ย้อนโศกนาฎกรรม ดาราสาววัย 26 ปี กตัญญูจนตัวตาย ป่วยโรคร้ายผิวหนังเน่าเฟะ

ย้อนโศกนาฎกรรม ดาราสาวชื่อดังวัย 26 ปี กตัญญูจนตัวตาย ป่วยโรคร้ายหลังย้ายเข้าบ้านใหม่ เลือกรักษาผิดวิธีจนผิวหนังเน่าเฟะย้อนโศกนาฎกรรม ดาราสาวชื่อดังวัย 26 ปี กตัญญูจนตัวตาย ป่วยโรคร้ายหลังย้ายเข้าบ้านใหม่ เลือกรักษาผิดวิธีจนผิวหนังเน่าเฟะเรื่องราวสุดสะเทือนใจของ "สวีถิง" (Xu Ting) นักแสดงสาวชาวจีนวัย 26 ปี กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครึ่งหลังเหตุการณ์ผ่านมา 10 ปี เธอคือหญิงสาวสู้ชีวิตจากครอบครัวที่ยากจนจนมีชื่อเสียงและสามารถซื้อบ้านในปักกิ่งให้ครอบครัวได้สำเร็จ แต่เธอกลับต้องเสียชีวิตลงหลังจากพาทุกคนย้ายเข้าบ้านใหม่ได้เพียง 180 วัน โดยก่อนจากไปเธอได้ทำสิ่งสุดท้ายเพื่อตัวเองคือการเซ็นยินยอมบริจาคอวัยวะเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นนักแสดงสาวสู้ชีวิตเพื่อความฝันย้อนกลับไปปี 2009 ที่มณฑลอันฮุย ครอบครัวธรรมดาครอบครัวหนึ่ง สวีถิงมีพี่สาว 2 คน และน้องสาวอีก 3 คน น้องคนเล็กสุดคือ “น้องชาย” ที่ครอบครัวเฝ้ารอมานาน เธอเป็นลูกคนที่ 3 แต่เพราะพี่สาวสองคนถูกส่งไปอยู่ที่อื่นตั้งแต่เด็ก เธอจึงกลายเป็น “ลูกสาวคนโตของบ้าน” โดยปริยายผลสอบเข้ามหาวิทยาลัยออกมา สวีถิงสอบติดสาขาการแสดงของ Sichuan Media College และยังได้อันดับ 1 ของมณฑลอันฮุยอีกด้วย แต่ปฏิกิริยาของครอบครัวกลับเย็นชาราว เพราะมองว่าสาขาการแสดงไม่มีอนาคต แต่เด็กสาวคนนี้ดื้อและไม่ยอมแพ้ เธอออกไปทำงานพาร์ตไทม์ช่วงปิดเทอม ทั้งเสิร์ฟอาหาร แจกใบปลิว จนรวบรวมค่าเทอมปีแรกได้เองปี 2011 เธอมีเงินติดตัว 300 หยวน แล้วขึ้นรถไฟไปปักกิ่ง เธอเช่าห้องใต้ดินในชานเมืองที่แทบไม่เห็นแสงแดด ค่าเช่าเดือนละ 300 พอดี หมดตัวตั้งแต่วันแรก จากนั้นคือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กินเป็นลัง ๆ จนแค่ได้กลิ่นก็แทบอาเจียนเธอไปหางานในกองถ่าย เริ่มจากบทตัวประกอบไม่มีบทพูด ได้วันละไม่กี่สิบหยวน หน้าหนาวต้องถ่ายฉากหน้าร้อน ใส่เสื้อบาง ๆ สั่นกลางลมหนาว หน้าร้อนต้องใส่ชุดย้อนยุคหนา ๆ เหงื่อท่วมจนผดขึ้นทั้งตัว ความลำบากเหล่านี้ เธอแทบไม่เคยพูดถึง เพราะคิดว่า “อดทนไป เดี๋ยวก็ผ่าน”จุดเปลี่ยนมาเร็วพอสมควร ปี 2012 เธอได้บทในซีรีส์ “老爸回家” รับบทเป็นเพื่อนสนิทของตัวละครที่หยางจื่อแสดง แม้บทไม่มาก แต่ชื่อ “สวีถิง” เริ่มปรากฏในเครดิตท้ายเรื่อง และเส้นทางนักแสดงของเธอก็เริ่มเปิดออก จากนั้นผลงานก็ตามมาเรื่อย ๆ ชื่อของเธอในรายชื่อนักแสดงก็ค่อย ๆ ขยับขึ้นสูงขึ้นตู้เอทีเอ็มของครอบครัวแม้เงินในบัญชีเริ่มมากขึ้น แต่ไม่เคยเหลืออยู่ได้นาน พอเงินเข้า โทรศัพท์จากบ้านก็ตามมา สวีถิงต้องใช้หนี้พ่อ ต้องดูแลค่าใช้จ่ายแม่ ต้องจ่ายค่าเทอมน้องสาว ต้องส่งเงินให้น้องชาย เธอกลายเป็นทั้ง “ศูนย์กลางของบ้าน” และ “ตู้ ATM” ไปพร้อมกันช่วงหนักที่สุด เธอถ่ายหลายเรื่องในเดือนเดียว กลางวันอยู่กองหนึ่ง กลางคืนวิ่งไปอีกกอง ทีมงานยังทึ่งกับความอึดของเธอ แต่เธอหยุดไม่ได้ เพราะถ้าหยุดเมื่อไร ข้อความทวงเงินจากบ้านจะมาเหมือนหิมะถล่มเธอพยายามอย่างยิ่งที่จะได้รับ “การยอมรับ” จากครอบครัว เธอซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ ซื้อเสื้อผ้า ส่งเงินให้บ้านเสมอ ใครขอเงิน เธอโอนให้ทันที กลัวให้ไม่เร็วพอ กลัวให้ไม่มากพอน้องชายเริ่มมีแฟน ค่าใช้จ่ายมากขึ้น น้องสาวจะแต่งงาน เธอออกเงินค่าสินสอดและของใช้ ครอบครัวอยากซื้อบ้านเธอก็เริ่มเก็บเงินทันทีตลอด 5 ปีในวงการ สวีถิงรับงานแสดงกว่า 60 เรื่อง เธอทำงานหนักทั้งวันคืนเพื่อหาเงินมาใช้หนี้ให้พ่อ จ่ายค่าเทอมให้มหาศาล และเป็นค่าใช้จ่ายให้คนทั้งบ้านรวม 8 ชีวิต เธอเปรียบเสมือนเครื่องผลิตเงินของครอบครัวที่ห้ามหยุดพัก จนกระทั่งปลายปี 2015 เธอทุ่มเงินเก็บทั้งหมดซื้อบ้านในปักกิ่งและตกแต่งอย่างดีเพื่อให้ทุกคนได้อยู่อย่างสบายโศกนาฏกรรมจากโรคร้ายหลังจากย้ายเข้าบ้านใหม่ได้ไม่นาน สวีถิงเริ่มมีอาการป่วยรุนแรง ทั้งผื่นคัน ไข้สูง และต่อมน้ำเหลืองโต จนตรวจพบว่าเป็น"มะเร็งต่อมน้ำเหลือง" ชนิดรุนแรง แพทย์ระบุว่าสาเหตุหนึ่งอาจมาจากค่าสารฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) หรือสารก่อมะเร็งจากเฟอร์นิเจอร์ใหม่ที่สูงเกินมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม เธอกลับไม่ได้เลือกวิธีเคมีบำบัดตามที่แพทย์แนะนำ เนื่องจากกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วและผลข้างเคียงสวีถิงบอกผ่าน Weibo ให้เหตุผลว่าเคยเห็นเพื่อนต้องทรมานจากผลข้างเคียงของการรักษา และกังวลเรื่องภาระค่าใช้จ่ายที่สูงมาก "ฉันไม่อยากให้คีโมมาทรมานฉันจนจำสภาพตัวเองไม่ได้ และไม่อยากสูญเสียทั้งเงินและตัวตนไปกับการรักษา"ครอบครัวเลือกให้เธอรักษาด้วยวิธีความเชื่อและการแพทย์แผนโบราณที่ผิดวิธี เช่น การครอบแก้วจนผิวหนังพุพอง การเจาะเลือดระบายพิษ การฝังเข็ม การยืดหลัง และการขูดกัวซา (Gua Sha) รวมทั้งการกินมังสวิรัติอย่างเคร่งครัดจนร่างกายที่อ่อนแอจากมะเร็งอยู่แล้วกลับทรุดหนักและเกิดการติดเชื้อรุนแรงสวีถิงมักโพสต์ภาพการรักษาด้วยวิธีแพทย์แผนจีนให้แฟนคลับกว่า 3 แสนคนได้รับชม ท่ามกลางคำอวยพรให้หายป่วย มีชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาเตือนและขอให้เธอหันไปพึ่งพาการแพทย์สมัยใหม่"ฟังฉันนะ แพทย์แผนจีนรักษาชีวิตไม่ได้ในกรณีนี้ คุณต้องเชื่อหมอและหันไปใช้วิธีสมัยใหม่เพื่อรักษาชีวิตตัวเอง"ในที่สุดสวีถิงถูกส่งกลับโรงพยาบาลอีกครั้งในสภาพที่อวัยวะภายในล้มเหลวและผิวหนังเน่าเฟะจากการรักษาที่ผิดพลาด จนกระทั่งอาการทรุดหนักลงอย่างมาก เธอจึงตัดสินใจเข้ารับการทำคีโมในภายหลัง แต่นั่นก็สายเกินไป เธอเสียชีวิตลงอย่างสงบเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2016คำขอสุดท้าย การตัดสินใจเพื่อตัวเองครั้งแรกและครั้งเดียวในวาระสุดท้ายของชีวิต สวีถิงตัดสินใจเซ็นชื่อบริจาคอวัยวะ แม้ครอบครัวจะคัดค้านแต่เธอก็ยืนหยัดเพื่อทำตามเจตนารมณ์ เธอกล่าวว่านี่คือสิ่งเดียวในชีวิตที่เธอทำเพื่อตัวเองและยังได้ช่วยคนอื่น สวีถิงเสียชีวิตลงในวันที่ 7 กันยายน 2016 ทิ้งไว้เพียงคำถามถึงขอบเขตของความกตัญญูและการถูกเอารัดเอาเปรียบภายใต้คำว่าครอบครัวหลังการเสียชีวิต แฮชแท็กเกี่ยวกับการเสียชีวิตของสวีถิงและการแพทย์แผนจีนกลายเป็นเทรนด์อันดับหนึ่ง บางส่วนมองว่าไม่ควรโทษแพทย์แผนจีนฝ่ายเดียวเพราะผู้ป่วยคีโมที่เสียชีวิตก็มีมาก ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่มองว่าควรใช้ทั้งสองศาสตร์ควบคู่กัน โดยให้การแพทย์สมัยใหม่กำจัดเนื้องอกและใช้แพทย์แผนจีนช่วยฟื้นฟูร่างกายและลดผลข้างเคียง


Posted

in

by

Tags: