เลิกวาทกรรม ‘ผู้เห็นต่าง’ ถึงเวลาถอนรากถอนโคนโจรก่อการร้าย!

ความสูญเสียอันน่าสะเทือนใจที่จุดตรวจเทศบาลบูเก๊ะซามี ตำบลตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส จากเหตุกราดยิงและขว้างระเบิดไปป์บอมบ์ถล่มซ้ำ ซึ่งปลิดชีพทหารพรานกล้าไปถึง 5 นาย คือภาพสะท้อนอันเลือดเย็นของ "แผนการร้าย" ที่ถูกวางไว้อย่างแยบยลและไร้ซึ่งความปรานีในวันเกิดเหตุ กลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงเดนตายประมาณ 9 คน ได้อาศัยการอำพรางตัวอย่างแนบเนียน โดยใช้รถกระบะนิสสัน 4 ประตู สีดำ และรถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ มีกำลังพลแฝงตัวนั่งอัดแน่นมาที่กระบะหลังในชุดดำคล้ายเจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งสวม "ฮิญาบ" อำพรางใบหน้าเพื่อตบตาชาวบ้านในพื้นที่ ก่อนจะอาศัยจังหวะทีเผลอบุกเข้าประชิดแนวป้องกันอย่างไม่ทันตั้งตัวทันทีที่ได้จังหวะ ฝ่ายตรงข้ามเปิดฉากระดมยิงถล่มด้วยอาวุธสงครามครบมือ ทั้งเอ็ม 16, อาก้า และปืนพก 11 มม. สาดกระสุนเข้าใส่ผู้ปฏิบัติงานอย่างเหิมเกริม พร้อมทั้งขว้างระเบิดไปป์บอมบ์เข้าใส่พื้นที่ปฏิบัติการเพื่อสร้างความปั่นป่วนและตัดกำลัง จนมีปลอกกระสุนปืนตกเกลื่อนกลาดในที่เกิดเหตุกว่า 100 นัดหลังสิ้นเสียงปืนและแรงระเบิด ทหารพรานทั้ง 5 นาย ประกอบด้วย จ.ส.อ.ธีระยุทธ โสมะเกิด, อส.ทพ.วิมล ดาบทอง, อส.ทพ.ซากีรียา เจ๊ะน๊ะ, อส.ทพ.ณัฐสิทธิ์ แก้วเสนา และ อส.ทพ.ซอลาฮูดิง ปิ ได้พลชีพคาที่ในชุดปฏิบัติการอย่างสมเกียรติ ขณะที่กลุ่มคนร้ายยังคงแสดงความอำมหิตถึงขีดสุดด้วยการกวาดเอาอาวุธปืน เสื้อเกราะ และซองกระสุนหลบหนีไป ก่อนจะนำรถกระบะคันดังกล่าวไปจุดไฟเผาทิ้งเพื่อทำลาย "หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์" ที่ตำบลซากอ อำเภอศรีสาครการจากไปอย่างกะทันหันของวีรบุรุษชายแดนใต้ทั้ง 5 นาย ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขสถิติในรายงานความมั่นคง แต่มันคือการพรากเสาหลักของครอบครัวอันเป็นที่รักไปชั่วนิรันดร์ พ่อแม่ที่เคยมีลูกชายคอยดูแลในยามแก่เฒ่า ภรรยาที่ต้องกลายเป็นหม้ายอย่างตั้งตัวไม่ทัน และลูกตาดำๆ ที่ต้องเติบโตมาโดยขาดร่มโพธิ์ร่มไทรความเสียสละของพวกเขายิ่งใหญ่เกินกว่าที่สังคมจะมองข้าม แต่กลับต้องมาแลกกับท่าทีนิ่งเฉยจากบรรดากลุ่ม "องค์กรสิทธิมนุษยชน" ที่เลือกจะลอยตัวเหนือปัญหาและสงวนท่าทีอย่างน่าผิดหวัง เมื่อความรุนแรงพุ่งเป้ามาที่ผู้ทำหน้าที่รักษาความสงบสวนทางอย่างสิ้นเชิงกับยามใดที่เจ้าหน้าที่รัฐบังคับใช้กฎหมายแล้วเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา คนกลุ่มนี้กลับกระตือรือร้นที่จะกระโจนออกมาส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์และขยี้หาความรับผิดชอบอย่างดุเดือด ความลักลั่นย้อนแย้งแบบนี้แหละคือ "แผลเป็น" ที่คอยตอกย้ำความเหลื่อมล้ำในมาตรฐานทางสังคมซ้ำแล้วซ้ำเล่าการที่คนกลุ่มนี้พยายามลดทอนความรุนแรงด้วยการผลิตซ้ำวาทกรรม "ผู้เห็นต่างจากรัฐ" จึงเป็นกลโกงทางความคิดอันแยบยลในการฟอกขาวให้แก่องค์กรอาชญากรรมติดอาวุธ เพื่อบดบังความจริงอันโหดร้ายของการก่อการร้ายการพยายามนิยามฆาตกรที่ลอบยิงถล่มและเผาทำลายหลักฐานว่าเป็นแค่ผู้ที่มีแนวคิดทางการเมืองต่างกัน มันคือการตบหน้าครอบครัวผู้สูญเสียอย่างเลือดเย็น และเป็นการหยามเหยียดเกียรติภูมิของ "ทหารกล้าชายแดนใต้" ที่ยอมแลกชีวิตเพื่อแผ่นดินเมื่อป้ายความชอบธรรมถูกสวมให้ผู้กระทำผิด ความรุนแรงจึงกลายเป็นเรื่องธรรมดาในสายตาคนบางกลุ่ม สุดท้ายมันก็ย้อนกลับมาเป็นกำแพงหนาเตอะที่คอยขวางกั้นความยุติธรรม ปล่อยให้คนข้างหลังต้องกอดความชอกช้ำอยู่ลำพังตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่มันคือโศกนาฏกรรมที่เชื่อมโยงและสั่งสมมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน มีประชาชนผู้บริสุทธิ์ พระภิกษุสงฆ์ และเจ้าหน้าที่รัฐต้องสังเวยชีวิตไปนับไม่ถ้วนท่ามกลางเสียงร่ำไห้ของคนข้างหลังแม้แต่ในยามที่เปิดช่องให้ใช้ "กระบวนการพูดคุย" เพื่อหาทางออกร่วมกัน กลับกลายเป็นว่าอีกฝ่ายใช้ช่องทางนี้เป็นเพียงฉากบังหน้าในการซื้อเวลาและรอจังหวะสะสมกำลังพลเพื่อกลับมาก่อเหตุซ้ำรอยเดิม สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าตราบใดที่โครงสร้างความรุนแรงยังไม่ถูกทลายลงอย่างถอนรากถอนโคน เวทีเจรจาก็เป็นได้แค่เครื่องมือหลอกตาที่ขาดความจริงใจการตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพและจุดยืนในกระบวนการพูดคุย จึงไม่ใช่การปิดประตูตายใส่สันติภาพ แต่เป็นการเรียกร้องความสมจริงบนพื้นฐานความปลอดภัย เพราะความสงบสุขที่แท้จริงจะบังเกิดได้ยาก หากชีวิตของเจ้าหน้าที่และผู้บริสุทธิ์ยังคงต้องถูกนำมาใช้เป็น "เครื่องมือต่อรอง" บนโต๊ะเจรจาอยู่ร่ำไปถึงเวลาที่รัฐไทยต้องเลิกเดินตามเกมที่ถูกครอบงำด้วยวาทกรรมสวยหรู แล้วหันมาจัดระเบียบและใช้นโยบายความมั่นคงด้วยความเด็ดขาดเป็นระบบ เพื่อไม่ให้ความตายของทหารพรานทั้ง 5 นายสูญเปล่าไปเฉยๆการจัดการกับกลุ่มติดอาวุธนอกกฎหมายเหล่านี้ ไม่ใช่การประกาศสงครามล้างผลาญอย่างไร้ทิศทาง แต่มันคือหน้าที่อันชอบธรรมในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อปกป้องเลือดเนื้อของประชาชนและผู้ปฏิบัติงาน ไม่ให้ใครต้องกลายเป็นเหยื่อสังเวยความโหดร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่าเกียรติยศและหยาดเหงื่อของ จ.ส.อ.ธีระยุทธ, อส.ทพ.วิมล, อส.ทพ.ซากีรียา, อส.ทพ.ณัฐสิทธิ์ และ อส.ทพ.ซอลาฮูดิง มีค่าเกินกว่าจะปล่อยให้ใครมาเหยียบย้ำ การผนึกกำลังทางกฎหมายและความเด็ดขาดที่รัดกุม จึงเป็นแนวทางสำคัญในการกดดันขบวนการ ควบคู่ไปกับการเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ที่อาจลุกลาม เพื่อประคับประคองสถานการณ์ในพื้นที่ให้อยู่ภายใต้การควบคุมและป้องกันความสูญเสียที่ไม่คาดคิด.


Posted

in

by

Tags: