18 มิถุนายน 2569 – นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า คุณศุภจีกำลังเปลี่ยนกระทรวงพาณิชย์จากหน่วยงานที่ “ตามแก้ปัญหาราคา” ให้เป็นหน่วยงานที่ “อ่านสัญญาณตลาดก่อนเกิดวิกฤต”ถ้าวิเคราะห์ “การทำงานของคุณศุภจี” จากนโยบายคงสินค้าและบริการควบคุม 66 รายการ ผมคิดว่าภาพที่เห็นคือ เธอไม่ได้พยายามขายภาพว่า “กระทรวงพาณิชย์จะสั่งคุมราคาให้ประชาชนพอใจทันที” แต่กำลังวางตัวเองในฐานะผู้บริหารเศรษฐกิจแบบ “อ่านสัญญาณตลาดก่อนเกิดวิกฤต”พูดให้ชัดคือ นโยบายนี้สะท้อนการทำงาน 5 แบบของคุณศุภจีครับหนึ่ง คุณศุภจีพยายามเปลี่ยนภาษาของนโยบาย จาก “คุมราคา” เป็น “กำกับความเสี่ยง”ตามข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ กกร. มีมติคงสินค้าและบริการควบคุม 66 รายการต่ออีก 1 ปี พร้อมปรับมาตรการบางรายการให้เข้มขึ้นหรือผ่อนลงตามสถานการณ์ของสินค้าแต่ละประเภท ไม่ใช่ใช้มาตรการเดียวกับทุกสินค้า ตรงนี้สะท้อนวิธีคิดแบบผู้บริหารมากกว่านักการเมืองประชานิยม เพราะถ้าต้องการเอาใจประชาชนแบบง่ายๆ ก็อาจประกาศว่า“จะคุมราคา” หรือ “จะไม่ให้ของแพง” แต่คุณศุภจีเลือกอธิบายว่า สินค้าควบคุมไม่ได้แปลว่าคุมราคาทุกกรณี แต่เป็นกลไกในการติดตาม กำกับ และสร้างความเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายนี่คือการพยายามยกระดับความเข้าใจของสังคมจาก “ราคาถูกหรือแพง” ไปสู่ “ตลาดกำลังมีความเสี่ยงตรงไหน”สอง จุดเด่นคือการใช้ข้อมูลนำ ไม่ใช่ใช้อำนาจนำกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า การพิจารณาสินค้าและบริการควบคุมมีการรับฟังข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ประกอบการ สมาคมที่เกี่ยวข้อง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อนำข้อมูลด้านการผลิต การตลาด ต้นทุน และสถานการณ์การค้ามาประกอบการตัดสินใจ นี่เป็นจุดสำคัญ เพราะนโยบายราคาที่ดีไม่ควรเริ่มจากคำสั่ง แต่ควรเริ่มจากข้อมูลถ้าไม่รู้ว่าต้นทุนจริงเพิ่มขึ้นเท่าไร ไม่รู้ว่าสต็อกเหลือเท่าไร ไม่รู้ว่าสินค้านำเข้าเท่าไร ไม่รู้ว่าส่งออกเท่าไร ไม่รู้ว่าใครถือสินค้าอยู่ในมือ การเข้าไปแทรกแซงราคาก็เสี่ยงจะกลายเป็นการแก้ปัญหาผิดจุดดังนั้น วิธีทำงานของคุณศุภจีในนโยบายนี้ คือการทำให้กระทรวงพาณิชย์ไม่ใช่แค่ “ผู้ประกาศมาตรการ” แต่เป็น “ศูนย์กลางข้อมูลตลาด” ของประเทศสาม คุณศุภจีใช้มาตรการแบบแยกประเภท ไม่ใช่เหมาเข่งจุดที่ควรชื่นชมคือ การไม่ใช้มาตรการเข้มเท่ากันหมดทุกสินค้า ตัวอย่างเช่น มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์ รวมถึงกากถั่วเหลือง ถูกเพิ่มมาตรการจัดทำบัญชีคุมสินค้า เพื่อให้ติดตามราคา ปริมาณซื้อขาย การนำเข้า ส่งออก และปริมาณคงเหลือได้ดีขึ้น ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มมาตรการควบคุมการขนย้าย เม็ดพลาสติกปรับการแจ้งข้อมูลให้ครอบคลุมบรรจุภัณฑ์ที่กระทบต่อคนส่วนใหญ่ และหอมหัวใหญ่กับกระเทียมเพิ่มมาตรการแจ้งข้อมูลนำเข้าและบัญชีคุมสินค้า เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้า การสวมสิทธิ์ และพฤติกรรมทางการค้าที่กระทบเกษตรกรและราคาสินค้าในประเทศในขณะเดียวกัน สินค้าบางรายการที่สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ เช่น ผลิตภัณฑ์แอลกอฮอล์เพื่อสุขอนามัยสำหรับมือ ยางพารา หน้ากากอนามัย และชุดตรวจ ATK ก็มีการปรับลดมาตรการกำกับดูแลให้เหมาะกับสภาพตลาดปัจจุบัน นี่คือสัญญาณของการกำกับแบบ “ยืดหยุ่น” ไม่ใช่การควบคุมแบบแข็งตัวสี่ คุณศุภจีพยายามรักษาสมดุลสามฝ่าย คือ ประชาชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกรถ้ามองในเชิงเศรษฐศาสตร์การเมือง นี่คือส่วนที่ยากที่สุด เพราะถ้ากระทรวงพาณิชย์เน้นผู้บริโภคมากเกินไป อาจกดราคาจนผู้ผลิตและเกษตรกรอยู่ไม่ได้ ถ้าเน้นผู้ประกอบการมากเกินไป ประชาชนอาจถูกกระแทกจากค่าครองชีพ ถ้าเน้นเกษตรกรมากเกินไปโดยไม่ดูโครงสร้างตลาด ราคาปลายทางอาจสูงจนผู้บริโภครับภาระคำอธิบายของคุณศุภจีจึงพยายามวางกรอบว่า มาตรการต้องสร้างความเป็นธรรมต่อผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค พร้อมรักษาสมดุลของระบบการค้าและเสถียรภาพราคาโดยรวม นี่ทำให้บทบาทของเธอไม่ใช่แค่ “รัฐมนตรีที่ดูราคาสินค้า” แต่เป็น “ผู้ประสานผลประโยชน์ในห่วงโซ่เศรษฐกิจ”ห้า จุดที่ทำได้ดีคือการสื่อสารเชิงอธิบาย ไม่ใช่แค่แถลงเชิงราชการนโยบายสินค้าควบคุมเป็นเรื่องเทคนิคมาก ถ้าสื่อสารไม่ดี ประชาชนจะเข้าใจทันทีว่า “คุมราคา” ส่วนผู้ประกอบการก็อาจกังวลว่า “ภาครัฐจะกดราคา” แต่โพสต์ของคุณศุภจีพยายามอธิบายว่าสินค้าควบคุมคือกลไกติดตามและกำกับดูแล ไม่ได้แปลว่าจะใช้มาตรการควบคุมราคาจำหน่ายทุกกรณีนี่คือการสื่อสารที่สำคัญ เพราะนโยบายเศรษฐกิจไม่ได้สำเร็จจากมาตรการอย่างเดียว แต่ต้องสำเร็จจาก “ความเข้าใจร่วม” ของคนในตลาดด้วย ถ้าประชาชนเข้าใจผิด ก็จะคาดหวังผิด ถ้าผู้ประกอบการเข้าใจผิด ก็จะระแวง ถ้าเกษตรกรเข้าใจผิด ก็จะรู้สึกว่าตัวเองถูกควบคุมมากกว่าถูกคุ้มครอง ข้อมูลที่ภาครัฐได้จากมาตรการเหล่านี้ จะถูกใช้ทันเวลาหรือไม่ ถ้าราคาสินค้าเริ่มผิดปกติ กระทรวงพาณิชย์จะเตือนล่วงหน้าได้เร็วแค่ไหน การจัดทำบัญชีคุมสินค้าและการแจ้งข้อมูล จะกลายเป็นภาระเกินจำเป็นต่อผู้ประกอบการรายเล็กหรือไม่มาตรการควบคุมการขนย้ายและการแจ้งนำเข้า จะช่วยป้องกันการสวมสิทธิ์และลักลอบนำเข้าได้จริงแค่ไหน และที่สำคัญที่สุด คือข้อมูลเหล่านี้จะถูกแปลงเป็นมาตรการที่ช่วยประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการได้จริงหรือไม่สรุปแบบ #อ่านเกมอำนาจการทำงานของคุณศุภจีกับนโยบายนี้ มีจุดเด่นตรงที่เธอไม่ได้เล่นเกม “คุมราคาเพื่อให้ดูดีในระยะสั้น” แต่กำลังวางระบบให้กระทรวงพาณิชย์มองเห็นตลาดเร็วขึ้น ละเอียดขึ้น และแทรกแซงเท่าที่จำเป็นมากขึ้นนี่คือแนวทางที่ต่างจากการเมืองแบบสั่งการ เพราะไม่ได้เริ่มจากคำว่า “ห้ามแพง” แต่เริ่มจากคำถามว่า สินค้าแพงเพราะอะไร ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ ต้นทุนจริงอยู่ตรงไหน และถ้าไม่ทำอะไรเลย ใครจะเป็นคนรับแรงกระแทกถ้าทำได้จริง นโยบายนี้จะไม่ใช่แค่การคงสินค้าและบริการควบคุม 66 รายการแต่จะเป็นการเปลี่ยนกระทรวงพาณิชย์จากหน่วยงานที่ “ตามแก้ปัญหาราคา” ให้เป็นหน่วยงานที่ “อ่านสัญญาณตลาดก่อนเกิดวิกฤต”และนั่นคือสิ่งที่ประเทศต้องการในยุคที่ราคาสินค้าไม่ได้ขึ้นลงเพราะตลาดในประเทศอย่างเดียว แต่โยงกับสงคราม พลังงาน ขนส่ง การนำเข้า การส่งออก และการแข่งขันทางการค้าทั้งโลกScreenshot
‘เอ็ดดี้’ วิเคราะห์ ‘ศุภจี’ เปลี่ยน ก.พาณิชย์ จาก ‘ตามแก้ปัญหาราคา’ ให้เป็น ‘อ่านสัญญาณตลาดก่อนเกิดวิกฤต’
by
Tags: