เครือข่ายนิสิตนักศึกษา 19 องค์กร แถลง #8กุมภากาเห็นชอบ ทางออกสู่อนาคตของประเทศ

ในกิจกรรม Yes We Run วิ่งเพื่อเปลี่ยนเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ สัปดาห์ที่ 4 ซึ่งเป็น 11 วันสุดท้ายก่อนจะมีการเลือกตั้งพร้อมประชามติ เครือข่ายนิสิตนักศึกษาแถลงการณ์ “กาเห็นชอบ” ร่วมกันที่ลาน Solar Park ตรงข้ามกับตึกโดมบริหาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยมีการอ่านแถลงการณ์ 4 ภาษา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาใต้ และภาษามลายู แถลงการณ์มีดังนี้แถลงการณ์ร่วมเครือข่ายนิสิตนักศึกษา “เห็นชอบ” ประชามติ เปิดทางจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ปัญหาปากท้อง สิทธิเสรีภาพ และความเหลื่อมล้ำที่รุมเร้าพวกเรากันอยู่ทุกวันนี้ อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือเป็นเพียงแค่ความผิดพลาดในการบริหารงานของรัฐบาล แต่แท้จริงแล้ว ต้นตอของปัญหานั้นฝังรากลึก อยู่ในสิ่งที่ใกล้ตัวเรากว่าที่คิดแต่อาจถูกมองข้ามไป นั่นคือ “รัฐธรรมนูญ” ที่ได้มีการสอดไส้กลไกพันลึกอันบิดเบี้ยว เอาไว้ พวกเราเครือข่ายนิสิตนักศึกษา … องค์กร จึงขอเชิญชวนทุกคนมาทำความเข้าใจว่าทำไมการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงเป็นทางออกในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่พวกเราได้พบเจอ ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการประการแรก ที่มาของรัฐธรรมนูญขาดความชอบธรรมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หรือที่รู้จักกันโดยย่อว่า “รัฐธรรมนูญ 60” นี้ มีที่มาที่ไม่คู่ควรจะเป็นกฎหมายหรือกติกาสูงสุดของประเทศที่กล่าวว่าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจ รัฐบาลพลเรือน ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับเดิมทิ้ง และประกาศใช้ฉบับชั่วคราวที่ให้อำนาจพวกตนเอง ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งได้มีการวางกลไกที่บิดเบี้ยว ซับซ้อน และซ่อนเงื่อน เพื่อวัตถุประสงค์ ในการสืบทอดอำนาจของพวกพ้อของตนเอง แน่นอนว่าได้มีการจัดทำประชามติให้ประชาชนได้ไปใช้สิทธิออกเสียง ประชามติ แต่การรณรงค์นั้นถูกปิดกั้น ใครออกมารณรงค์ให้ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถูกปิดปากและจับขังคุก อีกทั้งยังมีการแก้ไขเพิ่มเติมหลังจากการทำประชามติไปแล้วผลลัพท์อันเป็นปัญหาจากการใช้งานรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มีมากมายหลายล้น ซึ่งที่พวกเราสามารถเห็นได้ชัด คือ การที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการวางกติกาและกลไก หลายอย่างที่มีความบิดเบี้ยวและพิศดารเป็นอย่างมาก เช่น หากต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ทำได้ยาก เนื่องจากติดเงื่อนไขหลายชั้น การตัดสิทธิไม่ให้ประชาชนสามารถเข้าชื่อถอดถอดผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กำหนดบทเฉพาะกาลให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารมีอำนาจลงคะแนนเสียงเลือกนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้พรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งอันดับหนึ่ง ไม่สามารถชนะการลงคะแนนเสียงเป็น นายกรัฐมนตรีได้สำเร็จ ถึงแม้ว่าจะสามารถรวมคะแนนเสียงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ก็ตามนอกจากนี้แล้ว องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ก็ถูกกำหให้ไม่ได้มีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแต่กลับมีอำนาจมากล้นในการชี้ขาดประเด็นทางการเมือง กระบวนการสรรหาก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่มีความโปร่งใสและถูกครอบงำโดยกลุ่มอำนาจของใครบางคน ทำให้ขาดความหลากหลายและความยึดโยงกับเจตจำนงของประชาชน เมื่อองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจมากล้น แต่ขาดกลไกตรวจสอบจากประชาชนอย่างแท้จริง ย่อมส่งผลต่อความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือของระบบการเมืองโดยรวมอีกทั้งยังนำไปสู่ข้อครหาว่าองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองมากกว่าการทำหน้าที่อย่างเป็นกลางประการที่สอง ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แช่แข็งประเทศยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี คือ แนวทางที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้วางไว้เป็นกับดักทางนโยบายที่ต้องใช้เวลาในการปลดล็อกเพียงอย่างเดียว ผูกมัดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งให้ไม่สามารถพัฒนาประเทศไปในทิศทางอื่นเพื่อให้เท่าทัน ต้องเดินตามรอยเท้าของคณะรัฐประหารที่อยากให้เป็นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เช่น ในด้านความมั่นคง ได้กำหนดใช้วิธีการรวมศูนย์อำนาจในการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ ในด้านสิ่งแวดล้อม ไม่มีแผนในการรับมือกับปัญหาฝุ่น PM2.5 ผลักดัน EEC ในภาคตะวันออก และ SEC ในภาคใต้ ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สร้างผลกระทบต่อวิถีชุมชนเพียงเพราะ ต้องการจะเอื้อผลประโยชน์ให้กับนายทุน ในด้านปัญหาปากท้อง การประกันความมั่นคงทางด้านพลังงาน ที่กำหนดให้ต้องมีสัดส่วนที่จะต้องซื้อไฟฟ้าจากกลุ่มทุนพลังงาน ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าที่ประชาชนนั้นต้องจ่ายแพงขึ้น กว่าที่ควรจะเป็น ในด้านการศึกษา การปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาเกิดขึ้นไม่ได้เนื่องจากต้องทำตามที่ยุทธศาสตร์ ชาติ 20 ปี วางไว้ และในด้านการเมือง พรรคการเมืองไม่สามารถนำนโยบายที่ใช้หาเสียงมาทำให้เกิดขึ้นจริง อย่างมีประสิทธิภาพได้ เนื่องจากต้องทำนโยบายทุกอย่างให้สอดคล้องกับแนวทางของยุทธศาสตร์ชาติประการสุดท้าย สิทธิและสวัสดิการประชาชนถูกบั่นทอนสิทธิและสวัสดิการที่ประชาชนเคยได้รับจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ได้ถูกตัดทอนและเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญหลายอย่างจนส่งผลให้ในรัฐธรรมนูญ 60 สิทธิพื้นฐานหลายอย่างของประชาชนถูกลดสถานะลงเหลือเพียงการสงเคราะห์จากรัฐ ซึ่งไม่ถ้วนหน้าและไม่ครอบคลุม เช่น ในด้านการศึกษา ได้มีการตัดทิ้งคำว่า “ทั่วถึง”ออก และเปลี่ยนให้จากที่แต่เดิมเรียนฟรี 12 ปี เป็น “สิทธิ” เหลือเพียงกลายเป็น “หน้าที่ของรัฐ” ที่จะจัดหาให้มีในด้านสิทธิแรงงาน แต่เดิมรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ รัฐมีหน้าที่เชิงบังคับที่ต้องจัดให้มีระบบแรงงานสัมพันธ์ประกันสังคม และคุ้มครองแรงงานให้ได้รับค่าจ้างและสวัสดิการ “อย่างเป็นธรรม” และไม่ถูกเลือกปฏิบัติ พร้อมทั้งผลักดันและสนับสนุนการมีส่วนร่วมของแรงงาน การรวมกลุ่มของแรงงาน และภาคประชาสังคมที่มีความหลากหลาย แต่ในรัฐธรรมนูญ 60 ได้มีการเปลี่ยนแปลงถ้อยคำ ซึ่งแต่เดิมแรงงานจะได้รับค่าจ้างและสวัสดิการ“อย่างเป็นธรรม” ถูกเปลี่ยนเป็น “เหมาะสมแก่การดำรงชีวิต” ซึ่งเป็นถ้อยคำที่คลุมเครือและอาจเกิดการตีความที่ไม่เป็นธรรมได้ ในการมีส่วนร่วมและการรวมกลุ่มของแรงงานก็ถูกจำกัดสิทธิให้แคบลง ในด้านการรักษาพยาบาลรัฐธรรมนูญ 60 ได้เปลี่ยนแปลงหลักการของสิทธิในการรักษาพยาบาลที่แต่เดิม “บุคคล” ย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการสาธารณสุข กลายเป็นการสงเคราะห์ “ผู้ยากไร้” ซึ่งทำลายหลักการรัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้าและในด้านด้านสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกแต่เดิมในรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ ได้กำหนดเงื่อนไขในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนไว้ด้วยคำที่เฉพาะเจาะจง เช่น ในสภาวะสงครามหรือกฏอัยการศึก แต่ในรัฐธรรมนูญ 60 กำหนดให้การจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนสามารถทำได้โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายที่ตราขึ้นมาเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี การใช้คำที่คลุมเครือในลักษณะนี้เป็นการเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถใช้ดลพินิจได้อย่างกว้างขวางในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งส่งผลให้การแสดงออกเกี่ยวกับอัตลักษณ์ วัฒนธรรม หรือข้อเรียกร้องทางการเมือง อาจถูกมองเป็นภัยต่อความมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีการงานกฎหมายพิเศษ (เช่น พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ซึ่งสิทธิเสรีภาพถูกจำกัดมากกว่าพื้นที่อื่นเป็นพิเศษ ทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว ไม่กล้าออกมาแสดงความคิดเห็น ส่งผลให้ความไม่ไว้วางใจรัฐทวีความรุนแรงมากขึ้น“รัฐธรรมนูญ” เปรียบดั่งเสาหลักที่เป็นกติกากำหนดเส้นทางของประเทศและอนาคตของพวกเราแต่จากปัญหาที่กล่าวไปทั้งในเรื่องที่มาที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน ปัญหาการฮั้วกันของกลุ่มบุคคลที่ทำกันเป็นขบวนการ นำมาสู่การทุจริตและครอบงำประเทศผ่านกติกาที่บิดเบี้ยวพิสดาร และการจำกัดสิทธิเสรีภาพภายใต้การตีความอย่างกว้างที่ปรากฎในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่กดหัวประชาชนไม่ให้คิดหรือแสดงออกถึงอุดมคติที่สดใหม่หรือแตกต่าง ปัญหานานัปการนี้จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือขับเคลื่อนไปสู่วันข้างหน้าได้หากไม่มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาเพื่อทดแทนรัฐธรรมนูญฉบับทรราช ดังนั้นพวกเราจึงขอเชิญชวนนิสิต นักศึกษาและประชาชน “เห็นชอบ” การทำประชามติในครั้งนี้เพื่อเปิดประตูใหม่สู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนหว่านเมล็ดพันธุ์สู่ประชาธิปไตยที่เบ่งบานเปลี่ยนประเทศไปสู่วันที่ดีกว่าไปด้วยกัน #8กุมภากาเห็นชอบเครือข่ายนักศึกษา 19 องค์กร ได้แก่องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์องค์การบริหารองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีสภานักศึกษา องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่สภานักศึกษา องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่สภานักศึกษา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดลสภานักศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดลสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฝ่ายพัฒนาสังคม สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคณะกรรมการนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ ธรรมศาสตร์พรรคโดมสามัญชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สภานักศึกษามหาวิทยาลัยอุบลราชธานีพรรคคู่คิด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พรรครังมดสำนักข่าวลูกศิลป์ แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตเมืองทองชุมนุมนิติอาสาพัฒนาสังคม มหาวิทนยาลัยขอนแก่นSU’s Friends For Human Rightsแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม


Posted

in

by

Tags: