สว. 138 ราย และส่งเรื่องให้ศาลฎีกาฯ วินิจฉัยใหม่หรือไม่สอดรับกับความเห็นของ “สิทธิโชติ อินทรวิเศษ” กกต.เสียงข้างน้อย ชี้ช่องว่าแม้มติ กกต.จบไปแล้ว เว้นแต่การไต่สวนของศาลฎีกาสามารถเรียกพยานอื่นๆ ไปไต่สวนได้ หรือผู้เสียหายโดยตรงไปยื่นร้องต่อศาล ซึ่งหากศาลฎีกาฯ ดำเนินการตามความเห็นดังกล่าวอาจสาวไปถึงผู้บงการอยู่เบื้องหลังได้ขณะที่ฝ่ายตั้งรับ และตกเป็นจำเลยสังคมอย่าง “พรรคภูมิใจไทย” แม้หลายคนออกมาแสดงความยินดีไม่ถูกกกต.ฟัน แต่อีกด้านหนึ่งเห็นกระบวนการโต้กลับเช่นกัน หลังก่อนหน้านี้บรรดารัฐมนตรีของพรรคฟ้องหมิ่นประมาทรวมถึง “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผู้อำนวยการไอลอว์ และ “พริษฐ์ วัชรสินธุ” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ควบคู่กับกระทรวงยุติธรรม ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงพนักงานสอบสวนดีเอสไอที่ข่มขู่พยานคดีฮั้ว สว. และล่าสุดยังมีการสอบเพิ่มเรื่องการใช้เงินหลวงจ้างพยานให้การเท็จในสาย “พรรคภูมิใจไทย” ซึ่งว่ากันว่าเป็นคนสนิท รมว.ยุติธรรม ในอดีตนอกจากนี้มีการเรียกร้องของ “ศุภชัย ใจสมุทร” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เรียกร้องให้ กกต.ดำเนินการอีก 3 สำนวนที่ยังไม่เสร็จคือ สว.กลุ่มอิสระ กลุ่มไอลอว์ และ สว.กลุ่มสีส้ม ที่มีการฮั้ว สว. ในมาตรฐานเดียวกับคดี 229 คนโยง “เครือข่ายสีน้ำเงิน” เช่นเดียวกับการดำเนินคดีกับคนปล่อยสำนวนคดีฮั้ว สว.ท้ายที่สุดมติ กกต.ที่เผยออกมาฟัน 77 คนนั้นยังไม่จบ ทั้งในมิติการเมือง และกฎหมายที่กลายสภาพเป็นหนังยาวมีหลายภาคต่อ ซึ่งยังต้องจับตาอย่างไม่กระพริบว่าฝ่ายใดจะเพลี่ยงพล้ำ หรือถูกตัดออกจากเกม


Posted

in

by

Tags: