ไม่ต้องถอดบทเรียนอีกนะครับเพราะเอียนคำนี้เต็มทนประเทศไทยเก่งเรื่องถอดบทเรียนโดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะทุกเรื่องตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือดำน้ำ ล้วนมีให้ถอดบทเรียนทั้งนั้นถอดแล้วถอดอีก ถอดซ้ำซาก จนไม่ยอมลงมือแก้ปัญหาเสียทีกรณีรถไฟชนรถเมล์ ขสมก.สาย ๒๐๖ ใกล้แอร์พอร์ตลิงก์มักกะสัน มีการพูดถึงการถอดบทเรียนกันแล้ว ทั้งที่นี่ไม่ใช่กรณีแรกประเทศไทยมีข่าวรถไฟชนรถยนต์ รถจักรยานยนต์บ่อยเป็นลำดับต้นๆ ของโลกครับทั้งจุดตัดที่มีไฟสัญญาณและไม้กั้น และที่ไม่มี ล้วนเกิดเหตุได้หมดสาเหตุหลักจริงๆ คือ “พลเมืองไร้วินัย”ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจรที่แยกมักกะสัน นอกจากการขาดวินัยอย่างร้ายแรงแล้ว กายภาพของถนน การจัดการจราจรก็มีผลอย่างมากที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุถนนเลียบทางรถไฟช่วยแก้ปัญหารถติดที่ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แต่ก็สร้างปัญหาให้รถที่วิ่งบนถนนรัชดาภิเษกเพราะนอกจากมีทางตัดรถไฟแล้ว ยังมีการตัดกันของถนนโดยไม่มีไฟเขียวไฟแดงอีกด้วยการเบียด การปาด การแย่งเลน มีให้เห็นทุกนาทีหลุดมาได้แทบไม่ต่างหลุดจากขุมนรก!ตรงนี้รถติดแทบจะตลอดเวลา การติดคารางรถไฟกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา ที่ใครๆ เขาก็ทำกันรถไฟมาเดี๋ยวมันก็หยุดเองถ้าไม่แก้ปัญหาด้วยการจัดการจราจรเสียใหม่วันหน้าก็เกิดเหตุอีกเพราะสังคมเคยชินครับ ไม่ได้ใส่ใจว่า กฎหมายจราจรกำหนดไว้อย่างไรตอนสอบใบขับขี่นั่งท่องกันหน้าดำคร่ำเครียดพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ ระบุว่า ในส่วนของระยะปลอดภัย กำหนดให้เมื่อผู้ขับขี่ที่ต้องการจะขับรถผ่านทางรถไฟ ต้องลดความเร็ว และหยุดรถให้ห่างจากทางรถไฟไม่น้อยกว่า ๕ เมตร เพื่อตรวจสอบความปลอดภัยก่อนขับผ่านคือ…รถทุกคันที่กำลังจะผ่านจุดตัดหยุดรถให้ห่างไม่น้อยกว่า ๕ เมตรกรณีคือการหยุดเพื่อตรวจสอบว่ารถไฟมาหรือไม่และหยุดเพื่อตรวจสอบว่าพื้นที่ด้านหน้าสามารถไปต่อได้หรือไม่ ซึ่งสำคัญอย่างมากกรณีการจราจรติดขัดถ้าไปไม่ได้ก็หยุดรอตรงเส้นจราจร ถ้ามีพื้นที่เหลือเฟือก็ขับออกไปโดยต้องประเมินว่ารถตัวเองต้องไม่ไปจอดคร่อมทางรถไฟนี่คือสิ่งที่ควรจะเป็นตามกฎหมายแต่…มันไม่ได้เกิดขึ้นเลยกรณีของรถไฟ ก็มีปัญหา ทำไม ไม่ชะลอความเร็ว ทำไมไม่เอะใจว่าไม้กั้นไม่ทำงานเพราะอะไรเพราะกรณีนี้ ไม้กั้นไม่ลง เหตุก็คงมีแค่ ๒ ข้อ คือความบกพร่องของเจ้าหน้าที่การรถไฟประจำจุดดังกล่าว หรือไม่ก็คนขับรถไฟละเลยข้อมูลการเดินทางก็ปล่อยให้คนที่มีหน้าที่ตรวจสอบทำการสอบสวนกันไป“ดร.สุริยะใส กตะศิลา” คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความแนะนำการแก้ปัญหาไว้น่าสนใจครับ“รถไฟชนรถเมล์: ปัญหาไม่ได้อยู่แค่คนขับ แต่คือโครงสร้างรัฐไทย”อุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์กลางกรุงเทพฯ จนมีผู้เสียชีวิต ๘ ศพ ไม่ควรถูกมองเป็นเพียง 'อุบัติเหตุเฉพาะหน้า'แต่คือสัญญาณเตือนครั้งใหญ่ของระบบคมนาคมและความปลอดภัยสาธารณะของไทย เพราะในเมืองหลวงที่มีทั้งเทคโนโลยี งบประมาณ และหน่วยงานจำนวนมาก เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ควรเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกปัญหาไม่ได้อยู่แค่คนขับหรือเจ้าหน้าที่ แต่สะท้อน 'ปัญหาเชิงโครงสร้าง'ตั้งแต่จุดตัดทางรถไฟที่ยังเสี่ยง ระบบบริหารที่แยกส่วน ต่างหน่วยต่างทำ ไปจนถึงการพัฒนาเมืองที่ไม่สัมพันธ์กับระบบความปลอดภัย ขณะที่หลายประเทศทยอยยกเลิกจุดตัดระดับเดียวไปนานแล้ว ไทยยังมีจุดเสี่ยงจำนวนมากทั่วประเทศสิ่งที่น่ากังวลคือ วัฒนธรรมการบริหารแบบ 'แก้หลังเกิดเหตุ'มากกว่าป้องกันก่อนเกิดเหตุ ทุกครั้งหลังเกิดโศกนาฏกรรม เรามักเห็นการตั้งกรรมการ ตรวจสอบ และเยียวยา แต่ไม่ค่อยเห็นการปฏิรูประบบจริงจัง ทั้งที่วันนี้โลกมี AI ระบบเซ็นเซอร์ และ Big Data ที่สามารถช่วยวิเคราะห์และป้องกันอุบัติเหตุล่วงหน้าได้แล้วคำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ 'ใครผิด'แต่คือ 'ประเทศไทยจะยกระดับระบบความปลอดภัยสาธารณะอย่างไร'เพราะชีวิตประชาชนไม่ควรถูกฝากไว้กับความเคยชิน ความเสี่ยง และโชคชะตาอีกต่อไป หากยังไม่ปฏิรูประบบอย่างจริงจัง โศกนาฏกรรมแบบนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้อีกในวันข้างหน้า…”ใช่แล้วครับ ปัญหานี้ก็เหมือนอีกหลายๆ ปัญหา ที่ต้องแก้กันในเชิงโครงสร้างหากต้องการก้าวขึ้นเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ไม่ใช่ดูแค่รายได้ต่อหัวอย่างเดียว แต่ดูทุกเรื่องแม้กระทั่งความปลอดภัยบนท้องถนนที่สำคัญ มิได้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลฝ่ายเดียว ประชาชนเจ้าของประเทศ ผู้มีอำนาจสูงสุด ก็มีหน้าที่ด้วย เพราะประชาชนเป็นโครงสร้างที่สำคัญของประเทศหากประชาชนขาดวินัยเสียแล้ว ต่อให้มีกติกาดีแค่ไหน กติกานั้นแทบจะไร้ความหมายครับ…เรื่องไร้ระเบียบวินัย ใครๆ เขาก็ทำกัน มันไม่ใช่แค่เรื่องบนท้องถนนอย่างเดียวครับ แทบทุกเรื่องจะพบว่ามักได้ยินคำพูดที่ว่า “ใครๆ เขาก็ทำกัน”เรื่องคอร์รัปชัน ปัญหาใหญ่ของประเทศ ก็หนีไม่พ้นทัศนคติเช่นนี้เพราะอ้างว่าใครๆ เขาก็ทำกันนี่แหละครับ มันถึงปราบไม่ได้สักทียกตัวอย่างเรื่อง “ขายเสียง” ใครๆ เขาก็ทำกันจ่ายใต้โต๊ะเพื่อลัดคิว ใครๆ เขาก็ทำกันคอร์รัปชันมันกินยิ่งกว่าโครงสร้างครับ เพราะกินเข้าไปถึงเนื้อในสังคมไทยก็อย่างที่พูดกันว่า โกงระดับดีเอ็นเอช่วงนี้มีข่าวเรื่องคอร์รัปชันถูกจุดเป็นกระแสขึ้นมาอีกครั้ง ก็ไม่ต้องไปถอดบทเรียนหรอกครับ เพราะบทเรียนกองอยู่เต็มโต๊ะ แค่เอาไปปฏิบัติเท่านั้นสัปดาห์ก่อนมีเรื่องน่าเสียดายพอควร จากคำพูดของนายกฯ อนุทินคอร์รัปชันกับประเทศไทยแทบจะกลายเป็นของคู่กันไปแล้ว แตะไปตรงไหนก็เจอหลายกรณีคนเห็นไม่กล้าพูดเพราะกลัวถูกปิดปากแต่คำพูดนายกฯ ฟังแล้วบั่นทอนความปรารถนาที่จะช่วยกันปราบโกง"…หากเรากล้าที่จะบอกว่าคุณทำผิด คุณโกง คุณทำไม่ดี เราก็ต้องพร้อมที่จะถูกฟ้องกลับ อย่างเมื่อวานที่ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์ดัชนีการรับรู้รับทราบ เรื่องคอร์รัปชันว่ามาจากไหน ส่วนหนึ่งก็มาจากการสำรวจความรู้สึก ถามมีการโกงไหม ถ้ามีก็ติ๊กถูก อย่างนั้น จะนำไปวัดว่าเป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินคดีมันไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องของความรู้สึกอย่างที่บอกเป็นตราบาปที่พวกผมต้องมาแก้ เป็นตราบาปที่ถูกประทับมาตั้งแต่ในอดีต ก็ต้องถือว่าเป็นเวรกรรมของรัฐบาลชุดนี้ ของผู้บริหารในปัจจุบันที่จะต้องไปแก้ตราบาป แต่ไม่ใช่ไปเสริมตราบาป ไปย้ำ เพราะมันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง…"ที่จริงไม่มีใครสนเรื่องตราบาปหรอกครับ เพราะมันโกงกันมาตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ แล้วแต่ที่คาดหวังคือจะปราบโกงกันอย่างไรเมื่อนายกฯ บอกว่าใครที่กล้าออกมาแฉก็ต้องยอมรับที่จะถูกฟ้องกลับด้วยแบบนี้ใครจะกล้าบอกกันล่ะครับ อยู่เฉยๆ เอามือซุกหีบดีกว่าก่อนจะแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้าง ก็ต้องยอมรับก่อนว่าการโกงมันมีแทบทุกระดับ ตั้งแต่รัฐบาลยันผู้ใหญ่บ้านและที่ปราบอยู่ตอนนี้ ก็ยังไม่เห็นว่าเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแต่อย่างใดอย่าลืมนะครับสโลแกนพรรคภูมิใจไทย….พูดแล้วทำพลัส.
ใครๆ เขาก็ทำกัน
by
Tags: