เปิดคำร้อง 36 สว.ปมคลิปเสียง ยกละเอียดยิบผิดจริยธรรมข้อใด อ้างอิงเหตุการณ์คลิปเสียง พฤติการณ์นิ่งเฉย ไม่กำหนดมาตรการหรือความชัดเจนตอบโต้กัมพูชาในช่วงภาวะสงครามไทย-กัมพูชาคำร้องของ 36 สว. ต่อกรณีคลิปสนทนาของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา ที่ศาลจะนัดวินิจฉัยคำร้องในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ ซึ่งในคำร้องขอให้ศาลสั่งให้ความเป็นนายกรัฐมนตรี ของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลง เฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบกับมาตรา 160 (4)(5)ในเนื้อหาคำร้องอ้างอิงถึงคลิปสนทนาของนางสาวแพทองธาร กับสมเด็จ ฮุน เซน ที่มีการเอ่ยพาดพิงแม่ทัพภาคที่ 2แม้นายกรัฐมนตรีจะพยายามแถลงข่าวชี้แจงกรณีคลิปเสียง แต่สมาชิกวุฒิสภาเห็นว่าข้อกล่าวอ้างดังกล่าวฟังไม่ขึ้น เพราะเมื่อมีการเผยแพร่คลิปเสียงเช่นนี้แล้ว นายกรัฐมนตรีย่อมพยายามจะต้องหา ข้อแก้ตัวอย่างไรก็ได้โดยสมาชิกวุฒิสภาเห็นว่าหากนายกรัฐมนตรีมีเจตนาเจรจาเพื่อยุติปัญหาและความขัดแย้งและการสู้รบระหว่างประเทศเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติจริง นายกรัฐมนตรีสามารถดำเนินการตามหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการเจรจาทางการทูตตามหลักและมาตรฐานการดำเนินการที่ถูกต้องอย่างโปร่งใส ตามกระบวนการของกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประการสำคัญไม่มีเหตุผลความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องแอบเจรจากันเป็นการส่วนตัว และเรียกผู้นำประเทศที่กำลังมีการประทะกันทางการทหารหรือ สภาวะสงครามที่มีความขัดแย้งทางบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยว่า uncle หรือลุง และแจ้งว่า “จริงๆแล้วถ้าท่านอยากได้อะไรก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้” รวมทั้งเรียกแม่ทัพภาคที่ 2 ของไทยซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่อย่างเข้มแข็งเพื่อประเทศชาติและประชาชนว่า “ฝั่งตรงข้าม”และประกอบกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในห้วงที่ผ่านมาพบว่าหลังจากที่มีเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชา บริเวณช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานีเมื่อวันวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ทางฝ่ายผู้นำกัมพูชามีความพยายามขับเคลื่อนและดำเนินมาตรการต่างๆตามที่วางแผนอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตามลำดับ โดยเฉพาะการยื่นฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในขณะที่นายกรัฐมนตรีไทยกลับไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหวใดๆ จนบุคคลสำคัญและประชาชนคนไทยต้องออกมาเรียกร้องความรับผิดชอบจากนายกรัฐมนตรี ให้ปฏิบัติหน้าที่โดยด่วนและเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีรักชาติแต่นายกรัฐมนตรีไทยยังคงนิ่งเฉยและไม่ค่อยมีความเคลื่อนไหวหรือกำหนดมาตรการใดที่มีความชัดเจน อีกทั้งเมื่อสื่อมวลชนตั้งคำถามด้วยความห่วงใยประเทศ ในทำนองว่าทางกัมพูชามีการรุกล้ำพื้นที่เข้ามาแล้ว 200 เมตร นายกรัฐมนตรีกลับถามทันทีว่าไปดูมาแล้วหรือยัง และผู้สื่อข่าวจึงตอบว่า แม่ทัพภาคที่2 ยืนยันมาแล้ว ว่ามีการรุกล้ำเข้ามา 200 เมตร รวมทั้งการตั้งคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างตระกูลชินวัตร กับตระกูลสมเด็จฮุนเซนเพื่อให้นายกรัฐมนตรีชี้แจง แต่นายกฯกลับโกรธ จนควบคุมตัวเองไม่ได้ พูดจาประชดสื่อมวลชนนอกจากนี้ ยังอ้างถึงเหตุการณ์ประชุมคณะกรรมการจะแดนไทยกัมพูชา ในช่วงวันที่ 14 ถึง 15 มิถุนายน 2568 ที่กรุงพนมเปญ กัมพูชา ซึ่งทางผู้นำกัมพูชาใช้โอกาสนี้ออกแถลงการณ์ที่ไม่ถูกต้อง กรณีการหยิบยกเรื่องนำข้อพิพาท 4 จุด เข้าสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศและมีการหารือเรื่องการใช้แผนที่ 1:200,000 ในการกำหนดเขตแดน แต่ฝ่ายไทยมีเพียงการออก เอกสารข่าวระดับกระทรวงการต่างประเทศปฏิเสธในเรื่องนี้ ส่วน นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำรัฐบาลกลับนิ่งเฉยไม่ได้ดำเนินการแถลงข่าวโต้แย้งในทันทีเพียงแต่ นัดประชุมฝ่ายความมั่นคงในวันต่อมาอย่างใจเย็นซึ่งจากข้อเท็จจริงและเหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมด สมาชิกวุฒิสภาจึงเกิดความสงสัยว่าเหตุใดนายกรัฐมนตรีไทย จึงแสดงออกถึงความนิ่งเฉยและไม่ปฏิบัติหน้าที่ในการโต้ตอบ หรือกำหนดมาตรการ รวมถึงการเจรจาระหว่างประเทศด้วยตนเอง ให้เป็นที่ประจักษ์ตามหน้าที่ความรับผิดชอบที่บุคคลผู้อยู่ในสภาวะ วิสัย และพฤติการณ์ แห่งความเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศบึงกระทำจนกระทั่งผู้นำฝ่ายกัมพูชานำคลิปเสียงการสนทนามาเผยแพร่ในวันที่ 18 มิถุนายน 2568 จึงเป็นหลักฐานที่ทำให้สมาชิกวุฒิสภา เข้าใจว่านายกรัฐมนตรีไทย นิ่งเฉย เพราะเหตุแห่งความสัมพันธ์ส่วนตัว แอบสนทนาแบบที่เป็นฝั่งเดียวกันกับกัมพูชา พร้อมที่จะทำตามหรือจัดการ ตามที่คุณลุงประธานวุฒิสภากัมพูชา ต้องการมาโดยตลอด ส่วนแม่ทัพภาคที่ 2 ของไทย นายกรัฐมนตรี มองว่าเป็นฝั่งตรงข้าม ซึ่งถือว่าพฤติการณ์ดังกล่าวของนายกรัฐมนตรีเป็นการทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญและกฎหมายทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 50 มาตรา 52 มาตรา 161 มาตรา 164 (1)(4) และยังฝ่าฝืนประมวลกฎหมายอาญา หมวด 2 ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร และหมวด3 ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร และมาตรา 157ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฎิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบอีกทั้งยังฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้ง ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ปี 2561 ข้อ 6 ข้อ7 และข้อ8 ประกอบข้อ 27 วรรคหนึ่งอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงรวมทั้งเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงข้อ 11 ข้อ12 ข้อ13 ข้อ15 ข้อ16 ข้อ17 ข้อ19 ข้อ21 ประกอบกับข้อ 27 วรรคสอง เพราะตามพฤติกรรมของนายกรัฐมนตรีเจตนาและความร้ายแรงนี้เกิดจากการกระทำดังกล่าว กับสมเด็จ ฮุน เซน ในสภาวะสงครามและเกี่ยวกับบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยของไทยย่อมเป็นเรื่องร้ายแรงนอกจากนี้ยังอ้างถึงการกระทำเป็นการฝ่าฝืนประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมืองปี 2564 อีกหลายข้อ จากพฤติกรรมและความผิดดังกล่าวทั้งหมดจึงถือได้ว่านางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และอาจกล่าวได้ถึงขนาดว่าไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อประเทศชาติและประชาชนเลย รวมทั้งฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงข่าวที่เกี่ยวข้อง“ภูมิธรรม” ยันดีเอสไอเร่งรัดทุกคดี แต่คดี “เขากระโดง – ฮั้ว สว.” ต้องรีบสางให้ชัด กัมพูชาขึ้นป้ายอวย "ฮุนมาเนต" ทุกคนไว้วางใจรัฐบาล! อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดคำร้อง 36 สว.ปมคลิปเสียง "แพทองธาร" นิ่งเฉยต่อวิกฤติชายแดน ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่- Website : https://www.pptvhd36.com
เปิดคำร้อง 36 สว.ปมคลิปเสียง “แพทองธาร” นิ่งเฉยต่อวิกฤติชายแดน
by
Tags: