อย่ามองข้าม 3 สัญญาณโรคตับ สังเกตได้จากปัสสาวะและอุจจาระที่ผิดปกติเตือน 3 สัญญาณโรคตับ สังเกตได้จากปัสสาวะและอุจจาระที่ผิดปกติหลายคนมักนึกถึงอาการปวดท้อง อาหารไม่ย่อย หรือปัญหาไต เมื่อพบความผิดปกติของปัสสาวะและอุจจาระ แต่ในบางกรณี สัญญาณเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับ โรคตับ ได้เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อตับทำงานผิดปกติจนกระทบการจัดการน้ำดีและบิลิรูบินในร่างกายข้อมูลจาก NIDDK ระบุว่า โรคตับแข็งคือภาวะที่ตับเกิดพังผืดและเสียหายอย่างถาวร ทำให้การทำงานของตับลดลง และอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนหลายอย่าง เช่น ท้องมาน เลือดออกง่าย สับสน ติดเชื้อง่าย หรือเสี่ยงต่อโรคมะเร็งตับมากขึ้นตับแข็งอันตราย เพราะระยะแรกมักไม่แสดงอาการชัดแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านตับมักเตือนว่า โรคตับหลายชนิดสามารถค่อย ๆ ดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ กว่าจะรู้ตัวอีกครั้ง ตับอาจเสียหายไปมากแล้ว โดยเฉพาะโรคตับแข็งที่เกิดจากการทำลายเซลล์ตับต่อเนื่อง จนเนื้อเยื่อตับถูกแทนที่ด้วยพังผืดเมื่อตับทำงานลดลง ร่างกายอาจเริ่มมีสัญญาณผิดปกติหลายแบบ ทั้งอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ท้องบวม ตัวเหลือง ตาเหลือง รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของปัสสาวะและอุจจาระ ซึ่งเป็นสัญญาณที่หลายคนมองข้าม1. ปัสสาวะสีเข้มผิดปกติโดยทั่วไป ปัสสาวะมักมีสีเหลืองอ่อนถึงเหลืองเข้ม ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำที่ดื่มในแต่ละวัน แต่หากปัสสาวะมีสีเข้มคล้ายชาแก่ น้ำตาล หรือเข้มขึ้นต่อเนื่องแม้ดื่มน้ำเพียงพอแล้ว ควรสังเกตอาการอื่นร่วมด้วยข้อมูลจาก NIDDK และ Mayo Clinic ระบุว่า ปัสสาวะสีเข้มอาจเป็นหนึ่งในอาการที่พบได้ในผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับ เนื่องจากตับมีบทบาทในการจัดการบิลิรูบิน เมื่อกระบวนการนี้ผิดปกติ บิลิรูบินอาจสะสมในเลือดและถูกขับออกทางปัสสาวะมากขึ้น ทำให้ปัสสาวะมีสีเข้มกว่าปกติอย่างไรก็ตาม ปัสสาวะเข้มไม่ได้แปลว่าเป็นโรคตับเสมอไป เพราะอาจเกิดจากการดื่มน้ำน้อย ยาบางชนิด วิตามินบางประเภท หรืออาหารบางอย่างได้ หากสีเข้มผิดปกตินานหลายวัน หรือมีตัวเหลือง ตาเหลือง อ่อนเพลียมาก ควรพบแพทย์2. อุจจาระซีด คล้ายดินเหนียวหรือสีขาวอุจจาระปกติมักมีสีน้ำตาลหรือน้ำตาลอมเหลืองจากน้ำดีที่เข้าสู่ลำไส้ หากอุจจาระเปลี่ยนเป็นสีซีด สีเทา สีขาว หรือคล้ายดินเหนียวต่อเนื่อง อาจเป็นสัญญาณว่าการไหลของน้ำดีผิดปกติข้อมูลจาก Cleveland Clinic ระบุว่า อุจจาระสีซีดอาจเกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีน้ำดีเข้าสู่ทางเดินอาหารไม่เพียงพอ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาของตับ ถุงน้ำดี หรือท่อน้ำดี เช่น ท่อน้ำดีอุดตัน นิ่วในถุงน้ำดี หรือโรคตับบางชนิดหากอุจจาระซีดเพียงครั้งเดียวอาจยังไม่จำเป็นต้องตกใจ แต่ถ้าเป็นซ้ำหลายวัน ร่วมกับปัสสาวะสีเข้ม คันตามตัว ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปวดท้องด้านขวาบน ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ3. ท้องเสียเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุอาการท้องเสียมักถูกโยงกับอาหารเป็นพิษ ลำไส้อักเสบ หรือระบบย่อยอาหารผิดปกติ แต่ในบางราย อาการถ่ายเหลวเรื้อรังหรือถ่ายผิดปกติซ้ำ ๆ อาจเกี่ยวข้องกับการทำงานของตับและระบบน้ำดีได้เช่นกันเมื่อการทำงานของตับหรือการไหลของน้ำดีผิดปกติ การย่อยและดูดซึมไขมันอาจได้รับผลกระทบ ทำให้บางคนมีอาการท้องอืด แน่นท้อง ถ่ายผิดปกติ หรือถ่ายเหลวได้ ข้อมูลจาก Cleveland Clinic ระบุว่า โรคตับอาจทำให้เกิดปัญหาการย่อยอาหาร โดยเฉพาะการย่อยไขมันหากท้องเสียเกิดขึ้นเป็นเวลานานโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีอาการร่วม เช่น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ท้องบวม ปัสสาวะเข้ม หรืออุจจาระซีด ไม่ควรซื้อยากินเองต่อเนื่อง แต่ควรตรวจหาสาเหตุอย่างจริงจังอาการอื่นของโรคตับที่ควรรู้นอกจากความผิดปกติของปัสสาวะและอุจจาระแล้ว โรคตับแข็งหรือโรคตับบางชนิดอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย ข้อมูลจาก Mayo Clinic และ NIDDK ระบุว่า อาการที่ควรระวังมีหลายอย่าง เช่นตัวเหลือง ตาเหลืองอ่อนเพลียมากผิดปกติเบื่ออาหาร น้ำหนักลดคันตามตัวโดยไม่มีผื่นชัดเจนท้องบวมจากน้ำในช่องท้องขาบวม เท้าบวมฟกช้ำง่ายหรือเลือดออกง่ายฝ่ามือแดงผิดปกติมีเส้นเลือดฝอยคล้ายใยแมงมุมบนผิวหนังสับสน ง่วงซึม หรือความจำเปลี่ยนไปเมื่อไรควรรีบพบแพทย์อาการปัสสาวะเข้ม อุจจาระซีด หรือท้องเสียเรื้อรัง อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ไม่จำเป็นต้องเป็นโรคตับเสมอไป แต่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะหากอาการเกิดซ้ำ หรือมีสัญญาณผิดปกติอื่นร่วมด้วยควรพบแพทย์โดยเร็วหากมีตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้มต่อเนื่อง อุจจาระสีซีดหลายวัน ปวดท้องรุนแรง อ่อนเพลียมาก น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือท้องบวมผิดปกติ หากมีอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ หรือถ่ายมีเลือด ควรไปโรงพยาบาลทันทีสรุป อย่ามองข้ามสัญญาณจากการขับถ่ายโรคตับไม่ใช่ทุกครั้งที่จะเริ่มจากอาการปวดตับหรือปวดชายโครงขวา บางครั้งร่างกายอาจส่งสัญญาณผ่านสิ่งที่เห็นได้ในชีวิตประจำวัน เช่น ปัสสาวะสีเข้ม อุจจาระซีด หรือท้องเสียเรื้อรังโดยไม่ทราบสาเหตุแม้อาการเหล่านี้ไม่ได้ยืนยันว่าเป็นโรคตับแข็งหรือโรคตับเสมอไป แต่เป็นสัญญาณที่ควรสังเกตและตรวจให้ชัดเจน โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีภาวะไขมันพอกตับ ไวรัสตับอักเสบ น้ำหนักเกิน เบาหวาน หรือค่าตับผิดปกติ เพราะการพบความผิดปกติตั้งแต่เนิ่น ๆ ช่วยให้รักษาและป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ดีกว่า
เข้าห้องน้ำแล้วเห็น 3 อาการนี้ อย่าชะล่าใจ อาจเป็นสัญญาณ “ตับ” กำลังมีปัญหา
by
Tags: