5 ก.ค.2569-พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน คณะกรรมการยกร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ และกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติของรัฐสภา โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง “ขออวยพรให้เกษียณอายุราชการไปด้วยดี….” เนื้อหาดังนี้สื่อหลายสำนักเริ่มเสนอข่าว การจะเกษียณอายุราชการของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ในวันที่ 30 ก.ย. นี้ และคาดว่าใครจะมาเป็น ผบ.ตร.คนต่อไปจะยึดหลักอาวุโส หรือยึดด้วยแต่ไม่เคร่งครัด(แล้วจะยึดแบบไหน) หรือไม่ให้ความสำคัญเลย… ไว้สัปดาห์หน้ากระผมจะเขียนให้ได้อ่านกันนะครับ!!! เพราะกระผมเป็นหนึ่งในกรรมการผู้ยกร่าง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฉบับนี้ เมื่อเห็นการใช้และการตีความกฎหมายแล้ว กระผมแทบจะวิ่งเอาหัวชนกำแพง ตีความแบบเอาถนนซอยหรือช่องเล็กๆ มาเป็นเส้นทางหลักอ้างว่ากฎหมายไม่ได้บัญญัติ…ปีที่ผ่านมามีคดีที่ประชาชนสนใจอยู่หลายเรื่อง หนึ่งในนั้น คือ เรื่องคนป่วยเทวดาชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ “ป่วยหนักจริง” “ไม่จริง” ไปนอนพักรักษาตัวอยู่ห้อง VVIP อย่างยาวนาน เป็นการกระทำที่ชอบหรือไม่ คำว่า “ชอบหรือไม่?” ในความหมายนี้ คือ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่? เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องฝ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ หรือแพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจ หรือทั้งสองร่วมกันหรือไม่? ซึ่งเรื่องนี้ดาบแรกคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ทำการไต่สวนจนเสร็จสิ้น สรุปผลนำเสนอต่อสาธารณชนไว้อย่างละเอียดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว… ดาบสองแพทยสภาได้ทำการตรวจสอบเรื่องนี้โดยละเอียดแล้วนำเข้าที่ประชุมใหญ่พิจารณา และมีมติชี้ชัดว่า การปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์ผู้เกี่ยวข้องหลายท่านไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพของแพทย์โดยได้สั่งลงโทษหนักเบาลดหลั่นกันไป “ไม่ป่วยหนักจนถึงขนาดต้องนอนยาว…” ดาบสามซึ่งถือเป็นดาบที่รุนแรงที่สุดแทบจะเรียกได้ว่า “ดาบปลิดวิญญาณ” ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำสั่งเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 บังคับโทษจำคุกนักโทษคนดังกล่าวเป็นเวลา 1 ปี โดยมติเป็นเอกฉันท์ 5-0 ชี้ว่า การออกไปพักรักษาตัวนอกเรือนจำไม่เป็นไปตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์ และไม่นับระยะเวลาดังกล่าวเป็นวันต้องโทษ ให้นำตัวกลับเข้าคุมขังในเรือนจำทันทีตั้งแต่วันที่มีคำสั่ง ในส่วนของอาการป่วยศาลท่านชี้ชัดว่า “…พยานหลักฐานชี้ว่าอาการป่วยไม่ได้อยู่ในขั้นวิกฤตที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์จะรักษาไม่ได้…” ซึ่งก็สอดคล้องกับมติของแพทยสภา นอกจากนี้ ยังมีผู้ไปกล่าวโทษทั้งเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ และแพทย์โรงพยาบาลตำรวจหลายนาย ไว้กับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ด้วยประเด็นมีอยู่ว่า “ตามที่ปรากฏข่าวว่ามีแพทย์ของโรงพยาบาลตำรวจซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา และมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้จะลาออกจากราชการหันหลังให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และจะฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและทางอาญาเพื่อจะเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้อง” ซึ่งจะหมายรวมถึงนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่กระผมไม่ทราบได้… ในฐานะประธาน ก.ตร. ที่ไม่จัดให้มีการประชุม ก.ตร. วาระพิเศษ เพื่อเลื่อนตำแหน่งระดับนายพล… (ตกลงจะฟ้องหรือจะรับทราบข้อกล่าวหาวินัยร้ายแรง)ข้าราชการตำรวจที่ถูกกล่าวหาผิดวินัยอย่างร้ายแรง จะต้องเริ่มดำเนินการสอบสวนภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ และต้องสั่งลงโทษภายในสามปีนับแต่วันที่ผู้นั้นออกจากราชการ ตามความในมาตรา 129 วรรคสอง ถามว่า ผบ.ตร. ได้ดำเนินการในเรื่องนี้ไปแล้วหรือไม่ ซึ่งถ้าไม่และเลยระยะเวลาที่จะดำเนินการได้นั้น จะเป็นเรื่องหนึ่งที่จะตามไปหลอกหลอนท่านภายหลังเกษียณอายุราชการอย่างแน่นอน…การดำเนินการทางวินัยเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ง่ายมากถึงง่ายที่สุด ด้วยเหตุเพราะคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แพทยสภา และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ทำการตรวจสอบเรื่องนี้ไว้อย่างละเอียด สรุปผล เป็นความเห็น เป็นมติ เป็นคำสั่งหรือคำพิพากษาไว้อย่างชัดเจนในทุกประเด็นในทุกมิติ… เพียงแค่เอามามัดรวมกันแล้วสอบสวนพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องยืนยันผลการตรวจสอบและสอบสวนเพิ่มเติมในบางประเด็นก็น่าที่จะชี้มูลได้แล้ว น่าจะใช้เวลาไม่เกินสองเดือนก็เห็นหน้าเห็นหลังแล้วครับ… สำนักงานตำรวจแห่งชาติผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติดำเนินการแล้วหรือยัง… ถ้ายังขอถามว่าเพราะเหตุใด? จะรอให้ล่วงเลยระยะเวลาหนึ่งปี หรือสามปี ตามความในมาตรา 129 ดังกล่าวข้างต้นหรืออย่างไร และอย่าลืมนะครับว่าเรื่องเทวดาชั้น 14 เหตุเกิดในช่วง ผบ.ตร. ท่านนี้นะครับ อะไรจะติดตามมากระผมไม่อยากจะคิด…หลายท่านอาจจะแย้งว่า อ้าว!!! ก็กระผมเองเป็นคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ(ก.ร.ตร.) ซึ่งมีหน้าที่และอำนาจที่จะทำการไต่สวนดำเนินการทางวินัยได้เองอยู่แล้ว มาบ่นทำไม? ทำไมไม่ทำเสียเอง กระผมต้องขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้เรียนชี้แจง… เรียนชี้แจงนะครับไม่ใช่แก้ตัว… คณะกรรมการ ก.ร.ตร. เป็นกรรมการคณะหนึ่งซึ่งตั้งขึ้นโดย พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฉบับนี้ มีลักษณะเป็นคณะกรรมการอิสระ ซึ่งมีหน้าที่และอำนาจในการดำเนินการไต่สวนกรณีข้าราชการตำรวจกระทำผิดวินัย หรือละเมิดประมวลจริยธรรม และจรรยาบรรณของตำรวจ องค์ประกอบจะประกอบด้วยบุคคลในกระบวนการยุติธรรมทั้งกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น(ข้าราชการตำรวจ) กระบวนการยุติธรรมช่วงกลางหรือก่อนฟ้องคดี(พนักงานอัยการ) กระบวนการยุติธรรมชั้นพิจารณาคดี(ผู้พิพากษา) และทนายความ เป็นสำคัญ และมีองค์ประกอบจากภาคประชาชน คือ ผู้แทนระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนตำบลจำนวนสองคน ผู้ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินและกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติคัดเลือกจำนวนหนึ่งคน ซึ่งจะเห็นได้ว่าหากกรรมการทุกฝ่ายครบตามองค์ประกอบดังกล่าว เชื่อว่าการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการคณะนี้สามารถดำเนินการไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์แก่ทางราชการ แต่เนื่องจากคณะกรรมการ ก.ร.ตร. ชุดปัจจุบัน(ชุดแรก) ผู้แทนจากพนักงานอัยการ และผู้พิพากษาไม่ได้มาร่วมเป็นองค์คณะ การไต่สวนแสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐานการดำเนินการทั้งหลายเพื่อพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ โดยใช้บทกฎหมายหลักวิชาการในการสืบสวนสอบสวน การรับฟังพยานหลักฐานและอื่นๆ ซึ่งเป็นภารกิจหลักของกรรมการคณะนี้แทบจะไม่สามารถดำเนินการไปได้เพราะเป็นเสียงข้างน้อย(ขาดองค์ประกอบที่สำคัญ) ซึ่งถ้าหากใช้ความรู้สึกส่วนตัวเข้ามาตัดสินชี้ขาดโดยใช้เสียงที่มีมากลากไปก็จะเกิดความไม่เป็นธรรม และเกิดความเสียหายต่อทางราชการเป็นอย่างมาก ยิ่งถ้าผู้มาร่วมเป็นกรรมการขาดความรู้และประสบการณ์ด้านสืบสวนสอบสวนและกฎหมายด้วยแล้ว จะยิ่งเป็นอุปสรรคในการดำเนินการของคณะกรรมการเป็นอย่างยิ่ง พูดภาษาตำรวจด้วยกันคงเข้าใจได้ง่าย “อย่าว่าบุคคลภายนอกเลย แม้ตำรวจด้วยกันที่ไม่เป็นงานสอบสวนให้มาทำงานสอบสวน ผลคือ ไปไม่เป็น… ดูไม่จืด” ครับท่าน คณะกรรมการชุดนี้จะหมดวาระในเดือนเมษายนปีหน้า ภาวนาว่าคณะใหม่ขอให้องค์ประกอบกระบวนการยุติธรรมทั้งต้นธาร กลางธาร และปลายธาร มากันให้ครบๆ นะครับท่าน…แพทย์ที่เป็นตำรวจซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่ทางการแพทย์(ปฏิบัติหน้าที่ตำรวจ) ผิดประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณแพทย์ จะถือว่าผิดประมวลจริยธรรมและจรรยาบรรณของตำรวจหรือไม่? กระผมฝากไปให้คิด ทั้งๆ ที่ไม่น่าจะต้องคิดอีกแล้ว… ด้วยความเคารพและปรารถนาดีท่าน ผบ.ตร. เหลือเวลาอีกสามเดือน ทำเสียให้เสร็จเถอะครับจะได้เกษียณไปอย่างราบรื่นเรียบร้อยอดใจไว้ปลายสัปดาห์หน้าจะขออนุญาตนำหลักเกณฑ์การแต่งตั้ง ผบ.ตร. ชนิดล้ำลึกไปถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย ให้เห็นภาพเสมือนหนึ่งว่าผู้อ่านเข้าไปนั่งร่วมในการยกร่างกฎหมายอยู่ด้วยมาให้อ่านกันนะครับ!!!
‘นวยไม่ทน’ กระตุก ‘บิ๊กต่าย’ เคลียร์ปม ‘อดีตหมอรพ.ตำรวจ’ มีเอี่ยวคดีชั้น 14 ให้จบก่อนเกษียณ
by
Tags: