อดีตผู้พิพากษา ชี้สอบ ป.ป.ช. ‘คดีศักดิ์สยาม’ บททดสอบนิติรัฐไทย

(แฟ้มภาพ) ศักดิ์สยาม ชิดชอบอดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา ระบุการเข้าชื่อร้องสอบคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณียกคำร้องคดีซุกหุ้นของ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” คือบททดสอบสำคัญของหลักนิติรัฐไทย ตั้งคำถามต่อมติ ป.ป.ช. ที่สวนทางคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมจับตาบทบาทประธานรัฐสภาในการพิจารณาส่งเรื่องให้ศาลฎีกาตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป6 มิถุนายน 2569 – นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อเรื่อง “ศักดิ์สยาม ป.ป.ช. และประธานรัฐสภา: บททดสอบใหม่ของหลักนิติรัฐไทย” มีเหนือหาดังนี้วันที่ 5 มิถุนายน 2569 กลายเป็นหมุดหมายสำคัญหน้าใหม่ของการเมืองไทย เมื่อผู้นำฝ่ายค้านแท็กทีมสมาชิกรัฐสภา เข้าชื่อยื่นคำร้องครั้งประวัติศาสตร์ต่อประธานรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ประกอบมาตรา 234 วรรคหนึ่ง (1) เพื่อส่งต่อไปยังประธานศาลฎีกา ให้แต่งตั้ง "คณะผู้ไต่สวนอิสระ" ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้งชุดรวม 13 ราย (ทั้งที่ยังดำรงตำแหน่งและพ้นตำแหน่งไปแล้วไม่เกิน 5 ปีตามกฎหมาย พ.ร.ป. คดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฯ มาตรา 53 และ 59) กรณีมีมติยกคำร้องคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว. คมนาคมนี่ไม่ใช่แค่เกมการเมืองธรรมดา แต่มันคือการใช้กลไกทางกฎหมายชั้นสูงสุดเพื่อตรวจสอบ "องค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบทุจริต" เสียเอง! และนี่คือบททดสอบครั้งใหญ่ว่า ระบบกฎหมายไทยมีประสิทธิภาพพอที่จะ "ตรวจสอบผู้ตรวจสอบ" ได้จริงหรือไม่? เพราะคำถามในวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่ตัวคุณศักดิ์สยามอีกต่อไป… แต่อยู่ที่ความโปร่งใสของ ป.ป.ช. และบทบาทของประธานรัฐสภา!ความจริงมีได้กี่ชุด? เมื่อ "ศาลรัฐธรรมนูญ" กับ "ป.ป.ช." เห็นสวนทางในทางกฎหมาย ความเห็นและแง่มุมย่อมต่างกันได้… แต่ "ข้อเท็จจริงพื้นฐาน" ไม่ควรมีสองชุด!ฉากที่ 1 ศาลรัฐธรรมนูญ (คำวินิจฉัยที่ 1/2567): วินิจฉัยชัดเจนโดยไล่เลียงพยานหลักฐานเชิงลึกและเส้นทางการเงินอย่างละเอียดว่า การโอนสิทธิเงินลงหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ให้แก่นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์ นั้นเป็นเพียง "นิติกรรมอำพราง" แหล่งเงินที่นำมาชำระหมุนเวียนมาจากนิติบุคคลที่อยู่ภายใต้อำนาจควบคุมของนายศักดิ์สยาม ผู้รับโอนไม่มีศักยภาพทางการเงินแท้จริง สรุปคือ นายศักดิ์สยามยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนและเป็น "เจ้าของหุ้นที่แท้จริง" ในระหว่างดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี อันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 187ฉากที่ 2 มติ ป.ป.ช. (พิจารณา 8 ก.ย. 2568 / แถลงข่าว 23 เม.ย. 2569): คณะกรรมการ ป.ป.ช. กลับมีมติยกคำร้อง! โดยมองว่ารายการทรัพย์สินถูกต้องและมีอยู่จริง "ไม่ปรากฏพฤติการณ์จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง" โดย ป.ป.ช. ไปให้น้ำหนักกับกรณีที่นายศักดิ์สยามไปยื่นฟ้องผู้รับโอนหุ้นต่อศาลจังหวัดนนทบุรี แล้วทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน จนศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินเสร็จเด็ดขาดไปแล้วมารับฟังแทนตรรกะที่ย้อนแย้งชวนงง: บุคคลคนเดียวกัน จะสามารถเป็น "เจ้าของหุ้นที่แท้จริง" ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ในเวลาเดียวกันกลับ "เข้าใจโดยสุจริตว่าตัวเองไม่ได้เป็นเจ้าของหุ้น" ตามมติ ป.ป.ช. ได้อย่างไร? ถ้าคำตอบคือ "ได้" ระบบยุติธรรมไทยคงสั่นคลอนอย่างรุนแรง เพราะเรื่องเดียวกัน บนฐานพยานหลักฐานเดียวกัน ดันมีผลและคุณลักษณะทางกฎหมายขัดกันอย่างสิ้นเชิง!3 ข้อพิรุธ… ที่ ป.ป.ช. ถูกตั้งคำถามว่า "ละเว้นหน้าที่?"คำร้องของสมาชิกรัฐสภาได้สับพฤติการณ์ของ ป.ป.ช. ออกเป็น 3 ข้อกฎหมายสำคัญที่ชี้ว่า ป.ป.ช. อาจใช้ดุลพินิจมิชอบจนสิ้นกระแสความ:1.มอง "รูปแบบ" เหนือ "ความจริง" (Substance over Form) : ป.ป.ช. ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่า เลือกที่จะให้น้ำหนักกับรูปแบบเอกสารทางทะเบียนและการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในภายหลัง มากกว่า "เนื้อหาสาระและพฤติการณ์ที่แท้จริง" (Substance) ที่ศาลรัฐธรรมนูญขุดเจอ ซึ่งขัดต่อหลักนิติศาสตร์สากลและระเบียบ ป.ป.ช. ว่าด้วยการตรวจสอบทรัพย์สินฯ พ.ศ. 2561 ข้อ 4 และข้อ 18 ที่กำหนดให้ต้องมีการ "ตรวจสอบเชิงลึก" เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการถือครองทรัพย์สินแทน (นอมินี)เมิน "เส้นทางการเงิน" : ศาลรัฐธรรมนูญชี้เป้าและกางวงจรกระแสเงินที่ผิดปกติ รวมถึงข้อพิรุธแวดล้อม เช่น ใบวางบิล ค่าน้ำมันรถยนต์ และการบริจาคเงินให้พรรคการเมืองไว้ให้หมดแล้ว แต่เหตุใด ป.ป.ช. จึงสรุปง่ายๆ โดยไม่ได้ไต่สวนข้อเท็จจริงย้อนสอบจากเส้นทางเงินเหล่านั้นเลย เป็นการใช้ดุลพินิจผิดพลาดอย่างชัดแจ้งและไม่สอบสวนให้สิ้นกระแสความคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กร : ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่ คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญย่อมเป็นเด็ดขาดและผูกพัน ป.ป.ช. ด้วย เมื่อศาลชี้ขาดในข้อเท็จจริงแล้วว่ามีการอำพรางหุ้น ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจและไม่มีสิทธิตั้งข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เพื่อสวนทางกับคำวินิจฉัย นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังมีพฤติการณ์ "ปกปิดกระบวนการไต่สวน" โดยเพิกเฉยต่อคำร้องขอตรวจดูและขอสำเนาเอกสารสารบบคดีของนายปกรณ์วุฒิ (ตามใบรับเลขที่ 16195 วันที่ 8 พฤษภาคม 2569) ซึ่งล่วงเลยกรอบเวลา 15 วันตามกฎหมายข้อมูลข่าวสารฯ และมติ ครม. โดยไม่มีเหตุอันควรเส้นแบ่งอันตราย: หาก ป.ป.ช. ละเลยการตรวจพยานหลักฐานสำคัญและบิดผันประเด็นข้อกล่าวหาเช่นนี้ มันจะก้าวข้ามจากคำว่า "ใช้ดุลพินิจผิดพลาด" ไปสู่คำว่า "ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต" ตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. มาตรา 172 ทันที ซึ่งกรรมการ ป.ป.ช. เสียงข้างมากย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมาย (มาตรา 42 วรรคสองของกฎหมาย ป.ป.ช. ที่ระบุว่า ในการปฏิบัติหน้าที่และการใช้ดุลพินิจของ ป.ป.ช. ซึ่งได้แสดงเหตุผลอันสมควรประกอบแล้ว และได้กระทำไปโดยสุจริต ย่อมได้รับความคุ้มครอง) และเสี่ยงต่อการถูกสอยตกเก้าอี้ฐานฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงสปอตไลท์ดวงใหญ่พุ่งใส่ "โสภณ ซารัมย์" ประธานรัฐสภาจากนี้ไป สายตาประชาชนทุกคู่จะจับจ้องไปที่คนคุมเกมอย่างนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 ไม่ได้ดีไซน์ให้ตำแหน่งนี้เป็นแค่ "คนส่งไปรษณีย์" หรือบุรุษไปรษณีย์ที่รับเอกสารมาแล้วส่งต่อ แต่ประธานรัฐสภามีหน้าที่และอำนาจขั้นต้นในการตรวจสอบความถูกต้องของการเข้าชื่อ และดูว่าคำร้องมี "เหตุอันควรสงสัย" (Reasonable Suspicion) หรือไม่ความยากและแหลมคมในทางเมืองอยู่ตรงที่นายโสภณ มีภูมิหลังและสังกัดพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคเดียวกับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ! สังคมจึงตั้งคำถามและจับตาเป็นพิเศษว่าจะเกิดภาวะผลประโยชน์ทับซ้อนหรือการ "อุ้มพวกพ้อง" หรือไม่?สิ่งที่กฎหมายและสังคมคาดหวังจากประธานรัฐสภา:ในชั้นนี้ ประธานรัฐสภาไม่มีหน้าที่วินิจฉัยความถูก-ผิด: หน้าที่ในการสืบหาความจริงเป็นของคณะผู้ไต่สวนอิสระและศาลฎีกา ประธานรัฐสภาจึงไม่จำเป็นต้องรับฟังพยานหลักฐานจนสิ้นข้อสงสัย ขอเพียงคำร้องมีการเข้าชื่อครบถ้วนและมีพฤติการณ์ "มีเหตุอันควรสงสัย" มีการกระทำตามที่ถูกกล่าวหา ก็ต้องเปิดทางให้กระบวนการตรวจสอบเดินหน้า โดยส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาทันทีหากคิดจะปัดตก: ต้องมีข้อต่อสู้และเหตุผลทางกฎหมายที่เคลียร์ ชัดเจน และโปร่งใสอย่างยิ่งยวด ไม่ค้านสายตาประชาชน และที่สำคัญคือต้องทำด้วยความรวดเร็ว ไม่ดึงเช็งเพื่อประวิงเวลา เพราะหากประธานรัฐสภาใช้ดุลพินิจโดยมิชอบหรือบิดเบือนกลไกแห่งรัฐธรรมนูญเสียเอง ตัวประธานรัฐสภาก็หนีความรับผิดชอบทางกฎหมายและอาจถูกดำเนินคดีอาญาได้เช่นกันบทสรุป: ความจริงต้องมีหนึ่งเดียวคดีนี้อาจเริ่มต้นจากข้อพิพาทเรื่องหุ้นและบัญชีทรัพย์สินของนักการเมืองคนหนึ่ง แต่บัดนี้มันลุกลามจนกลายเป็น บททดสอบครั้งใหญ่ที่สุดของระบบนิติรัฐและกระบวนการยุติธรรมไทยหัวใจของ "หลักนิติรัฐ" (หรือหลักนิติธรรม: Rule of Law) ไม่ใช่การตั้งองค์กรตรวจสอบขึ้นมาโก้ๆ หลายองค์กร แต่คือการที่ทุกองค์กร ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. หรือรัฐสภา ต้องยอมจำนนต่อ "ความจริงและหลักเกณฑ์ของกฎหมาย" อยู่ภายใต้มาตรฐานเดียวกัน หากเราปล่อยให้เรื่องเดียวกัน มีพยานหลักฐานชุดเดียวกัน แต่กลับมีผลลัพธ์ทางกฎหมายแบบสองมาตรฐาน ขัดแย้งกันเองเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบุคคลบางกลุ่ม… นั่นย่อมเป็นอันตรายรุนแรงต่อความมั่นคงของระบบความยุติธรรมในประเทศชาติ ยิ่งกว่าความผิดของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเสียอีก!


Posted

in

by

Tags: