ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ร้อนแรง “พรรคเพื่อไทย”กลับมาสร้างกระแสอีกครั้ง หลังเพจเฟซบุ๊กของพรรคโพสต์ข้อความท้าทายว่า “เพื่อไทยจะกลับมา : 2 ปี กับผลงานใหญ่ เพื่อคนไทย”ประกาศอวดผลงานนโยบายตั้งแต่แก้หนี้ทั้งระบบ ยกระดับรายได้ ลดค่าครองชีพ ค่าพลังงาน สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ไปจนถึงการปราบปรามยาเสพติด และอาชญากรรมข้ามชาติ อย่างปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์แต่คำถามใหญ่ คือ ผลงานเหล่านี้เพียงพอหรือไม่ที่จะสร้างแรงศรัทธาให้พรรคกลับมา “เป็นเบอร์หนึ่ง” ในสนามเลือกตั้งอีกครั้ง?แม้ “เพื่อไทย” จะพยายามโชว์ผลงาน แต่เมื่อมองไปที่ “เรือธง” นโยบายหลักที่ใช้หาเสียง “มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี”กลับปรากฏว่าล้มเหลวแทบทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการแจกเงินหมื่นที่ไม่ทั่วถึง ความฝัน “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” ที่พ่วงคาสิโนถูกคัดค้านอย่างหนัก รวมถึงการแก้รัฐธรรมนูญที่ไปไม่ถึงฝั่ง สิ่งเหล่านี้ทำให้ภาพลักษณ์พรรคสะท้อนว่า “ทำไม่สำเร็จ” มากกว่าเป็นความหวังยิ่งไปกว่านั้น “พรรคเพื่อไทย” ยังสูญเสียต้นทุนความเชื่อมั่นมหาศาล ตั้งแต่การตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว ด้วยข้อหาตระบัดสัตย์ ที่ทำให้ฐานเสียงบางส่วนรู้สึกผิดหวังจนถึงกรณีคลิปเสียง “อังเคิล” ที่บานปลายจนกลายเป็นโศกนาฏกรรมการเมือง ส่งผลกระทบทั้งชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนไทยต้องสูญเสียที่ผ่านรัฐบาลยังถูกมองว่าสิ่งที่ “พรรคเพื่อไทย” ไม่อาจปฏิเสธคือการถูกมองว่า “ทำเพื่อตระกูลชินวัตรมากกว่าประชาชน” ไม่ว่าจะเป็นการพยายามหาทางช่วย “ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไม่ต้องติดคุก หรือเปิดช่องให้ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกฯ กลับบ้านโดยไม่ถูกดำเนินคดีรวมไปถึงนโยบายที่ถูกตั้งคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนต่างๆระหว่างคนในรัฐบาล และกลุ่มทุนต่างๆ จนถึงความขัดแย้งกับกัมพูชา ความไม่ไว้วางใจนี้ยังคงเป็นแผลลึกที่ “พรรคเพื่อไทยแก้ไม่ได้”วันนี้ชะตากรรมของ “ทักษิณ” ยังคงเป็น “เครื่องหมายคำถาม” การยื่นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษยังไร้สัญญาณตอบรับ ขณะที่กระทรวงยุติธรรมเองก็ยกประเด็นข้อกฎหมายเรื่องการยื่นฎีกาซ้ำขึ้นมาอีก นี่คือเงื่อนไขสำคัญที่อาจฉุด “พรรคเพื่อไทย” ให้ติดหล่มอดีตไม่รู้จบบทบาทของ “แพทองธาร ชินวัตร” อดีตนายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ถูกวางเป็นแม่ทัพใหญ่ กลับไม่สามารถสร้างแรงศรัทธาได้อย่างที่คาดหวัง ด้วยข้อจำกัดด้านประสบการณ์และวุฒิภาวะ จนทำให้พรรคถูกโจมตีว่าขาดผู้นำที่แข็งแรงพอจะนำทีมฝ่ามรสุมการเมืองได้ที่สำคัญยังถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง จากศาลรัฐธรรมนูญปม คลิปเสียงอังเคิล และ ยังมีดาบสองจาก ป.ป.ช. ในประเด็นดังกล่าวสืบเนื่อง ซึ่งเป็นโทษอาญาเป็นบ่วงคล้องคอไว้คำถามจึงตกไปที่อนาคตว่า “พรรคเพื่อไทย” จะยังให้ “ตระกูลชิน” กุมบังเหียนต่อไปหรือไม่? หรือถึงเวลาต้องปั้นคนใหม่เพื่อสลัดภาพเก่าที่ไม่เวิร์กออกไปเสียทีแม้การเลือกตั้งซ่อมบางพื้นที่ เช่น ศรีสะเกษ “พรรคเพื่อไทย” จะแพ้แบบฉิวเฉียด แต่ฐานเสียงพันธุ์แท้ยังพอมีอยู่ ทว่าแรงกระเพื่อมก็เกิดขึ้น เมื่ออดีต สส.คนดังอย่าง “ชูวิทย์ กุ่ย พิทักษ์พรพัลลภ” ขยับไปเป็นที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ ฝั่ง “พรรคกล้าธรรม” แล้ว ทำให้เกิดคำถามว่า “บ้านใหญ่” อื่นๆโดยเฉพาะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จะยังยืนเคียงข้าง “พรรคเพื่อไทย” แค่ไหน หรือถึงเวลาที่ฐานเก่าเริ่มสั่นคลอนอีกจุดที่พรรคต้องเผชิญคือ “โจทย์กัมพูชา” หลังเกิดความขัดแย้งในช่วงที่ผ่านมา ทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยขาดความเชื่อมั่นต่อท่าทีของ “เพื่อไทย” หากพรรคกลับมามีบทบาทนำจริงจะสามารถคลี่คลายปัญหานี้อย่างไร?“สติธร ธนานิธิโชติ” นักรัฐศาสตร์ชื่อดัง ประเมินว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าตัวแปรสำคัญไม่ใช่เพียงผลงาน แต่คือ “แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี” หาก “เพื่อไทย” ยังส่งคนใน “ตระกูลชินวัตร” ลง ก็อาจซ้ำรอยเดิม แต่ถ้ากล้าดันคนรุ่นใหม่ เช่น “ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์” ลูกเขยทักษิณ หรือ “พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์” ลงสนามจริง กระแสใหม่อาจเกิดขึ้นได้สองปีที่ผ่านมา “พรรคเพื่อไทย” ผลงานที่เจอปัญหาที่รุมเร้า ทั้งเรือธงที่ล้มเหลว “เงาทักษิณ–ยิ่งลักษณ์” ที่ยังตามหลอน ผู้นำรุ่นใหม่ที่ไม่ผ่านบทพิสูจน์ ฐานบ้านใหญ่ที่สั่นคลอน และโจทย์ต่างประเทศอย่างกัมพูชา ล้วนคือการบ้านใหญ่ที่พรรคต้องแก้สุดท้ายแล้ว เพื่อไทยจะกลับมาได้หรือไม่? คำตอบอยู่ที่ว่า พรรคพร้อมจะเปลี่ยนแปลงจริงหรือยัง หรือจะยังจมอยู่กับอดีต และความผิดพลาดเดิมๆ หากแก้โจทย์นี้ไม่ได้ “การกลับมา” อาจเป็นเพียงคำโฆษณาชวนเชื่อ บนเฟซบุ๊กเท่านั้น.
เดิมพันคืนบัลลังก์เพื่อไทย
by
Tags: