เขมรประณามไทย! “ฮุน มาเนต” ลั่นยิงปืนใหญ่-บุกพื้นที่เปรยจัน ขัดขวางการสำรวจร่วม หวังไทยยึดหนทางสันติ

‘ฮุน มาเนต’ ชี้ ‘กองทัพภาคที่ 1’ ไทย ยิงปืนใหญ่-เคลื่อนกำลังทหาร เข้าหมู่บ้านเปรยจัน , โจกเจย และพื้นที่อื่น ทั้งที่อยู่ในระหว่างคณะสำรวจร่วมลงพื้นที่ วัดแนวเขต-ปักหลักเขตแดนชั่วคราว ใกล้จะแล้วเสร็จ ขัดหลักสันติวิธีแก้ปัญหาชายแดน หวัง ‘ไทย’ ใช้หนทางสันติและชอบด้วยกฎหมาย กำหนดอธิปไตยของแต่ละประเทศเมื่อเวลา 21.40 น.วันที่ 8 ธ.ค.68 ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา โพสต์ข้อความระบุว่าคำประกาศใช้กำลังของ ‘กองทัพภาคที่ 1’ ของไทย ขัดหลักสันติวิธีแก้ปัญหาชายแดนผู้นำไทยเคยประกาศมาโดยตลอดผ่านสื่อมวลชนและเวทีนานาชาติว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่รักสันติภาพและเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ได้เกิดความตื่นตระหนกและความประหลาดใจอย่างยิ่ง เมื่อมีรายงานข่าวเผยแพร่เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ระบุว่า กองทัพภาคที่ 1 ของไทย ประกาศจะใช้กำลัง เพื่อทวงคืนสิ่งที่เรียกว่าอธิปไตยของไทย รวมถึงการยิงอาวุธปืนใหญ่และการเคลื่อนกำลังทหารเข้าไปในหมู่บ้านเปรยจัน หมู่บ้านโจกเจยและพื้นที่อื่นๆ หลายแห่งตามแนวชายแดนในจังหวัดบันเตียเมียนเจยของกัมพูชาหากประเทศไทยรักสันติภาพและหวงแหนผืนแผ่นดิน เช่นเดียวกับกัมพูชา รัฐบาลและกองทัพไทยควรยึดถือการแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี โดยใช้กลไกที่ทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกัน และกำลังดำเนินการอยู่ในปัจจุบันนอกจากนี้ หากประเทศไทยเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอย่างแท้จริง ก็ไม่ควรใช้กำลังทหารโจมตีหมู่บ้านของประชาชนพลเรือน ภายใต้ข้ออ้างในการทวงคืนอธิปไตยของตนกัมพูชาย้ำว่า ได้ยึดมั่นหลักการเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศเพื่อนบ้านมาโดยตลอด แต่ก็จะไม่ยอมให้ประเทศใดละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชาเช่นกัน ซึ่งเป็นจุดยืนเดียวกับที่ผู้นำไทยเคยประกาศไว้ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองประเทศจึงได้จัดตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมกัมพูชา–ไทย (JBC) ซึ่งดำเนินงานมากว่า 20 ปี โดยอาศัยเอกสารทางกฎหมายที่สืบทอดมาจากสมัยอาณานิคมฝรั่งเศส โดยเฉพาะบันทึกทางการ (Procès Verbaux) ของคณะกรรมาธิการกำหนดเขตแดนระหว่างอินโดจีน–สยาม ปี 1908–1909 และคณะกรรมาธิการปักปันเขตแดนระหว่างอินโดจีน–สยาม ปี 1919–1920 เมื่อเร็วๆ นี้ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ JBC ทั้งฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายไทย ได้ตกลงส่งคณะสำรวจร่วมลงพื้นที่ เพื่อดำเนินการวัดแนวเขตและปักหลักเขตแดนชั่วคราว ในช่วงเสาหลักเขตแดนหมายเลข 42–47 ในจังหวัดบันเตียเมียนเจย และหมายเลข 52–59 ในจังหวัดบัตดัมบังการดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปอย่างราบรื่น ด้วยความร่วมมือที่ดีระหว่างคณะทำงานด้านเทคนิคของทั้งสองประเทศ โดยผลการดำเนินงานพบว่า การวัดแนวเขตและปักหลักเขตแดนชั่วคราวในช่วงเสาหลักหมายเลข 52–59 จังหวัดบัตดัมบัง ใกล้จะแล้วเสร็จเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ช่วงเสาหลักหมายเลข 42–47 ก็มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง เป็นไปตามหลักวิชาการ และสอดคล้องกับสนธิสัญญา อนุสัญญา ข้อตกลงต่างๆ รวมถึงเอกสารทางกฎหมายในอดีตที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกันดังนั้น การที่กองทัพภาคที่ 1 ของไทยประกาศจะใช้กำลังทหารในการแก้ไขปัญหาชายแดนกัมพูชา-ไทย บริเวณพื้นที่จังหวัดบันเตียเมียนเจยของกัมพูชา และจังหวัดสระแก้วของไทย รวมถึงช่วงเสาหลักเขตแดนหมายเลข 42–47 จึงถูกมองว่า ขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของการแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี ผ่านกระบวนการวัดแนวเขตและปักปันเขตแดนตามกฎหมายระหว่างประเทศฝ่ายกัมพูชาแสดงความหวังว่า ฝ่ายไทยซึ่งประกาศตนมาโดยตลอด ว่าเป็นประเทศที่รักสันติภาพและเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ จะยังคงใช้หนทางสันติและชอบด้วยกฎหมายในการดำเนินการวัดแนวเขตและปักปันเขตแดน เพื่อกำหนดอธิปไตยของแต่ละประเทศอย่างชัดเจน นี่เป็นวิธีที่ง่าย โปร่งใส และยุติธรรมที่สุด ทั้งยังย้ำว่า กัมพูชาไม่มีเจตนาจะละเมิดอธิปไตยโดยชอบด้วยกฎหมายของประเทศเพื่อนบ้าน และไม่ว่าผลการวัดแนวเขตจะออกมาเป็นเช่นไร กัมพูชาพร้อมเคารพผลดังกล่าว พร้อมคาดหวังให้ประเทศไทยมีความจริงใจในการยอมรับผลเช่นเดียวกัน


Posted

in

by

Tags: