ดูทรงแล้วน่าจะเป็นการปล่อยข่าวออกมาจากทางฟากของพรรคประชาชน ที่กะจะโยนหินถามทาง เรื่องของการยื่นเปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 เพื่อดัดหลังรัฐบาลที่ลากเอาการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ยืดออกไปถึงต้นเดือนธันวาคมแต่ดูเหมือนจะผิดจังหวะ ผิดทิศทางไปเสียหมด ทำให้หินที่ขว้างออกไปนั้นไม่พ้นหล่นทับตีนตัวเองเพราะไล่ตั้งแต่ หัวยันหาง ต่างพยายามสงวนท่าทีและถอยห่างจากประเด็นนี้ ไม่ว่าจะเป็น "เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน" ตลอดจนรองหัวหน้าพรรคฝีปากกล้าอย่าง "รังสิมันต์ โรม" ก็ไม่มีใครพูดอย่างเต็มปากว่านี่คือสิ่งที่ตกผลึกแล้ว ของพรรคส้ม อ้างแค่เพียงว่า เป็นข้อเสนอของ "สส. 2-3 คน ของพรรค"คิดว่าไม่น่าจะใช่คนไร้นาม แต่ออกแนวไร้ตัวตนเสียมากกว่าเพื่อเช็กกระแสว่าจะมีใครเอาด้วยหรือไม่ ซึ่งก็ต้องผิดหวัง เมื่อท่าทีที่ไม่ปฏิเสธอย่างชัดเจนของพรรคร่วมฝ่ายค้านอย่าง "ประชาธิปัตย์" นั่นก็คือความชัดเจนแล้วว่าไม่สนับสนุนแนวทางนี้ที่ถูกหลายฝ่ายค่อนขอดว่าทำตัวเป็นพรรคค้านหน่อมแน้ม แทนที่จะโฟกัส กับการสู้ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้นในเวลาไม่นานโดยเฉพาะจากการให้สัมภาษณ์ของ "สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์" ที่บอกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าไม่เคยคุยกันมาก่อน แต่ในการหารือเพื่อวางแผนการจัดทำญัตติที่จะเสนอได้มีการพิจารณา ว่าควรจะยื่นญัตติตามมาตรา 151 หรือ 152 ดี โดยเหตุผลในตอนนั้นคือ พฤติกรรมของรัฐบาลมันถึงจุดที่ต้องยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ใช่เรื่องการยื่นอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติ เพราะมีหลายเรื่องที่มีความชัดเจน ทั้งในแง่พฤติกรรมและแง่ข้อมูล เลยตัดสินใจยื่น มาตรา 151 ไป เข้าใจว่า 152 ที่เป็นกระแสข่าวนั้นไม่ยืนยันว่าใครเป็นคนเสนอ แต่ในการประชุมครั้งนั้นถือว่ายุติไปแล้วชัดยิ่งกว่าชัดว่า "ไม่เอาด้วย" ขนาดว่า จะพูดคุยกันในพรรคประชาธิปัตย์เพื่อเตรียมแผน 2 หากมีการเสนอนี้หรือไม่ "สาทิตย์" ยังตัดจบบอกไม่มีการสมมุติอะไรทั้งนั้นนี่ยิ่งเป็นการตอกย้ำถึงภาพลักษณ์ของ "พรรคประชาชน" ในสายตาประชาชนและนักวิเคราะห์การเมืองว่ายังคงมีความมองว่า "มือไม่ถึง" ในการบริหารเกมสภา เอาแต่คิดและพูดไปเรื่อย แต่ถ้าทำจริงกลับทำได้ยาก หรือ ไม่ควรทำ อย่างเช่นการชงแนวคิด ยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติตามมาตรา 152 ในห้วงระยะเวลา 1 เดือนนี้ นอกจากจะไม่สามารถสร้างแรงกดดันหรือสร้างความสะเทือนให้แก่รัฐบาลได้แล้ว ในทางกลับกัน ยังเป็นการตัดกำลังตัวเอง และทำให้เนื้อหาหรือน้ำหนักของการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 ที่กำลังจะมาถึงอ่อนแรงและกร่อยลงไปอย่างน่าเสียดายบทเรียนในครั้งนี้อาจเป็นเครื่องเตือนสติสำคัญสำหรับพรรคประชาชน ในฐานะพรรคแกนนำฝ่ายค้านยุคใหม่ อาจจะต้องยึดหลัก "พูดให้น้อยทำให้มาก" ไพ่เด็ดเก็บเอาไว้ในมือบ้าง แล้วปล่อยของในศึกจริง เชื่อว่า ด้วย "วาทกรรมเป็นเลิศ" ของสส.ในพรรค บวกกับข้อมูลที่มีอยู่ในมือประสานกำลังกับตัวพ่อฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปัตย์แล้ว ถึงจะเป็นการสู้ศึกที่มีความสูสี ชวนให้ประชาชนได้มีการติดตาม ถึงเสียงในสภาจะคว่ำรัฐบาลได้ยาก แต่ได้เปิดหูเปิดตาประชาชนแน่นอน.
เปิดไพ่ผิดใบ เกมสภาเสียทรง
by
Tags: