ดรามา ‘สอบเตรียมฯ’

สังคมยุค “ข่าวสารออนไลน์” เนี่ย….“อ่านปุ๊บ-เชื่อปั๊บ” จะออกลูกมาเป็นลิง!เพราะแต่ละข่าวมุ่ง “ดรามา” มากกว่าค้นหาเหตุผลบนฐานข้อเท็จจริง และคนส่วนมากก็ชอบซะด้วยอย่างตอนนี้ เรื่องน้ำมันมาคู่กับสงคราม “อิหร่าน-สหรัฐฯ”บรรดาโทรทัศน์ช่องต่างๆ ออกข่าวดรามากันยกใหญ่…ไหนรัฐบาลบอกว่าน้ำมันไม่ขาดแคลนไงล่ะ ที่แม่ฮ่องสอน ที่แม่สาย เชียงราย น้ำมันแห้งทุกปั๊มก็มันจะไม่แห้งได้ไงไหว ก็พ่อเล่นแห่มาเติมพร้อมๆ กันยาวเหยียดเป็นกิโล นั่นก็ยังพอว่าแต่นี่…เติมรถแล้ว ยังขนถังแกลลอน ถัง ๒๐๐ ลิตร ใส่ท้ายรถกระบะมาเติมกันด้วยแบบนี้ ต้องไปเติมตามบ่อน้ำมันตะวันออกกลางโน่น ถึงจะไม่แห้งและอีกอย่าง “น้ำมันหมดปั๊ม” ไม่ได้หมายความว่าน้ำมันขาดแคลน เพียงแต่รถขนส่งน้ำมันจากคลังมาเติมใส่ปั๊ม “มาไม่ทันใจ” พระเดช-พระคุณเท่านั้นเพราะระยะทางมันไกล อีกอย่าง ทุกคนก็รู้ เส้นทางไปแม่ฮ่องสอนนั้น ขืนซิ่ง ก็กลิ้งลงตรงโค้งใด-โค้งหนึ่งก่อนถึงแน่!การรายงานข่าว แทนที่จะเสนอในทางละลายความแตกตื่นเพื่อไม่ให้คนแห่ไปเติมแบบกักตุนแต่นี่ กลับตีข่าวแบบดรามา ทำนองรัฐบาลมีปัญหาเรื่องน้ำมัน คนก็ยิ่งแตกตื่น แห่ไปเติมและกักตุนกันยกใหญ่อีกหน่อย คงยกตุ่มน้ำใส่ท้ายรถบรรทุกไปเติมเป็นแน่!นอกจากดรามาน้ำมันแล้ว….วานซืน มีดรามาสอบเข้า “โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา” ที่ “อิมแพ็ค เมืองทองธานี” เรียกว่าดรามากันจนโซเชียลกระจาย“โรงเรียนเตรียมฯ”…..กลายเป็น “โรงเรียนเพชฌฆาตเด็ก” ไปทันทีด้วยข่าวดรามา!คือหยิบเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นมาเสนอ โดยไม่นำข้อเท็จจริงมาบอกว่า ที่เป็นเช่นนั้น เพราะเหตุใด?อย่างเช่น เสนอข่าวกันว่า…..“เจ้าหน้าที่คุมสอบมีคำสั่ง "ห้ามนำเงินสดติดตัวเข้าห้องสอบ" โดยอ้างว่าเป็นระเบียบเพื่อป้องกันการทุจริตส่งผลให้นักเรียนจำนวนมากที่ไม่ได้ฝากของไว้กับผู้ปกครอง หรือเดินทางมาสอบเพียงลำพัง ตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะไม่รู้จะเอาเงินไปไว้ที่ไหนในเวลาที่กระชั้นชิดประเด็นที่บีบหัวใจที่สุด คือ…..มีผู้ใช้เฟซบุ๊กออกมาเปิดภาพ และข้อความว่า บางคนถึงขั้นต้อง "ทิ้งลงถังขยะ" หน้าห้องสอบ เพราะไม่มีที่ฝากและเจ้าหน้าที่ไม่ผ่อนปรนให้พกติดตัวแม้แต่บาทเดียวกลายเป็นคำถามตัวโตจากสังคมว่า "เงินไม่ใช่กระดาษโพย” และการทำแบบนี้ ไม่เพียงแต่ลดขวัญและกำลังใจของนักเรียนก่อนเข้าห้องสอบแต่ยังสร้างความเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะหลายคนไม่มีโทรศัพท์มือถือติดตัวและไม่รู้จะเอาเงินที่ไหนซื้อข้าวกินหรือนั่งรถกลับบ้านหลังสอบเสร็จ……”และเช่นนี่…."น.ส.เจน" หนึ่งในผู้เข้าสอบ ออกมาขอความเมตตาหลังเธอต้องตัดสินใจถอดสร้อยเงินพร้อมพระหลวงปู่ทวดเลี่ยมเงินซึ่งเป็นของสำคัญประจำตระกูลที่รับมอบมาจากคุณตาฝากไว้กับ "คุณป้า" ผู้ปกครองท่านหนึ่งที่ไม่รู้จักกันมาก่อนเนื่องจากถูกทักว่าห้ามใส่สร้อยพระเข้าสนามสอบเพราะมีเครื่องสแกนโลหะด้วยความลนลานกลัวจะเข้าสอบไม่ทันหากต้องวิ่งไปฝากที่จุดรับฝากของไกลถึงฮอลล์ 5 เธอจึงให้เบอร์โทรศัพท์ไว้และฝากพระไว้ด้วยความเชื่อใจแต่หลังสอบเสร็จคุณป้าท่านนั้นกลับไม่ติดต่อกลับมา ทำให้เธอเสียใจอย่างหนักที่รักษาของดูต่างหน้าคุณตาไว้ไม่ได้นอกจากเรื่องของหาย ยังเกิดภาพที่น่าตกใจ เมื่อบริเวณหน้าสนามสอบมีซองพลาสติกและธนบัตรใบละ 20 และ 100 บาท ถูกทิ้งไว้ที่พื้นจำนวนมากเนื่องจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับระเบียบการสอบ แม้ทางโรงเรียนจะระบุว่าไม่ได้ห้ามนำเงินเข้า แต่ห้ามนำกระเป๋าสตางค์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เข้าทำให้เด็กๆ หลายคนที่เดินทางมาคนเดียวและเกรงว่าจะเสียเวลาไปจุดรับฝากของ ตัดสินใจ "ทิ้งเงิน" ไว้ที่หน้าอาคารสอบจนกลายเป็นไวรัลดรามาว่า"ทำไมต้องห้ามเด็กพกเงิน" ซึ่งส่งผลกระทบต่อสมาธิและทำให้เด็กบางคนถึงกับเคว้งเพราะไม่มีเงินซื้อข้าวกินหรือนั่งรถกลับบ้าน…”เนี่ย…“โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา” กลายเป็นผู้ร้ายไปเลย กรณีนี้ ถ้าผู้เสนอข่าวไม่เจตนาให้เป็นข่าวดรามาก็ควรสอบถามข้อเท็จจริงกับทางโรงเรียน แล้วนำมารายงานเป็นข่าวไว้ด้วยนี่ไม่…เอาเฉพาะ “ภาพและเรื่อง” มาเป็นข่าวดรามาเท่านั้น เพราะมัน “ขายได้”ผมไม่เคยสอบแข่งขัน แต่พอรู้ด้วยสามัญสำนึกได้ว่า ในทุกสนามแข่งขัน ต้องมี “กฎ-กติกา” แจ้งให้ผู้เข้าสอบได้ทราบก่อนแน่ไม่ใช่มาห้ามอะไรปุบปับแบบนั้น เมื่อลองค้นข่าวดู ก็พบที่“ดร.บุณยพงศ์ โพธิวัฒน์ธนัต” ผอ.โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ให้ข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ไว้ว่า…..“โรงเรียนได้แจ้งแนวปฏิบัติไว้แล้ว ๑ เดือน ว่าสิ่งที่ไม่อนุญาตให้นำเข้าห้องสอบ เช่นสมาร์ตโฟน ไม้บรรทัด ไม้โปร วงเวียน น้ำยาลบคำผิด กล่องดินสอ ซองใส่ถุงซิป กุญแจรถ กุญแจที่พัก หูฟัง กระเป๋าอาหาร และเครื่องดื่ม เครื่องประดับทุกชนิดซึ่งส่วนใหญ่ผู้ปกครองและนักเรียนได้รับทราบแนวปฏิบัติดังกล่าว“เข้าใจได้ว่าอาจเป็นเด็กบางส่วนที่เดินทางเข้ามาสนามสอบล่าช้า จึงไม่ได้ทันเตรียมตัว จึงวางของมีค่าตามกฎต้องห้ามไว้หน้าสนามสอบซึ่งนักเรียนผู้เข้าสอบที่วางทรัพย์สินมีค่าไว้นั้น เป็นจุดกั้นเฉพาะผู้เข้าสอบเท่านั้น ไม่มีใครเข้าไปได้ เนื่องจากมีเส้นล้อมกำหนดขอบเขตเอาไว้”“ทั้งนี้ การบริหารจัดการการเข้าสอบ ม.๔ ของโรงเรียน มีจุดบริการรับฝากของของนักเรียนไว้อยู่แล้ว“ผู้ที่เข้าห้องสอบจะต้องไม่นำทรัพย์สินมีค่าเข้าห้องสอบ”เพราะถ้าเราไม่สามารถควบคุมได้ มันจะกลายเป็นเรื่องอื่นมากกว่า อย่างไรก็ตาม……“การกำหนดแนวปฏิบัติระเบียบการเข้าสอบ เราทำมาทุกปี ไม่ใช่ปีนี้เป็นปีแรก ซึ่งที่ผ่านมา ก็ไม่ได้พบปัญหาดังกล่าว และผู้ปกครองนักเรียนส่วนใหญ่เข้าใจกติกาเป็นอย่างดี”เห็นมั้ย….ทางโรงเรียนเขามีกฎระเบียบและแจ้งให้ผู้เข้าสอบทราบก่อนแล้ว ๑ เดือนคิดในมุมกลับ มีผู้เข้าสอบกว่าหมื่นคน แต่มีคนที่ต้องทิ้งเงิน-ทิ้งของเพราะ “ผิดกฎระเบียบ” แค่สิบ-แค่ร้อยคน แสดงถึงอะไร?แสดงถึง อ่านไม่เข้าใจกฎระเบียบ หรือเข้าใจ แต่ไม่เคารพ-จริงจัง ในเรื่องกฎระเบียบจนเคยตัว อย่างนั้นหรือเปล่า?เมื่อเจอบุคลากรสถานศึกษาเขาเข้มงวด-จริงจัง จึงต้องเลือกเอา จะเคารพกฎระเบียบ เพื่อเข้าสอบ?หรือคิดว่า ชั้นมีสิทธิเสรีภาพจะทำยังไงก็ได้ อย่างนั้นก็ไม่ต้องเข้าสอบ!ก็มีอดีตนักเรียนเตรียมฯ ที่มีประสบการณ์ในสนามสอบมาก่อน โพสต์เรื่องนี้ไว้ จะนำมาให้อ่านอย่างคุณ “วิเคราะห์บอลจริงจัง” ท่านโพสต์ยาวมาก ขอตัดเฉพาะประเด็นที่เป็นดรามาก็แล้วกัน“วิเคราะห์บอลจริงจัง”“……….ขอปิดท้ายเรื่องของการสอบเข้าเตรียมอุดมศึกษาปี 2569 ที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ เมื่อวันก่อนนิดเดียวครับดรามานักเรียนจำนวนหนึ่งต้องทิ้งเงิน ทิ้งของมีค่าต่างๆ เอาไว้หน้าห้องสอบ กลายเป็น Talk of the Town เลยทีเดียวบางคนตำหนินักเรียน บางคนตำหนิโรงเรียน ก็ลางเนื้อลางยาเนอะ แต่สำหรับตัวผมคิดแบบนี้ครับผมว่า ในประเทศไทย มีชอยส์โรงเรียน ม.ปลายให้คุณเลือกได้มากมาย ทั้งรัฐและเอกชน ซึ่งคุณภาพก็ลดหลั่นกันไปแต่ถ้าคุณเลือกจะมาสอบที่เตรียมอุดมศึกษาแล้ว ก็ต้องเข้าใจในกฎกติกาของโรงเรียนตั้งแต่แรกครับการที่จะเป็นกลุ่ม "สอบติด" พันนิดๆ จากจำนวนคนสอบ 13,895 คนได้นั้น แค่เก่งวิชาการอย่างเดียวไม่พอแต่คุณต้อง “เตรียมตัวให้พร้อม” ตั้งแต่แรกเลยขั้นแรกสุดคือ “คุณต้องอ่านกติกาของการสอบก่อน”ทางโรงเรียนแจ้งล่วงหน้ามาเป็นเดือน ว่าห้ามเอาของทุกอย่างไปในห้องสอบ กระเป๋าเงิน, กุญแจ, แท็บเล็ต, พระเครื่อง, หูฟัง, สมาร์ทวอทช์, ธนบัตร ฯลฯเอาไปได้แค่- ดินสอ 2B สำหรับฝนคำตอบ- ยางลบ- ปากกาน้ำเงินสำหรับเขียนชื่อ- กบเหลาดินสอ- เสื้อกันหนาว- นาฬิกาแบบมีเข็ม เพื่อใช้ดูเวลาในยุคปัจจุบัน มีการพยายามจะทุจริตหลายรูปแบบ ตั้งแต่แบบโลว์เทค อย่าง แอบเขียนสูตรคำนวณในธนบัตร หรือจะลึกล้ำกว่านั้น เช่น ดัดแปลงหูฟังดังนั้น ทางโรงเรียนจึงตัดปัญหาทุกอย่างไป เอาแค่ดินสอ ยางลบ ที่จำเป็นต่อการสอบพอ ไม่ต้องถกเถียง ไม่ต้องซับซ้อน ไม่ต้องตีความเมื่อโรงเรียนออกกฎแบบนี้ วิธีจัดการกับทรัพย์สินของเด็กนักเรียนที่มาสอบ ก็มี 2 ข้อ1- ถ้ามากับผู้ปกครอง หรือ ญาติ ก็เอาของทั้งหมดฝากไว้ แล้วเข้าไปสอบ2- ถ้าต้องมาคนเดียว โรงเรียนมีจุดฝากของเอาไว้ที่ชาเลนเจอร์ 5 โดยเปิดให้ฝากตั้งแต่เวลา 5.30 น. (ก่อนสอบ 3 ชั่วโมง)ดังนั้น เด็กที่จะมาสอบ ต้องแพลนตรงนี้ ตั้งแต่แรก ว่าคุณต้องทำอย่างไร มีพ่อแม่มาด้วยไหม?ถ้าไม่มี คุณควรจะมาถึงสนามสอบเร็วๆ เลยไหม เพื่อมาฝากของก่อน?การสอบเข้าหนึ่งในโรงเรียนที่ดีที่สุดในประเทศ มันวัดกันตั้งแต่จุดนี้แล้วครับ ว่าคุณจะ Manage อย่างไร ถ้าเรื่องแค่นี้ยังบริหารไม่ได้ เข้าเรียนไป ก็ลำบากอยู่ดี“เตรียมอุดมศึกษา” เขาเลือกได้ครับ ว่าอยากได้นักเรียนแบบไหนมาสู่โรงเรียนของเขา ซึ่งคนที่มีพร้อมทั้ง EQ และ IQ ก็จะเป็นผู้ชนะในเกมนี้สำหรับในปีนี้ เด็กจำนวนมาก ก็สามารถฝากของได้ และเข้าไปสอบได้ตามปกติแต่มีเด็กจำนวนหนึ่ง ที่ฝากของไม่ทัน แล้วไม่มีทางเลือก ต้องโยนเงิน โยนทรัพย์สินทิ้งไป บางคนฝากคนไม่รู้จักแบบงงๆ ขอแค่เข้าไปสอบให้ได้ก่อนทีนี้ แทนที่จะมีสมาธิเรื่องสอบ ก็ต้องมาเครียดว่าของจะหายหรือเปล่าอีกเข้าใจได้นะครับ ว่านักเรียนอายุ 14-15 ปี บางคนคิดไม่ออก ก็เลยต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้ากันไปก่อนแต่ถ้ามีการวางแผนตั้งแต่แรก ลองดูตัวอย่างของปีก่อนๆ ว่าปริมาณคนมันเยอะขนาดไหน แล้วเขาทำกันอย่างไร ก็อาจจัดการได้ดีกว่านี้ครับมุมนี้ เราก็ต้องเห็นใจทางโรงเรียน คือเขาไม่ได้ร้องขอให้เด็กมาสอบแต่แรก ดังนั้น เมื่อตัวเด็กคิดจะมา คิดจะลงแข่งแล้ว ก็ต้องเข้าใจ Rules และ Regulations ให้ละเอียดเลยครับไม่ปฏิเสธครับ ที่เด็กๆ ที่เกิดในครอบครัวที่พร้อมกว่า ก็ย่อมได้เปรียบกว่า พวกเขามีคุณพ่อคุณแม่ คอยช่วยวางแผนให้ ช่วยฝากของ ช่วยไปส่งแต่ถ้าเรารู้ว่าต้นทุนของเราเป็นรอง ก็จำเป็นต้องวางแผนให้รอบคอบขึ้นกว่านี้อีกเพราะโลกไม่ได้หมุนรอบตัวเราเอง ดังนั้น จะไปโวยวายใส่ฝ่ายจัดทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้หรอกครับแต่แน่นอน มีบางอย่างที่โรงเรียนจะกลับไปทบทวนได้ ในปีนี้คนสมัครสอบ 13,895 คน ปีต่อมาก็จะยิ่งเยอะขึ้นเรื่อยๆดังนั้น ถ้าไม่อยากให้มีดรามาแบบปีนี้อีก อาจจะมีการบริหารบางจุดให้ดีขึ้นครับเช่น จุดฝากของเปิดเร็วขึ้นอีกไหม 4.30 ไปเลย หรือเพิ่มหลายจุดมากกว่านี้อีก ไม่ใช่แค่ชาเลนเจอร์ 5 ที่เดียวรวมถึงเรื่องการจัดการปัญหา ผู้ปกครองมายืนออกันจนบล็อกทางเดินของเด็กควรมีการกำหนดจุดอย่างชัดเจนกว่านี้ไหม ว่าส่วนไหนผู้ปกครองเข้าไม่ได้เพื่อจะได้ไม่บล็อกเส้นทางการเดินของผู้สอบ ทำให้ทิศทางมัน Flow กว่านี้เข้าใจว่าโรงเรียนก็มองว่าตัวเองเป็นแค่สถาบันการศึกษาที่เปิดสอบเฉยๆ แต่ในเมื่อมีคนจำนวน 13K มาร่วมอีเวนต์ของคุณ มันก็ย่อมดีกว่า ถ้ามีการออร์แกไนซ์ให้ดี และเรียบร้อยค่าสมัครสอบ 500 บาท เท่ากับว่าในปีนี้ โรงเรียนได้รับค่าสมัครไป 6.9 ล้านบาทผมเชื่อว่าเอาไปจ่ายเงินค่าเช่าฮอลล์ และค่าอาสาสมัครต่างๆ ก็ยังเหลืออยู่บ้าง อาจจัดสรรมาสักก้อนเพื่อทำแผนเส้นทางการเดินให้สมูธกว่านี้ จ้างมืออาชีพมาช่วยจัดการให้ทุกอย่างง่ายกว่านี้เพราะถ้ามีดรามาน้อยลง ท้ายที่สุดแล้ว ก็จะเป็นผลบวกต่อโรงเรียนเองด้วยครับ และมันจะแสดงให้เห็นว่าโรงเรียนเองก็คิดจะพัฒนามาตรฐานการสอบให้ดีขึ้นในทุกๆ ปีด้วย…………………………ครับ…มีความเห็นอีกหลายท่าน แต่แค่นี้ก็ล้นแล้วขอย้ำส่งท้าย….“ถ้าไม่ฝึกให้คนในชาติเคร่งครัดใน “ระเบียบ-วินัย” ชาติไทยไปไม่ถึงฝั่งหรอกครับ!-เปลว สีเงิน๙ มีนาคม ๒๕๖๙คนปลายซอย


Posted

in

by

Tags: