สังคมโลกวันนี้…เขาไปกันไกลมากแล้ว!เหลืออยู่แต่นักการเมืองไทยฝ่าย “ส้มสะเหล่อ” นี้เท่านั้นแหละหน้าที่ค้านสร้างสรรค์นำสังคมชาติสู่โลกใหม่…ไม่สนมีแต่พวกสัปดนกับคนคลั่งวันๆ จมปลักอยู่แต่ในบ่อน้ำลายเน่าๆ ของตัวเองเรื่อง “ระบอบสีน้ำเงิน” เหมือนคน “ซาจี้ปั่ว”?!กับหมกมุ่นแต่จะเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยเชื่อว่า ด้วย “รัฐธรรมนูญใหม่” พวกเขาจะได้มีอำนาจ เปลี่ยนประเทศ เป็นเจ้าของ “ระบอบสีส้ม” กับเขามั่งแต่โชคดีของประเทศ ที่ “ระบอบส้ม” ล้มเหลวทั้งเลือกตั้ง สส.และเกมเลือก สว.อดเป็นรัฐบาล!สมมุติ วันนี้ บ้านเมืองบริหารโดยรัฐบาลระบอบสีส้มด้วยสถานการณ์โลก สถานการณ์เศรษฐกิจและการเงิน รวมไปถึงปัญหาพิพาทชายแดนไทย-เขมร ขณะนี้ จะเป็นยังไงแค่นึกก็ขนลุกแล้ว!ด้วย “พระสยามเทวาธิราช” ยังคุ้มครองประเทศไทย ในยามยาก ประเทศชาติยังได้ “ดอกหญ้า” อย่าง “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” มาทัดหูในตำแหน่ง “นายกฯ”ก็เลยรอดไม่เพียงรอดเฉยๆ มีทีมงานอย่างรัฐมนตรีต่างประเทศ “สีหศักดิ์” รัฐมนตรีพาณิชย์ “ศุภจี” รัฐมนตรีคลัง “เอกนิติ” และ ฯลฯไทยเราทำท่าจะรุ่ง ในภาวะการเมืองโลกเริ่มโรมรันจนรุ่งริ่งกันไปข้างจริงๆ จังๆอย่างช้า เดือนกรกฎา.“โลกาวินาศ” เห็นจะเลี่ยงยาก!ไทยเราประเทศเล็ก ไม่รบกับใคร ก้มหน้า-ก้มตา ขายข้าว-ขายปลา ให้ประเทศที่เขารบกันจนไม่มีเวลาทำมาหากินสบายกว่าจะบอกว่า “ไม่รบ” ก็คงไม่ซะทีเดียว เผื่อเด็กข้างบ้านมันกวนโอ๊ยถึงขีดสุด ก็อาจมีการสั่งสอนกันบ้างแต่อย่าทำเป็นเล่นไป…อ่านข่าว BreakingNews #MilitaryIntelligence เมื่อวาน เขารายงานไว้อย่างนี้ด่วนที่สุด! ดีลประวัติศาสตร์ 1,000 ล้านดอลลาร์!เผยเบื้องลึกข้อตกลงลับที่โลกต้องจับตา!เมื่อกองทัพกัมพูชาเดินเกมเร็ว สะบัดหมึกเซ็นสัญญาสั่งซื้อยุทโธปกรณ์ทำลายล้างมูลค่ามหาศาลกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (3.5 หมื่นล้านบาท) จากประเทศตุรกี!โดยมีรายงานว่าดีลยักษ์ครั้งนี้ ได้รับการหนุนหลังทางกลยุทธ์จากกลุ่มทุนทรงอิทธิพล "เฉิน จื้อ" (Prince Holding Group) ทุนหนาที่เชื่อมโยงบิ๊กโปรเจกต์ระดับประเทศ!การขยับตัวทางทหารครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การซื้ออาวุธธรรมดา แต่มันคือการ "ปฏิวัติขีดความสามารถ" กองทัพกัมพูชาอย่างสิ้นเชิง!สื่อความมั่นคงวงในหลุดข้อมูล "คลังแสงใหม่" ที่กำลังจะถูกส่งตรงถึงพนมเปญ ประกอบด้วยอาวุธเกรดทหารราบระดับโหด:[ระบบล่าสังหารน่านฟ้า – Air Defense Systems]ขีปนาวุธนำวิถีพื้นสู่อากาศ (SAM)ระบบตาข่ายเหล็กป้องกันน่านฟ้าระยะปานกลาง ล็อกเป้า เด็ดหัวเครื่องบินรบผู้รุกรานในพริบตา!MANPADS (จรวดประทับบ่ายิง)อาวุธฝันร้ายของเฮลิคอปเตอร์โจมตีและโดรนรบ ยิงปุ๊บ ร่วงปั๊บ![หมัดเหล็กทำลายล้างยานเกราะ – Anti-Tank Firepower]RPG-7 เวอร์ชันอัปเกรดตุรกีปืนเครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถัง ที่ถูกโมดิฟาย ให้มีศูนย์เล็งอัจฉริยะ และหัวกระสุนพิฆาต ทะลุทะลวงเหล็กกล้ารถถังทุกชนิด!พลพรรคโดรนรบและปืนจู่โจมรุ่นล่าสุด กำลังจะถูกลำเลียงเข้าประจำการ!นักวิเคราะห์ความมั่นคงชี้ชัด นี่คือแผนการ "ปลดแอก" จากอาวุธเก่า “ค่ายจีน-รัสเซีย”แล้วกระโดดเข้าสู่เทคโนโลยีมาตรฐาน NATO ของตุรกี ทันทีหลังจากสหรัฐฯ ปลดล็อกมาตรการคว่ำบาตรทางอาวุธ!จับตาดูให้ดี! ชายแดนอินโดจีนหลังจากนี้จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป…กองทัพกัมพูชากำลังจะติดอาวุธหนักระดับพระกาฬ!นี่…เขาว่างี้ เท็จ-จริง อยู่ที่เขา ผมเพียงเก็บมาเมาธ์เท่านั้นแต่จะว่ากันไป เรื่องพิพาทชายแดนไทย-เขมร เมื่อไทยแข็งกร้าว-เอาจริง ไม่มีการขยิบหู-ขยิบตาเหมือนรัฐบาล ๒๐ ปีก่อนยิ่งนายกฯ อนุทิน ประกาศย้ำจากฝรั่งเศส ดังไปถึงเขมรว่า “ด่าน-ไม่เปิด ก็คือไม่เปิด” และฉีก MOU 44 ปาทิ้งกระโถนถ้าเปรียบเป็นหมากรุก ตาเดินในกระดานของไทยตอนนี้ เปิดโล่ง ตรงข้ามกับเขมร ไม่เหลือตาให้กระดิกขยับไปวางตรงไหน เป็นถูกกิน คือเสร็จไทยทั้งนั้น ทั้งบนบกทั้งในอ่าวไทย!เหลือตาเดียวที่ “ฮุนสองพ่อลูก” ถ้าไม่ยอมสยบไทย ก็ต้องเดินคือการรบ รอบ ๓!มันรบแน่…แต่วัน น.เวลา น.ต้องรอดูต่อไป แต่รับรองได้ very soon!เทียบกันปอนด์ต่อปอนด์นะนายกฯ ฮุน มาเนต-เขมร กับนายกฯ อนุทิน-ไทยรัฐมนตรีต่างประเทศเขมร-ปรัก สุคน กับรัฐมนตรีต่างประเทศไทย-สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้วไม่ว่าพบกันเวทีไหน ทั้งนายกฯ เขมรและทั้งรัฐมนตรีต่างประเทศเขมรถูกนายกฯ อนุทินและรัฐมนตรีสีหศักดิ์ “กินขาด”!อย่างล่าสุด “นายกฯ ฮุน มาเนต” ไปพบ “ประธานาธิบดีมาครง” ที่ฝรั่งเศส ไปในสภาพ “ทาสที่ไม่ยอมรับการปลดปล่อย”๒ เรื่องเท่านั้น ที่จะพูดกับมาครง “ฟ้องไทยรุกราน” กับ “ขอให้มาครงช่วยเหลือ”ส่วนนายกฯ อนุทินกับคณะที่ไปพบกับประธานาธิบดีมาครงไปพบในฐานะผู้นำที่ทัดเทียมกัน และเป็นประเทศคู่เจรจาด้านการค้าและการลงทุนสำหรับท่านสีหศักดิ์ ร่วมคณะนายกฯ ที่ฝรั่งเศสแล้ว ได้รับเชิญจากท่าน “หวัง อี้” รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ในฐานะประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ให้ไปร่วมอภิปรายในที่ประชุม UNSC นี้ นายปรัก สุคน ก็ไปร่วมด้วยเขาพูดกันเรื่องสันติภาพในสถานการณ์โลกที่มีความเปลี่ยนแปลงเร็ว“นายปรัก สุคน” กลับพูดพาดพิงใส่ร้ายไทยด้วยเรื่องไม่เป็นจริง ทำให้ท่านรัฐมนตรีสีหศักดิ์ จำต้องชี้แจง ด้วยคุณสมบัติผู้ดีหลังประชุม UNSC แล้ว รัฐมนตรีสีหศักดิ์ได้ “ปิดห้องคุย” กับรัฐมนตรีปรัก สุคน แบบ “ทวิภาคี”ซึ่งท่านสีหศักดิ์บอกกับนักข่าวหลังจากนั้นว่า “จะต้องสร้างความเชื่อใจต่อกัน แบบค่อยเป็น-ค่อยไป เพราะตอนนี้ ความไม่เข้าใจยังมีอยู่คือเรื่อง “เขตแดนทางทะเล” ซึ่งกัมพูชาบอกว่า “เราไปยกเลิกแล้วไม่ได้คุยกับเขา” ซึ่งเขาไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของเรา พยายามตีความว่าเราตั้งใจยกเลิกเพื่อจะไม่เจรจาแต่ที่จริงแล้ว การยกเลิกของเรา เพราะเราเห็นแล้วว่า MOU 44 ไม่คืบหน้าไปไหนเราอยากจะเปิดโอกาสให้มีการเจรจาและสร้างบรรยากาศใหม่ของการเจรจาแล้วเราก็เป็น “สมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติ” ว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS)ตอนที่เราทำ MOU 44 กัมพูชายังไม่ได้เป็นสมาชิก (เพิ่งเป็นสมาชิก UNCLOS ปี ๖๙ นี้เอง-เปลว) ดังนั้น ต้องมีกรอบร่วมกัน”“เขาอยากจะไปสู่กระบวนการประนีประนอมโดยบังคับ” ท่าทีของเราก็คือว่า….ก่อนที่เราจะไปสู่ตรงนั้น เราอาจจะสามารถพูดคุยกัน ๒ ฝ่าย ภายใต้ UNCLOS รู้เรื่องก็ได้เราอาจจะสามารถหาข้อยุติได้ โดยที่ไม่ต้องไปถึงกลไกที่จะมีคณะประนีประนอมเข้ามาเกี่ยวข้องผมก็คิดว่าเราลองตรงนี้ก่อน แต่เขาก็เหมือนว่า..เขาอยากจะไปตรงนั้นเลย”ในการประชุมระหว่างผู้นำทั้งสอง เราต้องพูดคุยกันมากขึ้น สร้างบรรยากาศ เพราะฉะนั้น การประนีประนอมภาคบังคับ ผมบอก “เราคุยกันก่อนดีกว่า”เพื่อนบ้าน เราก็พยายามสร้างบรรยากาศ ทำไมเราไม่พูดคุยกันก่อน เพราะถ้าเราคุยกันดี เราก็สามารถคืบหน้าในด้านอื่นๆ ได้ ซึ่งเขาก็อยากจะดูในเรื่อง “เขตแดนทางบก”ท่านสีหศักดิ์กล่าวต่อว่า…“สิ่งที่เขาอยากดู เราก็อาจจะคุยทางเทคนิคก่อนว่าเขตแดนทางบก เราจะมีกรอบในการเจรจาอย่างไร เพราะสถานการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไปแล้วนอกเหนือจาก MOU 43 เราก็มี “แถลงการณ์ร่วม” ครั้งที่แล้ว ทำการหยุดยิง แล้วเขตแดนทางบก จะไม่ใช่แก้ไขด้วยการปักปันอย่างเดียวมันมีประเด็นอื่นๆ ที่มันจะเกี่ยวกับความมั่นคงชายแดน ความร่วมมือชายแดน มันก็ต้องเดินไปหลายด้านด้วยกัน“ตรงนี้ เขาไม่ฟังเราเลย เขาจะไปตรงนี้ เราก็บอก..เราอาจจะไปตรงนี้ก็ได้นะ แต่คุยกันก่อนได้หรือไม่ ไม่ใช่ว่า เขาจะบังคับเราให้ไปตรงนี้”เรื่อง “เขตแดนทางทะเล” ท่าทีของเราก็ไม่ได้ขัดกัน เพียงแต่เราจะไปแนวไหนของไทยคือ “เราคุยกันก่อน” แล้วดูว่า คุยกันไม่ได้ ก็ไปดูกลไกอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้อนุสัญญาก็มีทั้งกลไกที่เรียกว่าการประนีประนอมโดยภาคบังคับ หรือการประนีประนอมโดยสมัครใจก็มี พอถึงที่สุดแล้ว อาจจะไปตรงนั้นก็ได้เพราะทั้งสองฝ่ายเห็นว่าการเจรจาไม่มีความคืบหน้าได้ แต่ผมมองว่า หากดูจากสิ่งที่ผู้นำคุยกันที่ “เซบู ฟิลิปปินส์” คือการพูดคุยกันมีความจริงใจ ดูว่าเรามีทางเลือกอะไรต่างๆ ไม่ใช่ว่าบังคับฝ่ายหนึ่งให้ทำอย่างนั้น-อย่างนี้”เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมเองเสนอไปมีความสำคัญ เพราะมันมีผลต่อประเด็นด้านอื่นๆ ที่เขาอยากจะเห็นความคืบหน้า เราก็อยากเห็นความคืบหน้าด้วยอย่างกัมพูชาอยากให้มีการประชุม JBC (ปักปันเขตแดน) เราก็บอกว่า ถ้าจะมี ก็ต้องมีคุยทางเทคนิคก่อน มาตกลงในกรอบการเจรจา เพราะสถานการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไปซึ่งมันไม่ใช่เรื่อง “เขตแดนอย่างเดียว” มันเป็นเรื่องของความมั่นคงชายแดน ความร่วมมือชายแดน เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่าปัญหาเหล่านี้ ไม่ได้แก้ไขโดยเทคนิค ต้องสร้างบรรยากาศที่ดีคุยกันในเชิงนโยบายตอนนี้ เราอย่ามาพยายามดูว่าใครจะมี “ไพ่เหนือกว่าใคร” ไม่ควรจะมาเล่นเกมนี้ ต้องมาคุยกันอย่างจริงจังว่าเราจะเผชิญหน้ากันอย่างไร….โดยใช้การเจรจาการพูดคุยก่อน และยอมรับว่า มาครั้งนี้ ยังไม่มีข้อยุติ แล้วเราก็ไม่ควรว่า ทุกอย่างจะมีข้อยุติโดยเร็วเพราะปัญหามีหลายปัญหา เราต้องคำนึงถึงอธิปไตยของเรา ผลประโยชน์ของเราแน่นอน บางครั้ง คนเข้าใจว่าจับมือกันแล้ว ทุกอย่างยุติ …ไม่ใช่ การจับมือ เป็นของธรรมดาเป็นการเจอกันระหว่างกันแต่ไม่ได้หมายความว่า ถึงขั้นเจรจาเราจะยอมทุกอย่าง ไม่ใช่แบบนั้น รับรองได้ เจรจาบนพื้นฐานผลประโยชน์ของประเทศ เราอาจจะมีเป้าหมายเดียวกันแต่วิธีการไม่เหมือนกัน ก็ไม่เป็นไร ของพวกนี้ไม่ได้คุยกันง่ายๆ เราเข้าใจท่าทีของอีกฝ่าย เขาเข้าใจท่าทีของตนเอง เราก็ได้คิดกันต่ออืมมม…ถ้าเป็นไพ่ แต้มท่านสีหศักดิ์กินขาด!ลีลาการทูตของท่านสีหศักดิ์ ควรต้องศึกษากันไว้ เนียนนุ่ม แต่คมกริบการที่ฝ่ายเขมรเร่งเร้าให้มีการปักปันเขตแดน และท่านสีหศักดิ์ชงหวานเย็นให้ปรัก สุคนดื่มโดยยก “แถลงการณ์ร่วม” ครั้งที่ ๒ เป็นเงื่อนไข ว่ายังไม่ต้องรีบร้อน ต้องคุยทางเทคนิคก่อน มาตกลงในกรอบการเจรจากันก่อนก็ได้ นั้นเพราะ “ข้อตกลงหยุดยิง ไทย-กัมพูชา” รอบที่ ๒ (การลงนามถ้อยแถลงร่วมในการประชุม GBC เมื่อช่วงปลายปี ๖๘)กำหนดให้ทหารของทั้งสองฝ่าย….."ยืนประจำที่และวางกำลัง ณ จุดที่อยู่ปัจจุบันของตนเอง" โดยยึดพิกัดพื้นที่การเผชิญหน้าตามสถานะก่อนหน้านั้นสาระสำคัญหลักของข้อตกลงได้ระบุไว้ดังนี้การตรึงกำลัง: ทหารไทยและทหารกัมพูชาห้ามเคลื่อนย้ายกำลัง ห้ามรุกคืบ และห้ามทำการลาดตระเวนเข้าไปยังที่ตั้งของอีกฝ่ายการไม่เสริมกำลัง: ห้ามมิให้แต่ละฝ่ายเพิ่มเติมกำลังพลตลอดแนวชายแดนการยุติการโจมตี: ห้ามใช้อาวุธทุกประเภทและห้ามโจมตีเป้าหมายพลเรือนอย่างเด็ดขาดตามข้อตกลงนี้ ตั้งเที่ยงของวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๘“ทหารทั้ง ๒ ฝ่าย ใครอยู่ตรงจุดไหน ก็อยู่ตรงจุดนั้น ห้ามรุกคืบ”แผ่นดินไทย จากอีสานใต้ยันตะวันออกที่สระแก้ว-ตราด ที่เขมรบุกรุกเข้ามายึดครองไปนานกว่า ๓๐-๔๐ ปีณ วันที่ ๒๗ ธันวา. ทหารไทยได้ยึดเอากลับคืนมาเกือบครบ ๑๐๐% แล้วและเรื่องเขตแดนทางทะเล หลังจากไทยฉีกทิ้ง MOU 44 ที่ปรัก สุคน เร่งเร้า จะให้เข้าสู่การประนีประนอมภาคบังคับของ UNCLOS นั้นเขมรคงไม่รู้ว่า ไทยสงวนสิทธิ์ภายใต้อนุสัญญาว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ไว้ เช่น“ไทยไม่ยอมรับกลไกการระงับข้อพิพาทภาคบังคับ" ในบางกรณี ตามมาตรา ๒๙๘ นั่นคือ…..“ไทยไม่ต้องถูกนำตัวขึ้นศาลโลกหรืออนุญาโตตุลาการในประเด็นการแบ่งเขตแดนทางทะเลฝ่ายเดียว”ท่านสีหศักดิ์ “กบไต๋” ตรงนี้ไว้ จึงดูปรัก สุคน กระวนกระวายแล้วตีไพ่เล่นไปเรื่อยๆ แบบสบายใจทั้งบนบก ทั้งในน้ำ อยู่ในกำมือไทยหมดแล้ว…เขมรเอ๊ย!-เปลว สีเงิน๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๙คนปลายซอย
เขมรเอ๊ย..บอกให้เอาบุญ!
by
Tags: