‘ยาช่วยย่อย’ กินมากไป อันตรายไม่รู้ตัว

ยาช่วยย่อยเป็นตัวช่วยบรรเทาอาการในระยะสั้นเท่านั้น การรับประทานยาเหล่านี้เป็นเวลานานโดยไม่ได้อยู่ในความดูแลของแพทย์ หรือไม่มีข้อบ่งใช้เรื้อรังที่จำเป็นต้องใช้ อาจเกิดผลเสียต่อระบบทางเดินอาหารอาการความอึดอัดหลังจากรับประทานอาหาร ไม่ว่าจะเป็นจุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืด เหมือนอาหารไม่ย่อย มักพบได้บ่อยครั้ง หลายคนเลือกรับประทานยาช่วยย่อยอาหาร แก้ไขอาการให้คลี่คลาย แต่วิธีนี้อาจไม่ได้ช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้นได้เสมอไป“คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล” มีคำแนะนำ และข้อควรระวังเกี่ยวกับการรับประทานยาช่วยย่อยอาหาร เพื่อไม่ให้ส่งผลเสียต่อร่างกายยาช่วยย่อย คืออะไรยาช่วยย่อย โดยทั่วไปหมายถึงยาที่มีฤทธิ์บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่นท้อง โดยหากแบ่งตามการออกฤทธิ์ของยา สามารถแบ่งเป็นกลุ่มๆ ได้แก่ ยาเอนไซม์ ที่ประกอบไปด้วยเอนไซม์ช่วยย่อยสารอาหารส่วนเกิน, ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร ที่ช่วยบรรเทาอาหารปวดเสียดท้องจากการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารที่มากเกินไป หรือในคนที่มีแผลในกระเพาะอาหารและทนภาวะความเป็นกรดในกระเพาะอาหารที่มากเกินไปไม่ได้, ยาขับลมที่ออกฤทธิ์ช่วยลดแรงตึงผิวของฟองอากาศในกระเพาะอาหาร ทำให้ลมถูกขับออกมาทางปากและทำให้อาการแน่นท้องทุเลาลง และสุดท้ายคือกลุ่มยาสมุนไพร ซึ่งมักมีการออกฤทธิ์หลายกลไก ช่วยบรรเทาอาการท้องอืด แน่นท้อง ขึ้นกับชนิดของสมุนไพรยาในกลุ่มนี้เป็นตัวช่วยบรรเทาอาการในระยะสั้นเท่านั้น การรับประทานยาเหล่านี้เป็นเวลานานโดยไม่ได้อยู่ในความดูแลของแพทย์ หรือไม่มีข้อบ่งใช้เรื้อรังที่จำเป็นต้องใช้ อาจเกิดผลเสียต่อระบบทางเดินอาหาร สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องตับหรือไตทำงานผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนหาซื้อยามารับประทานเองประเภทของยาช่วยย่อยยาช่วยย่อยแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มหลัก ๆ คือ1.กลุ่มเอนไซม์ช่วยย่อย (Digestive Enzymes) เป็นยาที่มีส่วนประกอบของเอนไซม์ที่ช่วยย่อยอาหารแต่ละประเภท เช่น-อะไมเลส (Amylase) ช่วยย่อยแป้งและคาร์โบไฮเดรต-โปรตีเอส (Protease) ช่วยย่อยโปรตีน-ไลเปส (Lipase) ช่วยย่อยไขมันยากลุ่มนี้มักใช้ในผู้ที่มีภาวะตับอ่อนทำงานลดลง หรือผู้สูงอายุที่ร่างกายผลิตเอนไซม์น้อยลง ช่วยให้การย่อยอาหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น2.กลุ่มยาลดกรด (Antacids) ออกฤทธิ์โดย ลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร เพื่อบรรเทาอาการแสบร้อนกลางอก แน่นท้อง หรือกรดเกิน ตัวอย่างเช่น-อะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ (Aluminium Hydroxide)-แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ (Magnesium Hydroxide)-แคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium Carbonate)ยาลดกรดเหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะกรดเกินจากการกินอาหารมันจัด เผ็ดจัด หรือดื่มกาแฟ ไม่ควรใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพราะอาจทำให้ร่างกายเสียสมดุลแร่ธาตุ และต้องระวังยาตีกันกับยาอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มยาฆ่าเชื้อกลุ่มควิโนโลน (Quinolones)3.กลุ่มยาขับลม (Carminatives) ช่วยลดอาการท้องอืด แน่นท้อง หรือมีลมในกระเพาะอาหาร ตัวอย่างเช่น-ซิมีไธโคน (Simethicone)ยากลุ่มนี้ไม่ได้ช่วยย่อยอาหารโดยตรง แต่ช่วยให้รู้สึกสบายท้องมากขึ้น เหมาะกับผู้ที่มักมีอาการแน่นท้องจากแก๊ส4.กลุ่มยาสมุนไพร สมุนไพรไทยหลายชนิดมีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อยได้ โดยส่วนใหญ่จะเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ร้อน ตัวอย่างเช่น-ขิง บรรเทาอาการท้องอืด ขับลม แน่นจุกเสียด-ยาธาตุอบเชย บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลม-ยาธาตุบรรจบ บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และบรรเทาอาการอุจจาระธาตุพิการ ท้องเสียชนิดที่ไม่เกิดจากการติดเชื้อ เช่น อุจจาระไม่เป็นมูกหรือมีเลือดปน ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์และผู้ที่มีไข้-ยาขมิ้นชัน บรรเทาอาการแน่นจุกเสียด ท้องอืด ท้องเฟ้อ ห้ามใช้กับผู้ที่ท่อน้ำดีอุดตัน-ยาประสะกะเพรา บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีไข้กินยาช่วยย่อยบ่อยๆ ดีจริงไหม?คำตอบคือ “ไม่ควร” หากไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เพราะแม้ยาช่วยย่อยจะบรรเทาอาการได้ทันใจ แต่การใช้บ่อยเกินไปอาจรบกวนสมดุลของระบบย่อยอาหาร-ร่างกายอาจลดการสร้างเอนไซม์เอง เพราะได้รับจากภายนอกมากเกินไป-อาการแน่นท้องกลับมาเป็นซ้ำ หากไม่แก้ไขสาเหตุที่แท้จริง เช่น กินเร็ว เคี้ยวไม่ละเอียด หรือเครียดเกินไป-มีผลข้างเคียง เช่น ท้องเสีย คลื่นไส้ หรือแสบร้อนในท้องดังนั้น หากมีอาการบ่อย ควรตรวจหาสาเหตุ เช่น กรดไหลย้อน แผลในกระเพาะอาหาร หรือตับอ่อนทำงานผิดปกติความเสี่ยงและอันตรายจากการใช้ยาช่วยย่อยผิดวิธีการใช้ยาช่วยย่อยโดยไม่ปรึกษาแพทย์อาจนำไปสู่ผลเสีย เช่น-ทำให้ระบบย่อยอาหารขี้เกียจทำงาน เมื่อร่างกายได้รับเอนไซม์จากภายนอกเป็นประจำ-เสี่ยงต่อการระคายเคืองกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะในกลุ่มยาลดกรด หากใช้เกินขนาด-เกิดปฏิกิริยากับยาอื่น เช่น ยาปฏิชีวนะหรือยาลดความดัน-ปิดบังอาการของโรคจริง เช่น แผลในกระเพาะหรือตับอ่อนอักเสบ ที่ควรได้รับการรักษาโดยตรงยาช่วยย่อย เป็นตัวช่วยที่ดีในบางสถานการณ์ แต่ไม่ใช่คำตอบระยะยาว การใช้ยาบ่อยๆโดยไม่ปรึกษาแพทย์ อาจทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ จึงควรแก้ที่ต้นเหตุและปรับพฤติกรรมร่วมด้วย เพื่อให้สุขภาพทางเดินอาหารแข็งแรงอย่างยั่งยืน.


Posted

in

by

Tags: