ศุภจี ‘ทำไมตีไม่ยุบ?’

วัดเป็น “ที่พึ่งสุดท้าย” ได้เสมออธิบดีกรมฝนหลวงฯ “นายราเชน ศิลปะรายะ” ท่านก็ตัดสินใจ “หันหลัง” ให้กระทรวงเกษตรฯแล้ว “หันหน้า” เข้าวัดขอลาบวชที่ “วัดป่าบ้านตาด” อุดรธานี วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ถึงวันที่ ๒๓ มิถุนายน เพื่อฝึกสมาธิ-ปฏิบัติธรรมก็ทำให้ผมนึกถึง “นายทักษิณ ชินวัตร” ด้วยจิตปรารถนาดีว่า ๑๑ พฤษภา.นี้ ก็จะได้รับการ “พักโทษ”หลังจาก “ทุกข์ซ้ำ-กรรมซัด-วิบัติเป็น” ต้องถูกจองจำอยู่ในคุกมาเป็นเวลา ๗ เดือน๑๑ พฤษภา. “ชีวิตใหม่-คนใหม่” ต่อแต่นี้ ถ้าจิตดี ก็จะมีแต่สิ่งดีใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตและครอบครัวคนอายุ ๗๔-๗๕ ปี สมัยนี้ ถ้าจะบอกว่าแก่ นั่นหมายถึง “แก่ประสบการณ์” ชีวิตผ่านผิด-ผ่านถูกมาโชกโชน จนสรุปรู้ได้แล้วว่านรกไปทางไหนสวรรค์ไปทางไหน?เมื่อ “ชีวิตใหม่” คืนมา คุณทักษิณ “บวชเป็นพระ” ถือศีล-ปฏิบัติธรรมซักพรรษา ก็น่าจะดีนะ…ผมว่าแล้วค่อย “ลาสิกขา” ออกมาใช้ประสบการณ์ชีวิตตอบแทนคุณแผ่นดิน ส่วนจะเป็นทางด้านไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจท่านขอเพียงสิ่งนั้น เป็นไปเพื่อยังประโยชน์ให้เกิดกับสังคมชาติก่อนประโยชน์ตนและพวกพ้อง ก็เป็นอันใช้ได้พระบรมศาสดาเจ้า ทรงจำแนก “บุคคล ๔ จำพวก” ไว้ดังนี้“ตะโม ตะมะปรายะโน” บุคคลมืดมาแล้ว มืดไปภายหน้า“ตะโม โชติปะรายะโน” บุคคลมืดมาแล้ว สว่างไปภายหน้า“โชติ ตะมะปรายะโน” บุคคลสว่างมาแล้ว มืดไปภายหน้า“โชติ โชติปะรายะโน” บุคคลสว่างมาแล้ว สว่างไปภายหน้าคุณทักษิณ….เมื่อพ้นโทษ “ต้องการเป็นบุคคลจำพวกไหน” ใน ๔ จำพวกนั้น“ท่านมีสิทธิ์เลือกได้” ครับด้วยความรักและปรารถนาดีจากผม!ช่วงนี้ หยุดยาว “๓-๔ วัน” ติดต่อกัน เมื่อวาน-วันแรงงาน แล้วก็เสาร์-อาทิตย์ ส่วน ๔ พฤษภา.เป็นวัน “ฉัตรมงคล”คือวันประกอบ “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก”“พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว” เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ “รัชกาล ที่ ๑๐” โดยสมบูรณ์ตามโบราณราชประเพณี เมื่อ ๔ พฤษภาคม ๒๕๖๒ขณะนี้ ระหว่าง ๒๙ เมษายน – ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๙“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และ “สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี” เสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรสวีเดน อย่างเป็นทางการตามคำทูลเชิญของ “สมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ลที่ ๑๖ กุสตาฟ” แห่งสวีเดนเพื่อทรงร่วมงาน “พระราชพิธีเฉลิมฉลองการพระชนมพรรษา ๘๐ พรรษา” ณ กรุงสตอกโฮล์มและ “เสด็จนิวัตพระนคร” วันนี้หลังวันฉัตรมงคล ระหว่าง ๗-๙ พฤษภา.๖๙ นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล จะประเดิมตำแหน่งนายกฯ ด้วยงานในต่างประเทศเป็นครั้งแรกคือไปประชุม “สุดยอดอาเซียน” ครั้งที่ ๔๘ ณ เมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ที่จริง ก็เป็นงานรูทีน ไม่จำเป็นต้องนำมาบอกก็ได้ แต่มันมีประเด็นที่ต้องบอก คืองานนี้ นายกฯ อนุทิน กับ นายกฯ ฮุน มาเนตจะได้เผชิญหน้ากัน!แต่จะได้เจรจาต้าอ่วยกันหรือไม่ นี่ละประเด็นที่ต้องตามดูพูดถึงนายกฯ อนุทิน เป็น “จอมแซว” น่าดูเหมือนกันเมื่อวาน (๑ พ.ค.๖๙) “ซูเปอร์จี” รัฐมนตรีพาณิชย์ ไปเป็นแม่ค้าขายของถูกที่ “ตลาดบางใหญ่ซิตี้”นายกฯ อนุทินเจอหน้าก็แซว “พาไปไลฟ์สดขายทุเรียนหน่อยซี”!ต้องยอมรับว่า ช่วงนี้รัฐมนตรีศุภจีเหมือน “ต้นกัลปพฤกษ์” ที่มีแต่คนรุมสอย กระทั่ง สส.ร่วมพรรครัฐบาล ก็ยังสอยกลางสภานักข่าวถามนายกฯ เชิงเปรยว่า “ช่วงนี้ท่านรัฐมนตรีศุภจีโดนวิพากษ์-วิจารณ์หนักหน่อยนะ”นายกฯ ก็ตอบตามสไตล์ว่า….“พี่แต๋มเหรอโดนหนัก มีแต่คนที่โดนพี่แต๋มแหละโดนหนัก เห็นแกเงียบๆ แต่เวลาที่แกออกมาโต้ หงายท้องขาชี้ฟ้ากันหมด”ผมว่ายังดีนะ เจอโต้ แค่หงายท้องขาชี้ฟ้าแต่ถ้า “เจอตบ” ด้วยเปลือกหนามทุเรียนละก็ หน้าได้แหกกันมั่งหรอก!มันเป็นวิสัยของมนุษย์ครับ ผมไม่เคยเห็นใคร “อิจฉาขอทาน” แต่พอเห็นข่าว “อันดับมหาเศรษฐี” ก็รุมกันอ่าน แล้วรุมกันอิจฉา!คนการเมืองก็ทำนองนั้น รัฐมนตรี มีตั้ง ๓๔-๓๕ คนแต่เห็นรุมด่า รุมตำหนิ รุมไล่ กันแต่รัฐมนตรีศุภจีอยู่คนเดียวนั่นเพราะอะไร?เพราะรัฐมนตรีศุภจีไม่ใช่ “ขอทาน” ไง!ก็ต้องขอชมว่า ไม่เสียแรงที่ท่านรัฐมนตรีศุภจีเป็นผู้ปฏิบัติธรรม ด้วยจิตที่ฝึกดีแล้วนั้นท่านจึงไม่โลดไปเมื่อมีเสียงชื่นชม และไม่หวั่นไหวจน “จิตตก” เมื่อมีเสียงนินทา-ว่าร้าย จากคนมีใจอิจฉา-ริษยาชื่นชม ก็แค่เสียงชมเข้าหูแช่งชัก-ชิงชัง ก็แค่เสียงเข้าหูใจไม่นำมาปรุงแต่ง “เป็นชอบ-เป็นชัง” ให้รู้เพียงว่า “สิ่งที่เรากำลังทำนั้นเพื่ออะไร” แล้วก็ทำมันไปตามหน้าที่ ไม่มีคำว่า “ท้อ”ผมดูการรับรู้ต่อสิ่งเร้าของรัฐมนตรีศุภจีแล้ว ท่านจะเป็นลักษณะนี้ดังนั้น คนที่รุมด่าว่าท่าน จะด้วยโมหะจิต จะด้วยจงใจ จะด้วยอิจฉา จะด้วยเพราะไม่ต้องการให้ดีเกินหน้าทั้งหลายทั้งปวงนั้น….เหมือนคนที่ปาลูกฟุตบอลเข้าผนังกำแพง ด้วยต้องการเห็นการกระเด้ง-กระดอนกลับมา เพื่อจะปากลับไปใหม่แต่ปรากฏว่า ฟุตบอลที่ปาใส่ ไม่กระเด้งกลับมาให้สะใจเลยแม้แต่ลูกเดียว!?เพราะ “ใจ” รัฐมนตรีศุภจี ไม่เป็น “กำแพง” ให้นั่นเอง!มันง่ายๆ แต่ยากสำหรับ “คนบางประเภท” เท่านั้นนี่ผมก็คุยเรื่อยไปงั้น เพราะเห็นหยุดหลายวัน คงไม่มีใครอยู่อ่านหรือฟังกันซักเท่าไหร่ ก็เลยคุยอย่างที่ใจอยากจะคุยเรียกว่าคุยแบบ “สนองตัณหาตัวเอง” ว่างั้นเถอะ!ไหนๆ ก็คุยเรื่องรัฐมนตรีศุภจีมายืดยาว เห็นท่านโพสต์เฟซฯ เมื่อวาน ก็ขอถือโอกาสนำมาให้อ่านกันซะเลย……………………………..ศุภจี สุธรรมพันธุ์ – Suphajee Suthumpunในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ได้รับความเห็น ข้อเสนอแนะ รวมถึงข้อติติงเรื่องการดูแลพืชผลทางการเกษตรโดยเฉพาะ “ทุเรียน”วันนี้ขอถือโอกาสพูดถึงความตั้งใจในสิ่งที่เรากำลังทำ โดยมีเป้าหมายหลัก เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องเกษตรกรชาวสวนทุเรียนทุกท่านนะคะขอเริ่มจากสัญญาณที่เราเห็นล่วงหน้าว่าในปีนี้ พี่น้องชาวสวนทุเรียนจะต้องเผชิญกับปัจจัยที่เป็นตัวกดราคา 3 เรื่องด้วยกัน นั่นคือ1.ผลผลิตทุเรียนสูงขึ้นจากปีก่อนถึง 33%2.ประเทศไทยเผชิญสภาวะอากาศร้อนและแล้งจัด ทุเรียนลูกเล็กหรือตกเกรดจะมีจำนวนมากขึ้น3.ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ที่จะส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันราคาทุเรียนส่งออกหากเราไม่ลงมือทำอะไรเลยเมื่อถึงช่วงเวลาที่ผลผลิตออกมาจำนวนมาก พี่น้องเกษตรกรชาวสวนทุเรียนก็จะถูกกดราคารับซื้อถ้ารอให้ถึงจุดนั้น ทุกอย่างก็จะสายเกินแก้ ซึ่งปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นทุกปี เป็นสภาวะเดิมๆ ที่เกิดซ้ำๆกระทรวงพาณิชย์ถึงตัดสินใจทำการตลาดในรูปแบบที่เป็นเชิงรุก ไม่ว่าจะเป็นการปลุกกระแสการบริโภคทุเรียนโดยเฉพาะทุเรียนไซซ์เล็กที่เนื้อทุเรียนอร่อย มีคุณภาพ และราคาย่อมเยากว่าเราสนับสนุนการสร้างช่องทางการตลาดเพิ่มเติมผ่าน Live Commerce โดยซื้อทุเรียนทุกไซซ์โดยตรงจากชาวสวนทำให้ชาวสวนมีช่องทางขายเพิ่มขึ้น ไม่เน้นพึ่งพาคนกลางอย่างเดียว และให้ความรู้ความเข้าใจเพื่อสร้างความเข้าใจใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคว่าทุเรียนที่ดี ดูที่เนื้อทุเรียน ไม่ใช่ดูที่ไซซ์อย่างเดียวเพราะทุเรียนถึงแม้ลูกเล็ก แต่ถ้าออกมาจากสวนที่ดี มีการคัดคุณภาพ เนื้อทุเรียนก็อร่อยไม่แพ้ทุเรียนส่งออกค่ะนอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเร่งขับเคลื่อนมาตรการอื่นๆ ได้แก่ การแปรรูปเพื่อการเพิ่มมูลค่าผ่านห้องเย็นการวางระบบน้ำ ควบคู่กับการผลักดันขยายช่องทางการตลาดในต่างประเทศ รุกตลาดส่งออก ทั้งตลาดเดิมคือ จีนฝั่งตะวันออก และตลาดใหม่ คือ จีนฝั่งตะวันตก รวมถึงตลาดที่มีศักยภาพ เช่น เกาหลีใต้ อินเดีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เรายังได้ส่งทีมงานไปดูแลให้การขนส่งและกระจายสินค้าผ่านด่านชายแดนเวียดนามตอนเหนือไปยังจีนตอนใต้เป็นไปได้อย่างคล่องตัวรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วยสิ่งที่เรากำลังทำ เป็นการสร้างกลไกตลาดใหม่ เพื่อพี่น้องเกษตรกรชาวสวนทุเรียนเป็นการกระตุ้นดีมานด์หรือความต้องการบริโภค โดยเฉพาะทุเรียนลูกเล็กที่ขอเรียกว่า “ทุเรียนซูเปอร์จิ๋ว” ให้มีราคา ให้มีช่องทางการตลาด อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเราอยากสร้างการเปลี่ยนแปลงซึ่งแน่นอนว่า หลายคนอาจจะยังไม่เข้าใจ หรือไม่แน่ใจ ระหว่างทาง จึงมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยคนที่ชื่นชมและคนที่ตำหนิอย่างรุนแรง ซึ่งน้อมรับฟังทั้งหมดจริงๆ ค่ะแต่ขอยืนยันว่า ถ้าวันนี้ไม่ทำอะไรเลย และปล่อยให้ทุกอย่างเดินไปในรูปแบบเดิม พอถึงวันที่ทุเรียนไซซ์ซูเปอร์จิ๋วของพี่น้องออกมาล้นตลาดแล้วค่อยปลุกกระแสวันนั้น นอกจากเสียงตำหนิจะมากขึ้น ความเสียหายที่จะเกิดกับพี่น้องเกษตรกรก็จะมากขึ้นจนเกินแก้ ซึ่งเป็นเรื่องที่เรายอมให้เกิดไม่ได้ค่ะเราทำนอกกรอบการตลาดแบบเดิมๆ เป็นการเตรียมความพร้อมก่อนที่จะมีผลผลิตล็อตใหญ่ออกมาในอีกไม่กี่อาทิตย์และพร้อมยอมรับคำตำหนิในวันนี้ เพื่อไม่ให้พี่น้องเกษตรกรต้องเจ็บตัวมากกว่าในวันข้างหน้าเราจะเดินหน้าสร้างทางเลือกเพื่อช่วยชาวสวนทุเรียน และรวมถึงทุเรียนลูกเล็ก “ซูเปอร์จิ๋ว” ที่มีคุณภาพดีให้คนไทยได้บริโภคในราคาที่เหมาะสมจะสร้างความต้องการบริโภคหรือดีมานด์ ให้มากกว่าผลผลิตหรืออุปทานที่มีออกมาซึ่งสุดท้ายแล้ว จะช่วยให้ราคาทุเรียนซูเปอร์จิ๋วมีราคาสูงขึ้น เป็นการเพิ่มทั้งมูลค่า และเพิ่มโอกาสที่มากกว่าให้พี่น้องชาวเกษตรกรสวนทุเรียนค่ะศุภจี สุธรรมพันธุ์รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์……………………………………ในเมื่อ “รัฐมนตรีศุภจี” ทำให้เกิดกระแส “ทุเรียนฟีเวอร์” ซะขนาดนี้ ผมในฐานะเจ้าของสวนทุเรียนคนหนึ่ง เพราะปลูกไว้ ๑ ต้นก็จะไม่รอกินจากต้นของผมที่สูงแค่ ๒ ศอกละอาทิตย์นี้จะไปหา “ซูเปอร์จิ๋ว” กินเพื่อชาติซักลูก!-เปลว สีเงิน๒ พฤษภาคม ๒๕๖๙


Posted

in

by

Tags: