เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ที่ศาลจังหวัดชลบุรี นางสาวกนกวรรณ สร้อยสน หญิงสาวนักธุรกิจ ได้ยื่นฟ้องดำเนินคดีอาญาและคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกัน ต่อ นายอรนภา กฤษฎี (ม้า อรนภา) ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและการทำละเมิด พร้อมเรียกค่าสินไหมทดแทนสูงถึง 1,000,000 บาทจุดเริ่มต้น หลังปิดหีบเลือกตั้งชลบุรี เขต 1ย้อนกลับไปในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ท่ามกลางเหตุการณ์ตึงเครียดหลังจากการปิดหีบเลือกตั้งเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี เขต 1 เมื่อประชาชนบางส่วนได้แสดงความไม่พอใจและตั้งข้อสงสัยต่อผลคะแนนการเลือกตั้งที่มองว่าอาจไม่สมเหตุสมผล สถานการณ์ลุกลามไปจนถึงขั้นเกิดเหตุการณ์ประชาชนล้อมรถบรรทุกหีบเลือกตั้งในช่วงเย็นของวันเดียวกัน ภาพเหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความตึงเครียดในพื้นที่อย่างมาก และถูกเผยแพร่กระจายไปในโลกออนไลน์อย่างรวดเร็วกระแสบนโซเชียลมีเดียร้อนแรงขึ้นทันที โดยแฮชแท็ก #ชลบุรีเขต1 และ #นับใหม่ทั่วประเทศ พุ่งติดเทรนด์บนแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์) ภายในเวลาอันสั้น"หญิงสาวชุดขาว" ผู้ทวงถามความโปร่งใส และการถูกเปิดประวัติท่ามกลางสถานการณ์นั้นสื่อมวลชนและผู้ติดตามข่าวสารจำนวนมากได้โฟกัสไปที่ "หญิงสาวในชุดสีขาว" ซึ่งปรากฏตัวเกาะติดการทำงานของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด มีรายงานว่าเธอได้เฝ้าสังเกตการณ์การนับคะแนนอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ด้วยท่าทีที่จริงจังและมักจะแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาในประเด็นที่น่าตั้งข้อสังเกต สื่อหลายสำนักได้นำเสนอภาพและบทบาทของเธอในฐานะ "ตัวแทนภาคประชาชน" ที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องความโปร่งใสจนกระทั่งในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 เพจเฟซบุ๊กชื่อ “จักรวาลด้อมส้ม” ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของหญิงสาวคนดังกล่าว โดยระบุชื่อของเธอ พร้อมบรรยายถึงบทบาทการสนับสนุนทางการเมือง ความสนใจที่จะทำงานการเมืองในอนาคต รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวเรื่องภูมิลำเนา การข้ามเขตเลือกตั้งมาสังเกตการณ์ และธุรกิจส่วนตัวของเธอเกี่ยวกับการจำหน่ายสินค้าเงินผ่อนและให้กู้ยืมเงินลงทุน โดยเพจระบุว่าเจ้าตัวยินดีรับความเสี่ยงเอง เพื่อไม่ให้พรรคการเมืองใดได้รับผลกระทบจากข้อกังขาชนวนขัดแย้ง เมื่อ "ม้า อรนภา" ร่วมคอมเมนต์การเปิดเผยประวัติส่วนตัวดังกล่าว ทำให้ชีวิตของเธอนั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ต่อมาผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “พลกฤษณ์ วงศ์อินทร์” ได้โพสต์คลิปวิดีโอที่ปรากฏใบหน้าของนางสาวกนกวรรณอย่างชัดเจน โดยในคลิปเธอได้สะท้อนความรู้สึกพร้อมปาดน้ำตา และตั้งคำถามว่า "การขุดเรื่องส่วนตัวหนูมาแขวนให้โดนด่า มันถูกต้องกับคนๆ หนึ่งที่ออกมาเป็นกระบอกเสียงแทนประชาชนแล้วหรือคะ"จุดเปลี่ยนสำคัญที่นำมาสู่การฟ้องร้องเกิดขึ้นเมื่อ บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ “Ornapa Krisadee” ซึ่งเป็นของ ม้า อรนภา ได้เข้าไปแสดงความคิดเห็น (Comment) ใต้โพสต์วิดีโอดังกล่าว โดยระบุข้อความสั้นๆ แต่รุนแรงว่า "แส่เอง รับงาน รับเงิน ก็ต้องยอมรับค่ะหนู" ซึ่งข้อความนี้ถูกตั้งค่าเป็นสาธารณะ ทำให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ ส่งผลให้มีผู้เข้ามากดถูกใจความเห็นดังกล่าวกว่า 3,500 คน และมีผู้แชร์โพสต์นี้ออกไปถึง 517 ครั้งสาระสำคัญของคำฟ้องในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นางสาวกนกวรรณ (โจทก์) ได้ตัดสินใจยื่นฟ้อง ม้า อรนภา (จำเลย) ต่อศาลจังหวัดชลบุรี โดยในคำฟ้องได้บรรยายพฤติการณ์ความผิดไว้อย่างละเอียดว่า การกระทำของจำเลยเป็นการโฆษณาใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม ทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น และถูกเกลียดชังโจทก์ได้ชี้แจงในคำฟ้องถึงนัยยะของถ้อยคำที่จำเลยใช้ว่า เป็นการร้อยเรียงคำพูดที่แฝงไปด้วยเจตนาทำลายเกียรติยศอย่างชัดเจนคำว่า "แส่" เป็นการสาดโคลนใส่เจตนารมณ์อันบริสุทธิ์ของพลเมืองที่ต้องการตรวจสอบความโปร่งใส บิดเบือนภาพลักษณ์จากพลเมืองผู้ตื่นรู้ให้กลายเป็นผู้ที่วุ่นวายในกิจการของผู้อื่นคำว่า "รับงาน รับเงิน" เป็นข้อความที่มุ่งทำลายความน่าเชื่อถือ โดยการยัดเยียดสถานะว่าโจทก์เคลื่อนไหวเพราะรับเงินจ้างวาน ไม่ได้ทำหน้าที่ด้วยอุดมการณ์ที่แท้จริง ทำให้สังคมเกิดความเคลือบแคลงสงสัยวลี "ก็ต้องยอมรับค่ะหนู" สะท้อนถึงทัศนคติที่กดขี่ เหยียดหยาม ลดทอนวุฒิภาวะของโจทก์ให้ดูต่ำต้อย และสร้างตรรกะที่ผิดเพี้ยนว่า เมื่อกล้าใช้สิทธิก็ต้องทนรับการถูกด่าทอมรสุมคดีสองทาง! ผลกระทบที่ลุกลามสู่ชีวิตและธุรกิจนางสาวกนกวรรณระบุเพิ่มเติมในคำฟ้องว่า การกระทำของจำเลยไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตหรือติชมด้วยความเป็นธรรม แต่เป็นการละเมิดที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชีวิตของเธอ โจทก์ประกอบธุรกิจส่วนตัว มีลูกค้าและคนรู้จักเคารพนับถือเป็นจำนวนมาก การถูกกล่าวหาเช่นนี้ทำให้เธอเสื่อมเสียเกียรติคุณ กระทบต่อความเจริญในการประกอบอาชีพ ทำให้บุคคลทั่วไปและลูกค้าเข้าใจผิดจนอาจไม่อยากคบค้าสมาคมหรือซื้อสินค้าด้วย รวมถึงสร้างความเสื่อมเสียไปถึงวงศ์ตระกูลขณะที่ "เฟิร์น" เดินหน้าฟ้องร้อง ตัวเธอและพวกรวม 3 คน กลับถูก กกต.ชลบุรี เขต 1 แจ้งความเอาผิดเมื่อ 11 ก.พ. 2569 จากปมชุมนุมเรียกร้องนับคะแนนใหม่ ในข้อหาบุกรุก, ขัดขวางการปฏิบัติงาน, นำเอกสารราชการไป และผิด พ.ร.ป.เลือกตั้งฯ กรณีเปิดหีบบัตร (โทษสูงสุดจำคุก 10 ปี ตัดสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี)ต่อมา 12 ก.พ. เฟิร์นพร้อมทนายความเข้าแจ้งความกลับ กกต. โดยแย้งว่าการชุมนุมเป็นไปตามกฎหมาย ไม่มีเจตนาขัดขวาง และหีบเลือกตั้งไม่ได้ถูกปิดผนึกอย่างถูกต้องแต่แรก จึงไม่ผิดฐานเปิดหีบ ล่าสุด ทั้ง 3 คนได้เข้าให้ปากคำเพิ่มเติมที่ สภ.เมืองชลบุรี แล้วเมื่อ 5 มี.ค. ที่ผ่านมา (ซึ่งต้องใช้เวลาอีกระยะกว่าตำรวจจะสรุปสำนวนส่งให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้องต่อไป)4 คำขอท้ายคำฟ้อง เพื่อทวงคืนความยุติธรรมและบรรทัดฐานสังคมด้วยความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างประเมินค่าได้ยาก ทั้งทางด้านชื่อเสียงและสภาพจิตใจ โจทก์จึงได้ยื่นคำขอท้ายคำฟ้อง เพื่อขอให้ศาลได้โปรดพิจารณาพิพากษาบังคับจำเลยใน 4 ประการชดใช้ค่าเสียหาย ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงินจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาทถ้วน) พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระครบถ้วนโฆษณาคำพิพากษา ให้จำเลยลงประกาศคำพิพากษาฉบับเต็มในหน้าแรกสุดของหนังสือพิมพ์รายวันชื่อดัง 6 ฉบับ (ไทยรัฐ, มติชน, เดลินิวส์, คมชัดลึก, ข่าวสด และ กรุงเทพธุรกิจ) เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 15 วันต่อเนื่องกัน โดยจำเลยต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดโพสต์ขอโทษต่อสาธารณะ ให้จำเลยโพสต์ข้อความขอโทษโจทก์พร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงลงบนเฟซบุ๊กของจำเลยที่ใช้กระทำความผิด โดยต้องตั้งค่าเป็นสาธารณะ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วันต่อเนื่องกันชดใช้ค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย ให้จำเลยเป็นผู้รับผิดชอบชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมศาลและค่าทนายความในอัตราอย่างสูงแทนโจทก์
เฟิร์นนับใหม่ ฟ้อง’ ‘ม้า อรนภา’ 1 ล้าน! ปมคอมเมนต์ด่า ‘แส่เอง’
by
Tags: