ตามประเด็นการเมือง…คงต้องรอดู ภายหลังพ้นพันธนาการถูกจองจำ “นายทักษิณ ชินวัตร” จะมีบทบาทอย่างไร เพราะใครก็รู้ว่า “พรรคเพื่อไทย” เปรียบเป็นสมบัติของตระกูล “ชินวัตร” และยังเป็นกลไกสำคัญ เพื่อหวังเข้าสู่อำนาจรัฐ แม้จะไม่ยิ่งใหญ่เหมือนเดิม แต่ยังเป็นตัวแปรสำคัญในทางการเมืองในเมื่อมีบทบาททางการเมืองตลอด 20 ปี ดังนั้นทุกความเคลื่อนไหวของ “นายทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ย่อมต้องถูกจับตามอง ยิ่งเมื่อพ้นจากการถูกจองจำ ได้รับพระราชทานอภัยโทษ และได้รับอิสรภาพโดยสมบูรณ์ จะวางอนาคตของตัวเองอย่างไร ขณะที่มุมมองของนักวิชาการคนดังอย่าง “รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก” ได้วิเคราะห์ผ่านสื่อบางสำนัก ถึงทิศทางของนายทักษิณ อาจมีกลุ่มผู้สนับสนุนผลักดันให้เกิด พ.ร.บ.ล้างมลทิน ขึ้นมาเพื่อเอื้อประโยชน์ทางการเมืองแก่นายทักษิณ โดยหากมีการล้างมลทิน ข้อห้ามในรัฐธรรมนูญ (รธน.) ที่ระบุไว้ว่า “ผู้ที่เคย” ต้องคำพิพากษาหรือเคยทุจริตไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ จะเกิดคำถามว่า คำว่า “เคย” เหล่านั้น จะถูกตีความตามบริบทของกฎหมาย หรือตามข้อเท็จจริง หากตีความตามข้อกฎหมาย ก็อาจถือว่ามลทินนั้นหมดสิ้นไป เสมือนไม่เคยต้องโทษหรือทุจริต ย่อมส่งผลให้สามารถกลับเข้าสู่เส้นทางการเมืองได้อย่างถูกต้อง นั้นจากความคิดเห็นดังกล่าว ทำให้คนใกล้ชิดนายทักษิณ ต้องออกมาชี้แจงว่า ภายหลังจากที่นายทักษิณ ได้รับพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปให้ปล่อยตัวไป ขณะนี้รายชื่อของนายทักษิณยังคงอยู่ในกระบวนการของคณะกรรมการตามมาตรา 21 แห่งพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) พระราชทานอภัยโทษ ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนของผู้ได้รับอภัยโทษทุกราย ซึ่งหากมีการตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้ว นายทักษิณจะได้รับหมายปล่อยตัวจากศาล และจะได้เดินทางไปรับใบบริสุทธิ์จากเรือนจำพิเศษธนบุรี เพื่อนำไปยื่นขอปลดกำไลอีเอ็มกับสำนักงานคุมประพฤติ กทม. 1 ตามกระบวนการปกตินอกจากนี้ กรณีที่มีนักวิชาการอิสระรายหนึ่ง ออกมาวิเคราะห์ให้ความเห็นลักษณะว่า นายทักษิณ จะได้รับประโยชน์หากมีการผลักดัน พ.ร.บ.ล้างมลทิน ทำให้นายทักษิณพ้นจากมลทินทั้งหมด เสมือนไม่เคยต้องโทษหรือทุจริต ย่อมส่งผลให้สามารถกลับเข้าสู่เส้นทางการเมืองได้อย่างถูกต้องนั้น ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง โดยนายทักษิณมีความตั้งใจว่า เมื่อได้ปลดกำไลอีเอ็มพ้นโทษบริบูรณ์แล้ว มีเพียงแพลนเดินทางพักผ่อนท่องเที่ยวต่างประเทศเท่านั้น และไม่คิดข้องเกี่ยวกับงานทางการเมือง รวมถึงไม่คิดถึงการปูทางรับความสนับสนุน เอื้อประโยชน์ล้างมลทิน เพื่อมีตำแหน่งในทางการเมืองแต่อย่างใดคงต้องรอดู ภายหลังพ้นพันธนาการถูกจองจำ "นายทักษิณ" จะมีบทบาทอย่างไร เพราะใครก็รู้ว่า “พรรคเพื่อไทย” เปรียบเป็นสมบัติของตระกูล "ชินวัตร" และยังเป็นกลไกสำคัญ เพื่อหวังเข้าสู่อำนาจรัฐ แม้จะไม่ยิ่งใหญ่เหมือนเดิม แต่ยังเป็นตัวแปรในทางการเมืองถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หลังต้องปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือที่หลายคนเรียกกันภาษาชาวบ้านว่า “บัตรคนจน” หลังกระทรวงการคลังออกระเบียบตัดสิทธิผู้ถือบัตรคนจน กรณีบุตรนำสิทธิอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษี ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ว่า ทำให้เกิดความขัดแย้งในครอบครัว ในกรณีที่บุตรอยากใช้สิทธิลดหย่อนภาษี แต่ทำให้บุพการีเสียสิทธิในการได้บัตรคนจน จนทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบ ในขณะที่รัฐบาลตัดสินใจให้ทบทวนการตัดสิทธิผู้ถือบัตรคนจนหากย้อนไปดูสิทธิบัตรคนจนที่จะได้รับ อาจเป็นคำตอบจนทำให้หลายคนอยากได้รับบัตรดังกล่าว วงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็น 300 บาท/คน/เดือน วงเงินค่าเดินทางสาธารณะถึง 750 บาท/คน/เดือน (ครอบคลุมทั้ง ขสมก.-รถร่วม ขสมก.-บขส.-รถไฟฟ้า-รถทัวร์-รถไฟ-รถสองแถวรับจ้าง และเรือโดยสารสาธารณะ) ส่วนลดค่าไฟฟ้า 315 บาท/ครัวเรือน/เดือน ส่วนลดค่าน้ำประปา 100 บาท/ครัวเรือน/เดือน ส่วนลดก๊าซหุงต้ม 80 บาท/คน/3 เดือนด้าน “นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และรมว.คลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการปรับปรุงหลักเกณฑ์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า จากการหารือกับนายกฯ รัฐบาลได้รับฟังความกังวลของประชาชน เกี่ยวกับเกณฑ์การตัดสิทธิผู้ถือบัตรฯ กรณีบุตรนำสิทธิอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษี ซึ่งในความเป็นจริงพบว่าบุตรบางรายใช้สิทธิลดหย่อน แต่ไม่ได้ดูแลบุพการีจริง ส่งผลให้ผู้สูงอายุที่เดือดร้อนขาดสิทธิการช่วยเหลืออย่างไม่เป็นธรรมนายเอกนิติ กล่าวว่า นายกฯ ได้สั่งการให้กระทรวงการคลัง เร่งทบทวนเกณฑ์ดังกล่าวโดยด่วน โดยตนได้มอบหมายให้คณะกรรมการประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม พิจารณายกเลิกการนำเกณฑ์การลดหย่อนภาษีอุปการะบิดามารดา มาเป็นเงื่อนไขในการอนุมัติบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงในสังคม และดูแลกลุ่มผู้เปราะบางได้อย่างแม่นยำที่สุดทั้งนี้ กระบวนการทบทวนสิทธิ และการคัดกรองทั้งหมดคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือน ก.ค. เพื่อให้ผู้ที่ผ่านเกณฑ์ และผู้ที่ต้องการใช้สิทธิ โครงการไทยช่วยไทยพลัสสามารถเริ่มใช้บริการได้ทันทีตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมเป็นต้นไป“รัฐบาลพร้อมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย” นายเอกนิติ กล่าวด้าน “น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล” สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) ถึงประเด็นหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่าแม้ล่าสุดนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ออกมาแถลง และยืนยันการทบทวนหลักเกณฑ์ผู้ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ไม่ใช่การทบทวนมติ ครม. ซึ่งในรายละเอียดที่ให้ต่อมา คือ รอบปีภาษีนี้คงจะแก้ไขอะไรไม่ได้ เนื่องจากลูกๆ ได้ลดหย่อนภาษีไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นพ่อแม่ที่จะยืนยันหรือขอรับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ ยังขอได้อยู่แม้ลูกจะเอาชื่อไปลดหย่อนภาษี แต่ในปีภาษีหน้าก็จะกลับไปเป็นตามมติ ครม. เดิม คือถ้าลูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษีเมื่อไหร่ พ่อแม่ก็จะถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเมื่อนั้น เราคิดว่าตรงนี้เป็นปัญหาอยู่ ซึ่งเราไม่สามารถพิจารณาเรื่องนี้รวมกันได้ เพราะการที่ลูกอุปการะ ไม่ได้หมายความว่า พ่อแม่อยู่ในสถานะที่ไม่เดือดร้อน"ขอเสนอแนะให้รัฐบาล ทบทวนหลักเกณฑ์ครั้งนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการลดหย่อนภาษีของลูกและพ่อแม่ รวมถึงเกณฑ์การถือครองที่ดิน 10 ไร่ ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่แข็งมาก พบว่ามีเกษตรกรที่อาจมีที่ดินเกิน 10 ไร่แต่ไม่ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ยังอยู่ในภาวะที่เดือดร้อนจำเป็น ต้องได้รับสวัสดิการแห่งรัฐ" น.ส.ศิริกัญญา กล่าวและว่า ส่วนเกณฑ์เรื่องหนี้สิน 100,000 บาท จะทำให้เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากไม่ได้เข้าเกณฑ์นี้ ขณะที่เรื่องของรถยนต์ไม่ว่าจะมีกรรมสิทธิ์มาเป็นระยะเวลานานแล้ว มูลค่ารถยนต์จริงไม่เหลือแล้ว หรือเป็นรถยนต์ที่ใช้การไม่ได้แล้ว ก็จะถูกตัดสิทธิเช่นเดียวกัน เรื่องนี้มีปัญหาเยอะมากในหลักเกณฑ์ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบนี้ จึงขอเรียกร้องให้มีการทบทวนมติ ครม. อีกครั้งหนึ่งดังนั้นต้องดูแนวทางของรัฐบาล จะเพียงแค่ทบทวน หรือจะยกเลิกออกระเบียบตัดสิทธิผู้ถือบัตรคนจน กรณีบุตรนำสิทธิอุปการะเลี้ยงดูบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษี เชื่อว่าในอนาคตนำมาใช้อีก ก็จะเป็นปัญหา และถูกวิจารณ์ในทางลบอีก.ทีมข่าวการเมือง
‘ทักษิณ’ ล้างมือการเมือง
by
Tags: