แฉท่อน้ำเลี้ยงทหารสบายปีกฮุบ 200 กิจการ สร้างรายได้กว่า 3,400 ล้านต่อปี “เชตวัน”ฉีกหน้ากากกองทัพทำธุรกิจ

แฉท่อน้ำเลี้ยงทหารสบายปีกฮุบ 200 กิจการ สร้างรายได้กว่า 3,400 ล้านต่อปี “เชตวัน”ฉีกหน้ากากกองทัพทำธุรกิจตั้งแต่ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน ชี้กองทัพเรือมีสถานะ “แลนด์ลอร์ด”ที่ดินหลวงในเขตEECเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 69 นายเชตวัน เตือประโคน สส.ปทุมธานี พรรคประชาชน ระบุต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ถึงการเสนอญัตติขอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการขอใช้ที่ดินราชพัสดุในความครอบครองของกองทัพอากาศ เพื่อใช้เป็นสวนสาธารณะภายใต้การดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อประโยชน์ของประชาชน และยังมีสส.เสนอญัตติในหลักการทำนองเดียวกัน 2 เรื่อง เกี่ยวกับการ “โอน ยุบ ยกเลิกธุรกิจกองทัพ” โดยได้มีการรับหลักการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการถ่ายโอนธุรกิจกองทัพไปอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานอื่น ซึ่งได้ใช้เวลาศึกษา 1 ปี 8 เดือน มีทั้งฝ่ายค้าน รัฐบาลและนายทหารเข้ามาร่วมเป็นคณะอนุกรรมการ 3 ชุด จนได้รายงานที่สมบูรณ์ แต่ไม่ได้ส่งต่อให้รัฐบาลดำเนินการ จนมีการยุบสภา“รายงานฉบับนี้รายงานเกี่ยวกับธุรกิจของกองทัพที่สมบูรณ์ที่สุดเล่มหนึ่ง เพราะที่ผ่านมาไม่เคยรู้ว่าธุรกิจต่างๆของแต่ละเหล่าทัพมีอะไรบ้าง การทำธุรกิจของแต่ละเหล่าใช้ทรัพยากร ทั้งงบประมาณ บุคลากรจากไหน เมื่อได้เงินมาแล้วจากธุรกิจกองทัพนำไปใช้อย่างไร ตอนนี้เมื่อได้รับคำตอบมากขึ้น ธุรกิจของกองทัพที่เคยอยู่ในแดนสนธยาก็เริ่มคลี่คลาย ต้องยอมรับธุรกิจไม่ใช่ภารกิจหน้าที่ของทหาร กำลังพลควรเตรียมพร้อมรับป้องกันประเทศ และที่ผ่านมาไม่โปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ หากมีคำถามว่าธุรกิจอะไรบ้างที่กองทัพทำไม่ได้ คำตอบคือไม่มี เพราะกองทัพทำทุกอย่าง ตั้งแต่ครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน ทั้งรับตัดขนสัตว์ นวดสปา จัดงานแต่งงาน รถพุ่มพ่วง”หากจัดหมวดการทำธุรกิจของกองทัพโดยใช้ที่มาของงบประมาณที่ใช้ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1. กิจการที่กระทำการโดยใช้เงินกองทุนสวัสดิการ ทั้งกองทุนสวัสดิการของกองทัพและกองทุนสวัสดิการเชิงธุรกิจ โดยกองทัพมีสนามกอล์ฟทั้งสิ้น 61 สนาม สนามมวย 4 แห่ง อาคารสโมสร 16 แห่ง อาคารรับรอง-โรงแรม 12 แห่ง สนามยิงปืน 22 แห่ง ปั๊มน้ำมัน ร้านกาแฟ ร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าปลีกอีกสารพัด กิจการการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ ภายใต้การดูแลในสังกัดกระทรวงกลาโหม 5 เหล่าทัพ กว่า 200 กิจการทำรายได้อย่างน้อยประมาณปีละ 3,400 กว่าล้านบาท แถมยังมีบางส่วนที่กมธ.ยังไม่ได้ข้อมูล2. กิจการที่กระทำการผ่านเงินนอกงบประมาณ ทั้งเงินนอกงบประมาณประเภทที่ 1 และเงินนอกงบประมาณประเภทที่ 2 โดยประเภทที่ 1 ที่เป็นทุนหมุนเวียนให้การดำเนินงานของรัฐมีการหมุนเวียนใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ คล่องตัว กองทัพมีธุรกิจ อาทิ ศูนย์พัฒนาปิโตรเลียมภาคเหนือหรือบ่อน้ำมันฝางที่อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ โรงงานเภสัชกรรมทหารที่คลองเตย กรุงเทพฯ และโรงพยาบาลของกองทัพต่าง ๆ โครงการพัฒนาเมืองการบิน ภาคตะวันออก( EEC )และเขตส่งเสริมการบินภาคตะวันออก EECA ที่ทำให้กองทัพเรืออยู่ในสถานะแลนด์ลอร์ด มีรายได้จากการเป็นเจ้าของที่ให้เช่าที่ดิน มีเงินมหาศาล ทั้งที่ที่ดินนั้นเป็นที่ดินของรัฐ เป็นที่ดินหลวง ส่วนธุรกิจที่ใช้เงินนอกงบประมาณประเภทที่ 2 ที่มีเฉพาะในกองทัพเท่านั้น และกองทัพได้ออกระเบียบในการใช้เงินก้อนนี้โดยปราศจากการตรวจสอบ ซึ่งมีธุรกิจ อาทิ สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 มีรายได้จากการให้เช่าโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลหรือ MUX และกิจการคลื่นวิทยุของทุกเหล่าทัพ3.กิจการที่กองทัพลงทุนเองโดยตรงในนามบริษัทจำกัด มีทั้งในตลาดหลักทรัพย์ อาทิ ธนาคารทหารไทยธนชาต ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเกียรตินาคินภัทร บริษัททางด่วนและรถไฟฟ้าจำกัด ขณะเดียวกันบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีการลงทุน 2 บริษัท คือ บริษัท อุตสาหกรรมการบิน จำกัด และบริษัท อาร์ทีเอ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้บริษัทเหล่านี้กมธ.ยัง ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ตั้ง และมีความสัมพันธ์กับกองทัพอย่างไรจะเห็นได้ว่ากองทัพดำเนินการทำธุรกิจจำนวนมาก ส่วนราชการอื่นอาจตั้งคำถามว่าขอมีแบบนี้บ้างได้หรือไม่ ทั้งที่การทำธุรกิจไม่ใช่ภารกิจหน้าที่ของกองทัพ เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนไป กองทัพต้องปรับตัวให้เข้ายุคสมัย เช่น กิจการสนามกอล์ฟธูปะเตมีย์และสนามกอล์ฟกานตรัตน์ ควรเปลี่ยนเป็นการใช้ที่ดินให้คุ้มค่ากับมูลค่าของที่ดิน โดยทำสวนสาธารณะเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชน สนามกอล์ฟกานตรัตน์ก็ต้องคืนพื้นที่ให้กรมธนารักษ์ ก่อนให้บริษัทการท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เข้ามาพัฒนาเพิ่มศักยภาพการบินให้ดีขึ้นทั้งนี้มี สส. อภิปรายตั้งข้อสังเกตปลอดล็อกแดนสนธยา โดยสนับสนุนญัตตินี้ในการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจของกองทัพ รวมถึงควรหารือถึงข้อตกลงในการบริหารจัดการร่วมระหว่างกองทัพกับภาคประชาชน รวมถึงจัดสรรงบประมาณให้กองทัพอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์โดย มิชอบ ขอให้นายกรัฐมนตรีเร่งลงมือแก้ไขปัญหา เพื่อประโยชน์ของประชาชน ขณะเดียวกันมีสส.บางคนตั้งข้อสังเกตต่อกองทัพที่มีกฎหมายเฉพาะหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ไม่ต้องการให้ตรวจสอบธุรกิจของกองทัพหรือไม่ สุดท้ายมติเป็นเอกฉันท์เสนอให้ญัตติดังกล่าวส่งไปยังคณะกรรมาธิการทหารพิจารณาต่อไป.


Posted

in

by

Tags: