เปิดสภาเดือด โค้งท้ายก่อนยุบ ศึกแก้รธน.-ซักฟอก

รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล เดินหน้าบริหารประเทศ ในฐานะผู้นำของฝ่ายบริหาร เข้าสู่เดือนธันวาคม ซึ่งนับเป็นเดือนที่ 3 ตามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอเอ) ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เซ็นยอมรับเงื่อนไขกับพรรคประชาชน (ปชน.) ไว้ตั้งแต่การจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศคำมั่นต่อสาธารณชนไว้ว่า จะทำตามบันทึกข้อตกลงที่จะบริหารประเทศเพียง 4 เดือน โดยจะยุบสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 31 มกราคม 2569ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมารัฐบาลอนุทินต้องเผชิญกับสารพัดปัญหาที่ท้าท้ายต่อการบริหารประเทศ จนนายกฯต้องออกตัวกับข้าราชการ ที่มารับฟังมอบนโยบายการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 เมื่อวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา ตอนหนึ่งว่า “ในช่วงที่รัฐบาลของผมเข้ามาบริหารประเทศนั้น ผมอยากจะนามสกุลหลีกภัย แต่ผมกลายเป็นนามสกุลเจอภัย เจอเข้าไป 4 ภัยเลย คือ ภัยเศรษฐกิจ ภัยความมั่นคงภัยสังคม และภัยธรรมชาติ”โดยเฉพาะพิบัติภัย อย่างมหาอุทกภัยในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่หลายฝ่ายมองว่าก่อให้เกิดผลสะเทือน สั่นคลอนต่อความเชื่อมั่น และท้าทายภาวะผู้นำของนายกฯต่อการบริหารจัดการสถานการณ์วิกฤต จนอาจส่งผลต่อคะแนนนิยมทั้งตัวนายกฯและพรรค ภท.ในพื้นที่ภาคใต้แต่รัฐบาลได้ประคองสถานการณ์ดังกล่าวจนเดินหน้ามาได้ ด้วยการเร่งรัดมาตรการฟื้นฟูและเยียวยาประชาชนให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและทั่วถึงที่สุดวาระร้อนที่รัฐบาลอนุทิน จะต้องเผชิญอีกครั้ง คือ การเปิดสมัยประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ ระหว่างวันที่ 10-11 ธันวาคมนี้ โดยมีวาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ. … ในวาระ 2 ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ พิจารณาเสร็จแล้ว โดยมีสมาชิกรัฐสภา ได้สงวนคำแปรญัตติ รวมถึง กมธ.ที่สงวนความเห็นไว้ในทุกมาตราจากท่าทีและจุดยืนของแต่ละฝ่าย โดยเฉพาะ กมธ.จากฝั่งพรรคเพื่อไทย (พท.) กมธ.จากพรรคฝ่ายค้านอื่นๆ และ กมธ.จากฝั่ง ส.ว.อิสระ ที่พร้อมจะอภิปรายในวาระที่ 2 อย่างเข้มข้น ดุเดือด ตามประเด็นที่ยังเห็นแตกต่างกัน 3 เรื่อง คือ 1.เรื่ององค์กรที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องในการร่าง ทาง กมธ.พิจารณาออกมาเป็น กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ แต่ในส่วนของพรรค พท. หรือ ส.ว.บางคน อยากให้เป็นในรูปแบบสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)2.การออกแบบของ กมธ. มีกลไกเรื่องการรับฟังความคิดเห็นและกลไกยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งทั้ง 2 กลไกมาจากสูตรที่ กมธ.เสียงข้างมากใช้สูตร 20 หยิบ 1 ทำให้ กมธ.เสียงข้างน้อยอย่างพรรค พท. และกลุ่ม ส.ว.หลายคน มีความกังวลและห่วงว่าสูตรดังกล่าวจะนำไปสู่ปัจจัยทำให้เกิดการตกลงกัน มีการฮั้วกัน มีการบล็อกโหวตต่างๆ ทำให้เกิดกลุ่มบุคคลเข้ามาควบคุมใน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และ 3.ภายใต้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีการระบุว่า ให้มีการเขียนหลักการพื้นฐานหรือเนื้อหาสาระที่จะเกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับถัดไปในการจัดทำรัฐธรรมนูญรอบนี้ด้วย ก่อนที่จะไปถามประชาชน ตามร่างของพรรค ปชน. มีการแตกออกมานิดหน่อยว่าควรจะต้องเขียนเรื่องใดบ้างจากการประเมินของ กมธ.จากฝั่งพรรค ปชน. และ กมธ.จากฝั่ง ส.ว. เสียงข้างมาก คาดว่าการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระที่ 2 จะผ่านความเห็นชอบ เนื่องจากใช้เพียงเสียงข้างมากของที่ประชุมรัฐสภาชี้ขาดหากพรรคร่วมรัฐบาลและ ส.ว.เสียงข้างมาก โหวตสนับสนุน ย่อมผ่านได้ไม่ยาก เมื่อผ่านวาระที่ 2 แล้ว จะต้องรอไว้ไม่น้อยกว่า 15 วัน เพื่อลงมติในวาระที่ 3 เร็วที่สุดตามไทม์ไลน์ จะเป็นวันที่ 29 ธันวาคมนี้ขณะที่อีกปัจจัยเสี่ยงต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอนุทิน คือ ช่วงเปิดสมัยประชุมสภาสมัยสามัญ ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม เป็นต้นไป หากยึดตามเอ็มโอเอที่นายกฯจะยุบสภา ตามเงื่อนไขบริหารงานเพียง 4 เดือน จะนับว่าเป็นการเป็นสมัยประชุมสภาครั้งสุดท้ายเพราะเมื่อเปิดสมัยประชุมสภาสามัญตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม เป็นต้นไป เป็นห้วงเวลาที่พรรคฝ่ายค้าน อย่างพรรค พท. สามารถยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 โดยพรรค พท.ได้เตรียมความพร้อม ด้วยการตั้งคณะทำงานขึ้นมาเตรียมข้อมูล หลักฐาน และข้อเท็จจริง การบริหารงานที่ผิดพลาดของรัฐบาล การแก้ปัญหาทุนเทา ปัญหาสแกมเมอร์ การแก้ปัญหาอุทกภัยใน อ.หาดใหญ่ ที่ล้มเหลว รวมเป็นญัตติที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องด้วยแม้ท่าทีล่าสุดของแกนนำพรรค พท.ออกมาระบุว่า ห้วงเวลานี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมต่อการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลต้องมีสติ ในการฟื้นฟู เยียวยาประชาชนที่ประสบอุทกภัยใน อ.หาดใหญ่ และอีก 8 จังหวัดภาคใต้ รวมทั้งต้องรอให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านการเห็นชอบในวาระที่ 2 และต้องรอไว้ 15 วัน เพื่อลงมติในวาระที่ 3 ท่ามกลางกระแสดีลลับระหว่างแกนนำของทั้งสองพรรคแต่สถานการณ์ทางการเมืองย่อมไม่มีอะไรแน่นอน หากพรรค พท.ชิงยื่นญัตติไม่ไว้วางใจนายกฯ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่า นายกฯจะยุบสภาไม่ได้ ขณะที่นายกฯได้ระบุท่าทีไว้อย่างชัดเจนว่า ในฐานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย จะไม่ยอมให้มีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะจะอภิปรายชี้แจงดีแค่ไหน เมื่อถึงการลงมติก็แพ้เสียงข้างมากอยู่ดี เพราะฉะนั้นหากฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อใด ก็จะยุบสภาทันที จะส่งผลให้ร่างรัฐธรรมนูญต้องตก ไปไม่ถึงการพิจารณาในวาระที่ 3นับจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม เป็นต้นไป การเมืองจะเข้าสู่โหมดความไม่แน่นอนได้ตลอดเวลา ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านจะต้องชิงไหว ชิงพริบสร้างความได้เปรียบในทางการเมือง เพราะฝ่ายค้านมีอาวุธเด็ดอยู่ในมือ คือ การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลส่วนนายกฯ ก็มีอำนาจการยุบสภาไว้อยู่มือของรัฐบาลเสียงข้างน้อย เพื่อใช้ปิดเกมการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ไม่ให้สร้างบาดแผล ทำลายคะแนนนิยมของนายกฯ และพรรคร่วมรัฐบาลก่อนการเลือกตั้งครั้งต่อไปอ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดสภาเดือด โค้งท้ายก่อนยุบ ศึกแก้รธน.-ซักฟอกติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่– Website : https://www.matichon.co.th


Posted

in

by

Tags: