เกาะประเด็นการเมืองวันนี้ จับตา ‘เอ็มโอเอ’ เริ่มร้าว

กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่น่าจะหาข้อยุติได้ง่าย เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีมุมคิดของตัวเอง แม้พรรคสีส้มจะมีเสียง สส.มากสุด หรือต่อให้จับมือกับพรรคเพื่อไทย เป็นเสียงข้างมาก แต่ก็ต้องอาศัยเสียงของ สว. 1 ใน 3 คือ 67 คน ผ่านไปได้ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ “เอ็มโอเอ” คือ การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) โดยกำหนดให้มีสภาร่าง รธน. (ส.ส.ร.) โดยสังคมได้เห็นสูตร กับการแก้ไขกฎหมายแม่บทในการปกครองประเทศ ที่สื่อสารผ่าน "นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ" หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ที่ยื่นร่างแก้ไข รธน.หมวด 15/1 เกี่ยวกับกลไกการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ กลไกแรก คือคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่าง รธน. (กรธ.) จำนวน 35 คน ทำหน้าที่ยกร่าง รธน. มีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน จำนวน 70 คน โดยใช้ระบบบัญชีรายชื่อที่ให้ผู้สมัครสมัครเป็นทีมและใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง จากนั้นรัฐสภาคัดเลือก 35 คน แบ่งสัดส่วนตาม สส. สว. และพรรคการเมือง เท่ากับว่าหากสมาชิกรัฐสภามีทั้งหมด 700 คน สมาชิกรัฐสภา 20 คน มีสิทธิรวมตัวกันเพื่อเสนอชื่อ กมธ.ยกร่าง 1 คน กลไกที่สอง คือสภาที่ปรึกษาการยกร่าง รธน. จำนวน 100 คน ทำหน้าที่รับฟังความเห็นประชาชน และสะท้อนความเห็นต่อ กมธ.ยกร่างฯ โดยทั้ง 100 คน มีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ใช้ระบบแบ่งเขต ที่ให้ผู้สมัครสมัครเป็นรายบุคคลและใช้จังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง จังหวัดละ 1-5 คน ตามจำนวนประชากรพรรค ปชน.กำหนดเวลาในการจัดทำ รธน.ฉบับใหม่ไว้ที่ 270 วัน หรือ 9 เดือน โดยให้ กรธ. และ สภาที่ปรึกษาการยกร่าง รธน. ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และกำหนดให้ทั้ง 2 กลไกสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ โดยไม่ถูกกระทบจากการยุบสภาหรือจากการที่สภาหมดวาระเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการทำงานและความต่อเนื่องของกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน พรรค ปชน. กำหนดให้การทำงานของ กรธ. และ สภาที่ปรึกษาการยกร่าง รธน. ไม่จำกัดอยู่แค่การยกร่าง รธน.ฉบับใหม่ แต่ให้ครอบคลุมถึงการร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ที่ถูกกำหนดใน รธน.ฉบับใหม่ด้วย โดยอาจเริ่มต้นทันทีที่ประชาชนลงประชามติเห็นชอบร่าง รธน.ฉบับใหม่ และบุคคลที่ทำหน้าที่ในคณะกรรมาธิการยกร่าง รธน. และ สภาที่ปรึกษาการยกร่าง รธน. ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง เช่น สส. สว. รัฐมนตรี ผู้บริหารหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น ตุลาการศาล รธน. ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ในช่วงแรกหลังเสร็จภารกิจส่วน "พรรคภูมิไทยใจ (ภท.)" นำเสนอรูปแบบการแก้ไข รธน. "นายภราดร ปริศนานันทกุล" รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงความคืบหน้าร่างการแก้ไข รธน.ในส่วนของพรรค ภท.ว่า ร่างแก้ไข รธน.มาตรา 256 เสร็จเรียบร้อยแล้ว และได้หารือร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นแล้วด้วย โดยจะมีการรวบรวมรายชื่อ เพื่อยื่นเสนอต่อประธานรัฐสภา เพื่อบรรจุวาระในวันที่ 24 ก.ย.นี้ โดยที่มาของสภาร่าง รธน.(ส.ส.ร.) จะให้ผู้ที่ประสงค์จะเป็น ส.ส.ร. แต่ละจังหวัดสมัครเข้ามา โดยให้ กกต. เป็นผู้รับสมัคร จากนั้นให้รัฐสภา เลือกเหลือจังหวัดละ 1 คน จากทั้งหมด 77 จังหวัด ก็จะมี 77 คน อีกส่วนหนึ่งก็จะเป็นกลุ่มนักวิชาการ นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และเชี่ยวชาญ 22 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 7-8 คน โดยให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญสมัครเข้ามา และให้รัฐสภาเป็นผู้เลือก ซึ่งแนวทางนี้เป็นแนวทางที่เราใช้ในแนวทางเดียวกับการแก้ไข รธน. ปี 2539 เป็นที่มาของ ส.ส.ร.ในปี 40 และถือเป็นต้นแบบด้าน "นายชูศักดิ์ ศิรินิล" รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะมือกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการแก้ไข รธน. โดยเฉพาะรูปแบบของ ส.ส.ร.ในส่วนของพรรค พท. ว่า จะมี ส.ส.ร. แต่จะไม่ได้เลือกโดยตรง ใช้เป็นการเลือกโดยอ้อม แล้วให้สภามาคัดเลือก จะมาจาก 2 ส่วน คือส่วนแรก ให้แต่ละจังหวัดไปเลือกตัวแทนที่ประสงค์จะมาเป็น ส.ส.ร. จํานวน 200 คน ผ่านการสมัคร ให้รัฐสภาเลือกให้เหลือ 100 คน ซึ่งมีเงื่อนไขว่า น้อยที่สุดคือเลือกจังหวัดละหนึ่งคน เนื่องจากอาจจะมีการทุ่มเทบางจังหวัดที่เป็นฐานเสียงของรัฐบาล เราคิดว่า ควรมีตัวแทนจากองค์กรทั้งหลายในประเทศ ทั้งทางด้านประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วม ตัวอย่างเช่น ตัวแทนจากคณบดี คณะนิติศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สภาท้องถิ่น สภาทนายความ สื่อมวลชน และตัวแทนจากวิชาชีพทั้งหลาย เข้ามาเป็น ส.ส.ร.ด้วย รวมถึงอยากให้มีตัวแทนนิสิตนักศึกษา องค์กรต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยทั้งหลาย อย่างน้อย 30-40 คน และให้ ส.ส.ร.ชุดนี้ ทําหน้าที่ยกร่าง รธน.สามารถไปตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) คัดเลือกผู้ที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาร่วม ทั้งนี้คาดว่าจะตั้งไว้ประมาณ 140 คน ไม่อยากให้ใหญ่มากที่น่าสนใจคือความเห็น "นายพริษฐ์ วัชรสินธุ" โฆษกพรรค ปชน. กล่าวถึงกรณีที่พรรค ภท.เสนอโมเดลตั้ง ส.ส.ร.ว่า มี 2 ข้อสังเกตต่อร่างของ 2 พรรค ทั้ง พท.และภท. ควรเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้ได้มากกว่านี้ เพราะ พท.เปิดให้ประชาชนเลือกตั้งผู้แทน 200 คน ก่อนจะให้รัฐสภาเป็นผู้เลือก แต่ส่วนของวิชาชีพต่างๆ ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วม ขณะที่ ภท. เห็นว่าใช้วิธีการเปิดรับสมัคร โดยประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการคัดสรรรายชื่อที่จะส่งต่อมาที่รัฐสภา ซึ่งจะทำให้ความเสี่ยงที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะกินรวบ ผูกขาด ส.ส.ร.ให้ต่ำที่สุด โมเดลของพรรค ปชน.จะไม่มีกลุ่มใดผูกขาดกระบวนการในการคัดเลือกได้ แต่โมเดลของพรรค ภท. และไม่แน่ใจว่าพรรคพท.จะเป็นเช่นไร คือการคัดเลือกโดยใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา คือมีพรรคการเมืองหนึ่งมี ส.ส. 200 คน จากการเลือกตั้งครั้งถัดไป แล้วมี สว. คิดคล้ายๆ 160 คน รวมเป็น 360 คน ก็เกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา หมายความว่าสามารถผูกขาดเลือกคนที่ไปทำหน้าที่ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.ร. หรือ คณะกรรมการยกร่างเมื่อถามว่าเหตุผลพรรค ภท.เสนอโมเดลนี้ เพราะต้องการป้องกันไม่ให้คนไปร้องศาล รธน. เนื่องจากไม่ยึดตามคำวินิจฉัยของศาล นายพริษฐ์ กล่าวว่า หากกังวลว่ามีคนไปร้องก็ต้องถามกลับว่าใครจะไปร้อง เพราะถ้าจะมีการไปร้องในระหว่างกระบวนการพิจารณาใน 3 วาระนี้ ต้องเป็นมติของรัฐสภา ต้องมีเสียงข้างมากของสมาชิกรัฐสภา ร้องที่ศาล รธน. ดังนั้นถ้า 3 พรรคการเมือง เห็นว่าโมเดลที่พิจารณากันอยู่ ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาล รธน. ก็ไม่มีใครไปร้อง ไม่ต้องการให้ ส.ส.ร.เป็นสีใดสีหนึ่ง จึงต้องทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้มากที่สุด และต้องไม่ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภาไม่เช่นนั้นจะมีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งของเสียงข้างมากในสภา กลุ่มเสียงข้างน้อยจะไม่มีตัวแทนเลย เมื่อถามต่อว่า ส.ส.ร.สีน้ำเงิน กับ รธน.คสช.60 กลัวอันไหนมากกว่ากัน นายพริษฐ์ กล่าวว่า ไม่เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาทั้งคู่ ประชาชนอาจจะเห็นไม่ตรงกันทุกเรื่องแต่อย่างน้อยก็มีกติกาซึ่งเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ดังนั้นหากคนยกร่างกติกาเป็นตัวแทนจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว ตนคิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวดูแล้วกระบวนการแก้ไข รธน. ไม่น่าจะหาข้อยุติได้ง่าย เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีมุมคิดของตัวเอง แม้พรรคสีส้มจะมีเสียง สส.มากสุด หรือต่อให้จับมือกับพรรค พท. เป็นเสียงข้างมากแต่ก็ต้องอาศัยเสียงของ สว. 1 ใน 3 คือจำนวน 67 คน ผ่านไปได้ หรือเอ็มโอเอของพรรคสีน้ำเงิน และส้ม จะไปไม่ถึง 4 เดือนส่วนการแถลงนโยบายรัฐบาล ต่อรัฐสภานั้น "นายอนุทิน ชาญวีรกูล" นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ยืนยันร่างนโยบายของรัฐบาล ที่เตรียมแถลงต่อรัฐสภา เสร็จที่เรียบร้อย 100% ปกน้ำเงิน ส่วนกำหนดวันแถลงนโยบายรัฐบาล จะเป็นวันที่ 29-30 ก.ย.หรือไม่นั้น กำลังประสานงานกับประธานรัฐสภา ยิ่งเร็วยิ่งดี เพราะวันที่ 1 ของการทำงาน คือนับจากวันแถลงนโยบายเสร็จสิ้น เพื่อที่รัฐบาลจะได้ทำงานอย่างเต็มที่ โดยในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 24 ก.ย. จะนำเรื่องให้ที่ประชุมรับทราบ จากนั้นจะนำร่างส่งให้สมาชิกรัฐสภาได้ศึกษาเพื่อที่จะอภิปรายได้ ซึ่งเหมือนการแถลงนโยบายทุกครั้ง ที่ผ่านมาใช้เวลา 2 วันขณะที่ "นายภราดร ปริศนานันทกุล" รมต.ประจำสำนักนายกฯ ที่คาดว่าจะมากำกับดูแลสำนักงบประมาณ ให้สัมภาษณ์ถึงแนวโน้มการใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 68 จำนวน 2.5 หมื่นล้านบาท จะอนุมัติก่อนสิ้นปีงบประมาณ ในวันที่ 30 ก.ย.นี้ เพื่อมาดำเนินโครงการ “คนละครึ่ง” ทันหรือไม่ ว่า ต้องรอรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้เรียบร้อย และเริ่มทำงานได้อย่าง 100 เปอร์เซ็นต์ เมื่อถามว่า งบปี 68 จำนวน 2.5 หมื่นล้านบาท จะนำมาใช้ในโครงการ “คนละครึ่ง” จะทันหรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ต้องถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงบประมาณว่าจะมีช่องทางไหน ที่สามารถทำได้หรือไม่ ส่วนการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ได้คุยนอกรอบว่า วันที่ 29-30 ก.ย.นี้ น่าจะอยู่ในกรอบ แต่ถึงอย่างไรต้องรอ หลังจากที่นายกฯ ทำหนังสือถึงประธานรัฐสภา เพื่อนัดหารือ 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายค้าน รัฐบาล วุฒิสภา เพื่อแบ่งสรรเวลาและกำหนดวันที่ชัดเจนอีกครั้ง ซึ่งเบื้องต้นได้ประสานนอกรอบแล้วก็คิดว่าน่าจะเป็นวันที่ 29-30 ก.ย.นี้ หากไม่ทันก็ใช้งบปี 69 หากทันก็ใช้งบปี 68การแถลงนโยบายรัฐบาล คงขึ้นอยู่กับข้อตกลงของวิป 3 ฝ่าย ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มของการตรวจสอบฝ่ายบริหาร และหลายคนคงกำลังจับตามองการทำหน้าที่ของฝ่ายค้าน ทั้งพรรค ปชน.และ พท. จะมีสีสันและดุเดือดมากแค่ไหน"ทีมข่าวการเมือง"


Posted

in

by

Tags: