ฉันจะไม่กลับมา..

มีใครเคยโดนมั้ย?อยากรู้จริง ไม่ได้แกล้งถาม เพราะตั้งแต่เกิดมาจำความได้ ผมไม่เคยรู้-ไม่เคยเห็นจะมีใคร โดยเฉพาะพ่อค้า-นักการเมือง-ข้าราชการคนไหน..เคยถูกศาลตัดสินลงโทษ “ประหารชีวิต” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148 มาตรา 149 ที่บังคับใช้อยู่!และที่คุณสมชาย แสวงการ โพสต์หลายวันมาแล้วว่า.. “#โกงทั้งแผ่นดิน #ประหารชีวิต #อย่าให้คนโกงมีที่ยืนในสังคม #รัฐบาลอนุทิน #กล้ามั้ยคณะกรรมการ คตท. ที่นายกฯ อนุทินตั้งขึ้นใหม่ เพื่อปราบคอร์รัปชัน จะกล้าหาญและเอาจริงแค่ไหน เป็นเรื่องที่สังคมไทยและนานาอารยประเทศ ต้องติดตามเพราะว่างานนี้ถ้าทำแค่ลดกระแส คงไม่สำเร็จข้อเสนอที่ควรรับไว้พิจารณาคือ การมีเจตจำนงแน่วแน่ทางการเมืองของนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้นำรัฐบาล ‘หัวไม่ส่าย หางไม่กระดิก’และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด รวดเร็วและจริงจัง ไม่ไว้หน้าใครโดยกฎหมายที่มีอยู่เดิมแล้ว คือประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 มาตรา 149 มาตรานี้ ที่มี ‘โทษประหารชีวิต’ จริงๆ ก็เห็นผลแล้วครับ”ผมก็ไม่หวังว่าจะได้เห็นหรือเป็นไปได้ อีกอย่างการประหารชีวิตคนคดโกงชาติก็ไม่น่าจะเกี่ยวกับรัฐบาลหรือนายกรัฐมนตรีไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามเพราะแม้ในทางกฎหมาย มาตรา 148 และ 149 จะมีระวางโทษถึงขั้นประหารชีวิต แต่ที่ผ่านมาดูเหมือน “บรรทัดฐาน” ของศาล..โทษประหารชีวิตมักสงวนไว้สำหรับความผิดต่อชีวิตและร่างกายขั้นร้ายแรงสุด หรือคดีที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐเป็นหลัก!ซึ่งสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐ-นักการเมืองที่ทุจริต แม้โทษจะสูงมาก แต่ในทางปฏิบัติมักได้รับโทษ “จำคุกตลอดชีวิต” ก็สุดเพดานแล้วหนำซ้ำ..คนโกงชาติ โกงแผ่นดิน ยังจะได้รับการ “ลดโทษ”-“อภัยโทษ” ได้อีกต่างหาก.. จากโทษหนักสุด จำคุกตลอดชีวิต..ติดคุก ตดไม่ทันหายเหม็นก็พ้นโทษ ออกมาโกง เอ๊ยใช้ชีวิตกับเงินที่ปล้นชาติ-ปล้นแผ่นดินอย่างหรูหรา-สบายใจเฉิบ!ฉะนั้น ต่อให้รัฐบาล-นายกฯ อนุทินเด็ดขาดเอาจริงเอาจังแค่ไหน คอร์รัปชัน-โกงทั้งแผ่นดินก็ไม่มีวันจะหมดไป หรือเอาแค่เบาบางลงก็เห็นจะเป็นเรื่องยาก..ตราบที่ “ศาล” ยังปรานี-มีเมตตา หรือไม่กล้า (กลัวบาป) ตัดสิน “ประหารชีวิต” ให้เห็นเป็นบรรทัดฐาน และมีการประหาร..ตายจริง!อ้าว..ส่วนนั่นแม้ยังไม่ถึงตาย แต่หากยังไม่คิดหาหนทางปรับปรุง-แก้ไข ก็ไม่แน่ ผมกำลังพูดถึงเพจเฟซบุ๊ก “Phuket Times ภูเก็ตไทม์” ที่โพสต์หลายวันแล้วเช่นกัน..“ภูเก็ต นทท.คุณภาพหายหมด ผู้ประกอบการท่องเที่ยวเผย บ่นกันเยอะ ฉันจะไม่กลับมาเที่ยวภูเก็ตอีก มีแต่กลิ่นกัญชา ฉันต้องการมาพักผ่อนกับครอบครัว ไม่ใช่มาเดินดมกัญชา”นี่อาจเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ นทท.ดีๆ ลดลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะฝั่งยุโรป โดยทางฝั่งผู้ประกอบการได้กล่าวว่า“ฝากเป็นกระบอกเสียงด้วยครับ ผมทำงานกับนักท่องเที่ยว ตอนนี้เรื่องกัญชาในจังหวัดภูเก็ตกับนักท่องเที่ยวเป็นปัญหามากครับ โดยนักท่องเที่ยวเขาบ่นเยอะมากๆเขาบอกว่า “ฉันจะไม่กลับมาเที่ยวภูเก็ตอีกแล้ว มีแต่กลิ่นกัญชา ฉันต้องการมาพักผ่อนกับครอบครัว มีทั้งเด็ก และผู้หญิง รวมทั้งผู้สูงอายุมันอันตรายมากสำหรับพวกเขา และเราไม่ต้องการมาเดินดมกลิ่นกัญชาแบบนี้”ครับ..ผมเองก็มีประสบการณ์กับกลิ่นเอ๊ยปัญหานี้ครั้งไปเยือนถิ่น “เกาะสมุย” เหมือนกัน ที่นั่นก็น่าจะไม่ต่างไปจากภูเก็ต ถนนทั้งสองฟากละลานไปด้วยร้านกัญชาคนที่ชอบก็สุขสำราญ ทอดน่องเดินไปสูดกลิ่นกัญชาไปอย่างมีความสุข แต่คนที่บ่นแบบระอาอย่างที่นักท่องเที่ยวต่างชาติสปีก..“ฉันต้องการมาพักผ่อนกับครอบครัว ไม่ใช่มาเดินดมกัญชา” ก็มีไม่น้อย!ผมว่า..ไหนๆ ก็เตรียมรื้อกฎระเบียบบ้านเมืองกันอยู่แล้ว รัฐบาลน่าจะได้ลองคิด-หยิบยก “กัญชาเสรี” มาทบทวน-พิจารณาใหม่ไปเสียทีเดียวดีไหม?ปล่อยให้ขาย (เสรี) เพื่อสันทนาการอยู่แบบนี้ ก็อดห่วงการท่องเที่ยวไม่ได้ มันจะไม่แค่ “ฉันจะไม่กลับมาเที่ยวภูเก็ตอีกแล้ว” แต่จะ..ทุกจังหวัดนี่สิ!.สันต์ สะตอแมน


Posted

in

by

Tags: