ประหารชีวิตทางการเมือง! ศาลฎีกาพิพากษา ‘ศุภชัย โพธิ์สุ’ อดีต สส.ภูมิใจไทย ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงรุกป่าดงพะทาย 220 ไร่ ตัดสิทธิการเมืองตลดชีวิตเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ศาลฎีกา อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ คมจ 2/2568 หมายเลขแดงที่ คมจ 3/2569 ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้ร้อง กับ นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดนครพนม พรรคภูมิใจไทย ผู้คัดค้าน กรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงคดีนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2568 ว่า นายศุภชัยขณะดำรงตำแหน่ง สส. วาระที่ 4 (ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม 2562 ถึงวันที่ 20 มีนาคม 2566) มีพฤติการณ์ยึดถือ ครอบครอง และทำประโยชน์ในที่ดินโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่แปลงป่าดงพะทาย ตำบลพะทาย อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม รวม 40 ใบจอง เนื้อที่ 220 ไร่ มูลค่าประมาณ 6,660,000 บาท ซึ่งเป็นการครอบครองต่อเนื่องมาตั้งแต่ดำรงตำแหน่ง สส. วาระที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2544 โดยนายศุภชัยไม่ใช่บุคคลที่ได้รับใบจอง (น.ส. 2) และไม่มีคุณสมบัติได้รับจัดสรรที่ดินตามระเบียบ อันเป็นการกระทำที่ไม่ถือผลประโยชน์ของชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตนศาลฎีกาวินิจฉัยในประเด็นแรกเกี่ยวกับอำนาจฟ้องของ ป.ป.ช. โดยชี้ว่า ขณะที่ ป.ป.ช. มีมติให้ไต่สวนเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 นายศุภชัยยังคงดำรงตำแหน่ง สส. อยู่ จึงมิใช่กรณีพ้นจากตำแหน่งเกิน 5 ปี และเป็นการถือครองที่ดินต่อเนื่องมาตลอดจนกระทั่งถูกกล่าวหา จึงเป็นการดำเนินการภายในระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องล่วงเลยเกิน 10 ปี ส่วนระยะเวลาการไต่สวนตามกฎหมายเป็นเพียงกรอบบทบัญญัติการทำงาน ไม่ใช่บทตัดอำนาจไต่สวน ป.ป.ช. จึงมีอำนาจยื่นคำร้องประวัติ ศุภชัย โพธิ์สุ จากอดีตรองประธานสภาฯ สู่คำพิพากษาตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิตในประเด็นความผิด ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่า แม้ขณะซื้อที่ดินนายศุภชัยจะเป็นราษฎรธรรมดาและยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่พฤติการณ์กว้านซื้อที่ดินรัฐจำนวนมากถึง 220 ไร่ ซึ่งเป็นที่ดินในโครงการช่วยเหลือประชาชนผู้ยากจนและเกษตรกร ย่อมเป็นการหาผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ไม่ตรงไปตรงมา การซื้อขายที่ดินทั้ง 40 แปลงที่มีข้อห้ามโอน จึงเป็นการทำนิติกรรมที่ต้องห้ามชัดแจ้งตามกฎหมาย ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และเมื่อผู้มีชื่อในใบจองเดิมละทิ้งที่ดินแล้ว ที่ดินย่อมตกกลับเป็นของรัฐทันที นายศุภชัยจึงไม่มีสิทธินำเดินสำรวจออกโฉนดได้ และไม่มีการดำเนินการใดจากทางจังหวัดที่ทำให้นิติกรรมที่เป็นโมฆะนี้กลายเป็นชอบด้วยกฎหมายศาลชี้ชัดว่า การที่นายศุภชัยครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินเรื่อยมาจนกระทั่งเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง ย่อมต้องตระหนักว่าตนเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย จำต้องดำรงไว้ซึ่งจริยธรรม การครอบครองที่ดินจำนวนมากเป็นการหวงกันมิให้ราษฎรเข้าทำประโยชน์ และก่อประโยชน์แก่ตนเองแทนที่จะเกิดแก่ประชาชนตามเจตนารมณ์ของรัฐ จึงขัดกันแห่งผลประโยชน์ในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับการบริหารจัดการทรัพยากรดินและป่าไม้ ไม่รักษาไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง แม้ภายหลังจะมีการยื่นหนังสือขอสละสิทธิครอบครองที่ดิน 39 แปลง แต่เป็นการกระทำหลังจากถูก ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหาแล้ว จึงฟังไม่ขึ้นศาลฎีกาจึงพิพากษาว่า นายศุภชัยฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 235 ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 87 และมาตรฐานทางจริยธรรมฯ พ.ศ. 2561 ข้อ 7 ประกอบข้อ 3, ข้อ 17 และข้อ 27 ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป รวมถึงไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาสำหรับ ศุภชัย โพธิ์สุ มีฉายาว่า “ครูแก้ว” อดีตสหายแสง เกิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2501 ที่อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนมเส้นทางการเมืองผูกอยู่กับจังหวัดนครพนมและพรรคภูมิใจไทยมายาวนาน เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนมหลายสมัย เคยดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร เคยเป็น สส. นครพนม สังกัดพรรคภูมิใจไทย เคยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยด้านการศึกษา จบปริญญาตรีสาขาบริหารการศึกษา และปริญญาโทสาขารัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหงอ่านข่าวที่เกี่ยวข้องด่วน! ทนายตั้ม โดนคุก 1 ปี 4 เดือน ชดใช้ 1.1 ล้าน คดีหมิ่นประมาท “สหายแสง”พรรคภูมิใจไทย เดินหน้าลุยฟ้องทุกรายไม่เว้นสื่อ จงใจทำพรรคเสื่อมเสียชื่อเสียง“ดร.เชน” ตอบไม่มีปัญหา หลังภูมิใจไทยถอนชื่ออกจากร่าง รธน. ไม่กระทบความร่วมมือประวัติ ศุภชัย โพธิ์สุ จากอดีตรองประธานสภาฯ สู่คำพิพากษาตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต
ด่วน! ‘ศุภชัย โพธิ์สุ’ อดีตภูมิใจไทย ศาลฎีกา ตัดสิทธิการเมืองตลอดชีวิต
by
Tags: