ผัก 4 ชนิด “มีพิษ” ที่ทำลาย “ตับ” แบบเงียบๆ แต่กลับพบบนโต๊ะอาหารหลายครอบครัว

ตับพังเพราะอาหาร! เปิดรายชื่อ 4 ผัก 4 ผักยอดนิยมที่มีสาร "ทำลายตับ" หากกินผิดวิธี แพทย์ชี้มะเขือเทศดิบและฟักทองเก่าก็อันตรายระวังทำลายตับไม่รู้ตัว! 4 ชนิดผัก "มีพิษ" ที่หลายบ้านมีติดครัว เตือนห้ามกิน "ถั่วงอกไร้รา" และ "ขิงเน่า"ลองสำรวจดูว่าในครัวของคุณมีผักเหล่านี้อยู่หรือไม่ ตามหลักการแพทย์แผนจีน เชื่อว่าตับคือรากฐานของโรคนับร้อย ตับเป็นอวัยวะสำคัญที่สุดในการขับสารพิษออกจากร่างกาย หากการทำงานของตับอ่อนแอลง อวัยวะอื่น ๆ ย่อมได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่ ดังนั้น การดูแลตับจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในชีวิตประจำวันตับมีบทบาทสำคัญหลายอย่างในร่างกายมนุษย์ เช่น สังเคราะห์โปรตีน, สำรองไกลโคเจน, และหลั่งน้ำดีเพื่อช่วยในการย่อยไขมัน นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เปลี่ยนสารพิษที่เข้าสู่ร่างกายให้เป็นสารที่ไม่เป็นพิษหรือมีความเป็นพิษน้อยลง เพื่อขับถ่ายออกไป รวมถึงมีเซลล์ฟาโกไซต์จำนวนมากที่ช่วยกำจัดสิ่งแปลกปลอมในเลือดด้วย ในสภาวะที่เป็นโรค ตับยังทำหน้าที่บางส่วนในการสร้างเม็ดเลือดต่อไปนี้คือผักที่พบได้ทั่วไป แต่กลับส่งผลเสียต่อตับอย่างเงียบ ๆ ที่หลายครอบครัวมักมีติดครัวไว้ผัก 4 ชนิดที่ทำลายตับแบบไม่รู้ตัว1. ถั่วงอกไร้รากตามตลาดมักพบถั่วงอก โดยเฉพาะถั่วงอกถั่วเหลือง ที่ไม่มีราก เพื่อให้ถั่วงอกมีสีขาว สวย อวบ และดูน่ารับประทาน ผู้ประกอบการหลายแห่งอาจใช้ ยาฆ่าแมลง ในกระบวนการเพาะปลูก สารเคมีเหล่านี้มี สารประกอบที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง ซึ่งถั่วงอกจะดูดซึมสารเหล่านั้นไว้ เมื่อมนุษย์บริโภคเข้าไป จะเพิ่มภาระในการกำจัดสารพิษของตับ และในระยะยาวอาจทำให้ตับได้รับความเสียหายได้2. ขิงเน่าเสียขิงที่เน่าเสียจะสร้างสารพิษขึ้นมา โดยมี ปริมาณสารซาฟรอล (Safrole) หรือสารที่มีลักษณะคล้ายกันเพิ่มขึ้นอย่างสูง สารนี้สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของเซลล์และเนื้อเยื่อตาย (Tissue Necrosis) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของ มะเร็งตับและมะเร็งหลอดอาหาร ได้หลายคนมีนิสัยชอบ ตัดส่วนที่เน่าเสียออกแล้วใช้ส่วนที่เหลือ โดยมีความเข้าใจผิดว่า "ขิงที่เสียไปแล้วแต่รสชาติยังไม่เสีย" ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด ตั้งแต่เริ่มเน่าเสีย สารพิษได้ แพร่กระจายไปยังบริเวณโดยรอบ แล้ว แม้ว่าตาเปล่าจะมองไม่เห็นก็ตาม ขิงสดที่ยังไม่ขึ้นราจะมีสารซาฟรอลในปริมาณที่ต่ำมาก การใช้ในปริมาณน้อยสำหรับการปรุงอาหารทั่วไปจึงไม่เกินเกณฑ์ที่เป็นอันตราย กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ขิงก็เหมือนกับอาหารทุกชนิด หากรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะจะเป็นประโยชน์ แต่หากใช้ในทางที่ผิดก็จะส่งผลเสียได้3. ฟักทองแก่ที่เก็บไว้นานเกินไปฟักทองที่เก็บไว้นาน โดยเฉพาะชนิดที่แก่แล้ว มีปริมาณน้ำตาลสูงมาก เพื่อยืดอายุการเก็บรักษา เนื้อฟักทองอาจเกิดกระบวนการ หมักแบบไม่ใช้ออกซิเจน ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคุณภาพ การบริโภคฟักทองประเภทนี้จะเป็นผลเสียต่อสุขภาพ และเพิ่มภาระในการขับสารพิษของตับ4. มะเขือเทศที่ยังไม่สุกหลายคนชื่นชอบมะเขือเทศเพราะประโยชน์ที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม มะเขือเทศสีเขียวที่ยังไม่สุก มีสาร โซลานีน (Solanine) ซึ่งเป็นอัลคาลอยด์ที่มีพิษ เมื่อรับประทานเข้าไปอาจทำให้เกิดอาการ ปวดศีรษะ วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ และอาเจียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ป่วยตับอักเสบชนิดบี หรือผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาดผู้ที่มีตับอ่อนแอ ควรปรับพฤติกรรมอย่างไร?ตับเป็นอวัยวะหลักของระบบขับสารพิษ หากไม่ได้รับการดูแลอย่างดี ปัญหาสุขภาพมากมายจะตามมา การปรับพฤติกรรมและบำรุงตับจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงเช้าเป็นเวลาที่ดีที่สุดในการสนับสนุนการทำงานของตับดื่มน้ำอุ่นประมาณ 250 มิลลิลิตร หลังตื่นนอน: หลังจากการนอนหลับยาวนาน ร่างกายจะสูญเสียน้ำ แม้ไม่รู้สึกกระหายก็ควรดื่มน้ำอุ่นอุณหภูมิประมาณ 30 ∘ C เพื่อกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ ช่วยสนับสนุนการขับสารพิษผ่านตับและไต และลดความเสี่ยงท้องผูกหลังดื่มน้ำควรถ่ายอุจจาระ: งานวิจัยชี้ว่า หลังรับประทานอาหารไปแล้ว 12 ชั่วโมง อาหารจะถูกย่อยเป็นอุจจาระเพื่อขับถ่าย การดื่มน้ำตอนเช้าแล้วขับถ่ายทันที จึงถือเป็น ช่วงเวลาทองในการกำจัดสารพิษ หากอั้นไว้นาน สารพิษอาจถูกดูดซึมกลับเข้าไปในร่างกายและเพิ่มภาระให้กับตับได้phunumoi.net.vn


Posted

in

by

Tags: