“เขมร” มีหนาว!เมื่อ ครม.เปิดหน้าคณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับฝ่ายไทย ภายใต้ UNCLOS ๒ คนที่จะไปถกกับฝ่ายเขมรเรื่องเส้นเขตแดนทางทะเลในอ่าวไทย ตรงเกาะกูด ที่เขมรลากเส้นล้ำแดนเข้ามา เคลมเป็นพื้นที่ทับซ้อน หวังเอี่ยว “แหล่งพลังงาน”๒ ผู้ประนอมฝ่ายไทยนั้นเมื่อรู้ชื่อ-รู้หน้า ระดับปรมาจารย์กฎหมายทางทะเล ยังต้องเรียก “ซือแป๋”!ก็คือ “ศ. ดร.รือดิเกอร์ โวล์ฟรุม” นักกฎหมายระหว่างประเทศชาวเยอรมนี และ“อัลเบิร์ต ฮอฟฟ์แมน” อดีตประธานศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ ชาวแอฟริกาใต้ทำไมระดับปรมาจารย์กฎหมายทางทะเลยังต้องเรียก ๒ ท่านนี้ว่าซือแป๋ อ่านสรรพคุณได้จากนี่เลย“INFO Thailand”“มือเก๋า” กฎหมายทะเลโลก!!!! เปิดตัว 2 พระกาฬ “ทีมไทยแลนด์” เจรจา UNCLOSทำความรู้จักกับ “ศ. ดร.รือดิเกอร์ โวล์ฟรุม” และ “ผู้พิพากษาอัลเบิร์ต ฮอฟฟ์แมน”ร่วมทีมไทยแลนด์ ผนึกกำลังรองนายกฯ สีหศักดิ์ สู้กัมพูชาถือเป็นการขยับหมากสำคัญของรัฐบาลไทยในประเด็นข้อพิพาททางทะเลกับกัมพูชาหลังคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้ง ศาสตราจารย์ ดร.รือดิเกอร์ โวล์ฟรุม (Professor Dr. Rüdiger Wolfrum) นักกฎหมายระหว่างประเทศชาวเยอรมนี และผู้พิพากษาอัลเบิร์ต ฮอฟฟ์แมน (Judge Albert Hoffmann) อดีตประธานศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ ชาวแอฟริกาใต้เป็นผู้ประนอมฝ่ายไทย ในกระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation)ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOSนี่เป็นการดึง “ระดับแถวหน้าของโลก” เข้ามาช่วยดูแลผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทยโดยตรง“รือดิเกอร์ โวล์ฟรุม” หนึ่งในผู้ร่วมสร้างกติกาทะเลโลก“ศ. ดร.รือดิเกอร์ โวล์ฟรุม” เป็นนักกฎหมายระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในแวดวงกฎหมายทะเลเคยดำรงตำแหน่ง “ผู้พิพากษาศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ” (ITLOS) ตั้งแต่ปี 1996-2017และเคยเป็น “ประธานศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ” ในช่วงปี 2005-2008จุดที่น่าสนใจคือ “โวล์ฟรุม” ไม่ใช่เพียงผู้ตีความกฎหมายทะเล แต่เป็นหนึ่งในผู้ที่มีส่วนร่วมตั้งแต่ช่วงการเจรจาจัดทำ “อนุสัญญา UNCLOS” ฉบับที่ 3 ระหว่างปี 1980-1982ซึ่งนำไปสู่การถือกำเนิดของ “รัฐธรรมนูญแห่งมหาสมุทรโลก” ที่ประเทศต่างๆ ใช้เป็นกติกากลาง มาจนถึงปัจจุบันนอกจากนี้ ยังเคยดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถาบัน Max Planck Institute for Comparative Public Law and International Lawซึ่งถือเป็นหนึ่งในสถาบันวิจัยกฎหมายระหว่างประเทศที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งของโลกสิ่งที่ทำให้ชื่อของ “โวล์ฟรุม” มีความสำคัญต่อไทยเป็นพิเศษ คือความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเกี่ยวกับ มาตรา 298 ของ UNCLOSซึ่งเป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ “ประนอมภาคบังคับ” โดยตรงหรือก็คือกลไกเดียวกับที่ไทย-กัมพูชากำลังเข้าสู่กระบวนการในขณะนี้กล่าวอีกนัยหนึ่งไทยได้เลือกผู้เชี่ยวชาญที่ศึกษาและทำงานเกี่ยวกับกลไกนี้มาเกือบทั้งชีวิตวิชาการให้เข้ามาช่วยดูแลคดี“อัลเบิร์ต ฮอฟฟ์แมน” : มือเก๋าด้านทรัพยากรทะเลและการเจรจาระหว่างประเทศส่วนผู้พิพากษาอัลเบิร์ต ฮอฟฟ์แมน ถือเป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญในวงการกฎหมายทะเลโลกฮอฟฟ์แมนเคยดำรงตำแหน่ง “ประธานศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ” ในช่วงปี 2020-2023และเป็นผู้พิพากษาศาลดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2005 อีกทั้งยังเคยดำรงตำแหน่งประธาน Seabed Disputes Chamberซึ่งเป็นองค์กรทำหน้าที่พิจารณาข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพยากรใต้พื้นทะเลโดยเฉพาะก่อนเข้าสู่ตำแหน่งผู้พิพากษา….“ฮอฟฟ์แมน” เคยเป็นที่ปรึกษากฎหมายของกระทรวงการต่างประเทศแอฟริกาใต้และมีประสบการณ์ด้านการเจรจาระหว่างประเทศจำนวนมาก ความเชี่ยวชาญของเขาอยู่ในประเด็น….“การจัดการทรัพยากรธรรมชาติในทะเล”ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือแร่ธาตุใต้ทะเล รวมถึงแนวทางแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างประเทศในพื้นที่ที่มีการอ้างสิทธิทับซ้อนกันประเด็นนี้….มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกรณี “ไทย-กัมพูชา” เพราะพื้นที่พิพาททางทะเลในอ่าวไทย ถูกมองว่ามีศักยภาพด้านทรัพยากรพลังงานจำนวนมากและเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ข้อพิพาทยืดเยื้อมายาวนานหลายทศวรรษทำไมการเลือกทั้งสองคนจึงเป็นผลดีต่อไทย?หากมองในเชิงยุทธศาสตร์ การแต่งตั้งบุคคลทั้งสองถือเป็นการส่งสัญญาณว่า ไทยกำลังใช้….“แนวทางกฎหมายระหว่างประเทศ” อย่างจริงจังไม่ใช่เพียงการต่อสู้ทางการเมืองหรือการทูตประการแรก ทั้งสองเป็นอดีต “ประธานศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ”ซึ่งหมายความว่า พวกเขาได้รับการยอมรับจากประชาคมโลกในฐานะผู้มีความเป็นกลางและมีความน่าเชื่อถือสูงสุดระดับหนึ่งของวงการกฎหมายทะเลประการที่สอง “ศ. ดร.รือดิเกอร์” มีความเชี่ยวชาญตรงกับกลไกมาตรา 298 และกระบวนการประนอมภาคบังคับที่ไทยกำลังใช้อยู่จึงสามารถช่วยวางกรอบข้อกฎหมายและยุทธศาสตร์การนำเสนอข้อมูลให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของ UNCLOS ได้อย่างแม่นยำประการที่สาม “ผู้พิพากษาอัลเบิร์ต” มีประสบการณ์ลึกซึ้งด้านทรัพยากรทางทะเลและการแบ่งปันผลประโยชน์จากแหล่งพลังงานซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ “ข้อพิพาทในอ่าวไทย”การมีผู้เชี่ยวชาญลักษณะนี้อยู่ในทีมย่อมช่วยให้ไทยสามารถวิเคราะห์ผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศได้อย่างรอบด้านมากขึ้นประการที่สี่ ทั้งสองคนไม่ได้มาจากประเทศคู่กรณีหรือประเทศที่มีผลประโยชน์โดยตรงในพื้นที่พิพาททำให้ภาพลักษณ์ “คณะผู้ประนอมฝ่ายไทย” มีความเป็นสากลและได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ มากกว่าการแต่งตั้งบุคคล คือการยกระดับเกมของไทยในโลกยุคปัจจุบัน….ข้อพิพาทระหว่างประเทศไม่ได้ตัดสินกันด้วยกำลังทหารเพียงอย่างเดียวแต่ตัดสินกันด้วยข้อมูล ข้อเท็จจริง หลักกฎหมาย และความสามารถในการอธิบายเหตุผลต่อประชาคมโลกการที่รัฐบาลไทยเลือกใช้บริการของอดีต “ประธานศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ” ถึง 2 คน พร้อมกันจึงสะท้อนว่า ประเทศไทยกำลังยกระดับการต่อสู้ในเวทีระหว่างประเทศให้เป็นการต่อสู้ด้วย“กฎหมายและความชอบธรรม”หากมองในระยะยาว นี่อาจเป็นหนึ่งในทีมกฎหมายทะเลที่แข็งแกร่งที่สุดชุดหนึ่ง ที่ประเทศไทยเคยจัดตั้งขึ้นมา เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติในอ่าวไทยภายใต้ “กติกาสากล” ที่ทั่วโลกยอมรับร่วมกัน……………………………………..ดูทางฝ่ายไทยแล้วไปดู “ผู้ประนอมภาคบังคับ ภายใต้ UNCLOS” ฝ่ายเขมร ๒ ท่านบ้าง ว่ามีใครบ้าง?มี “นายปีเตอร์ ทักเซอ-เยนเซน” อดีตนักการทูตอาวุโสชาวเดนมาร์กและอดีต “ประธานคณะกรรมาธิการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางทะเล” ระหว่าง “ติมอร์-เลสเต” กับ “ออสเตรเลีย”กับ “ศ.ฌอง-มาร์ก ตูเวอแนง” นักกฎหมายระหว่างประเทศชาวฝรั่งเศส และ “เลขาธิการสถาบันกฎหมายระหว่างประเทศ”ก็ถือว่าทั้ง ๒ ฝ่าย อยู่ในระนาบเดียวกัน!เมื่อได้ตัวครบทั้ง ๒ ฝ่ายแล้ว ก็จะไปเลือกบุคคลที่ ๕ มาเป็นประธาน “คณะกรรมาธิการประนอมภาคบังคับ” ให้เสร็จภายใน ๑ เดือนส่วนหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทย คือนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และ “นายทรงชัย ชัยปฏิยุทธ” เอกอัครราชทูต ณ กรุงคูเวต เป็นรองหัวหน้าทางฝ่ายเขมร “นายปรัก สุคน” รัฐมนตรีต่างประเทศเป็นหัวหน้าคณะเจรจา“หัวข้อหลัก” ที่จะถกกัน คือ….หาข้อสรุปเรื่อง “เขตแดนทางทะเล” ให้ชัดเจนและให้ถึงที่สุด จากนั้น ค่อยไปถึงเรื่อง “เขตทับซ้อน” ว่า “ทับซ้อนกันจริงหรือไม่?“ถ้ามีทับซ้อน…ทับซ้อนกันมากน้อยแค่ไหน?”ส่วนเรื่อง “พื้นที่พัฒนาร่วมใต้ทะเล” นั้น อยู่ “นอกประเด็น” การประนอมภาคบังคับ!สิ่งที่เราควรรู้ของกระบวนการนี้ คือ…มีเวลาทำงาน ๑๒ เดือนผลสรุปและข้อรายงานเสนอแนะ เป็นเพียง “ข้อไกล่เกลี่ย”ไม่มีผลทางกฎหมาย!เป็น “พันธกรณี” ที่ทั้งสองฝ่ายคือ “ไทย-เขมร” ต้องยึดข้อเสนอแนะนี้ “เป็นฐาน”ในการที่จะต้องไปเจรจา “ตกลงกันเอง”บนพื้นฐาน “ข้อสรุป-ข้อรายงาน และข้อเสนอแนะ” นั้นสรุป….วนกลับที่เก่าเป็นอย่างที่ “ท่านสีหศักดิ์” พูดปากเปียก-ปากแฉะกับเขมร“เรา-สองฝ่าย ควรมาพูดจากันเอง” นั่นแหละ!-เปลว สีเงิน๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๙คนปลายซอย
เขมรเจ๊ง ‘ไม่มีเจ๊า’
by
Tags: