เหตุอัปยศ! ยื่นสอบจริยธรรมร้ายแรง ‘ประธานสภาฯ-ที่ปรึกษา’ สั่งตำรวจขัดขวางเปิดโปงทุจริตก่อสร้างรัฐสภา

'วัชระ' บุก ปปช. ยื่นสอบจริยธรรมร้ายแรง 'โสภณ ซารัมย์-พล.ต.ต.วิชัย' สั่งตำรวจสภาขวางไม่ให้ 'วิลาศ จันทร์พิทักษ์'แถลงข่าว การทุจริตการก่อสร้างอาคารรัฐสภา ทั้งที่ขออนุญาต สว. เป็นผู้รับรองถูกต้องแล้ว เตือนเข้าข่ายมีประโยชน์ทับซ้อน ใช้อำนาจครอบงำระบบรปภ.17 ก.ค.2569 – นายวัชระ เพชรทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ยื่อหนังสือ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยกรณีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และกระทำการอันเป็นการขัดขวาง สิทธิหน้าที่ของพลเมืองตามรัฐธรรมนูญหนังสือมีใจความว่า ตามที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้สั่งการให้ตำรวจสภา 15 นายขวางกั้นไม่ให้นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตสส.กทม. 8 สมัย แถลงข่าวเรื่องการทุจริตการก่อสร้างอาคารรัฐสภาทั้งนี้ก่อนเกิดเหตุอัปยศดังกล่าวนั้น มีข่าวว่ามีการประชุมโดยพลตำรวจตรีวิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร เสนอและสั่งการตำรวจสภาไม่ให้นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ ทำการแถลงข่าว จึงขัดต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นการใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจสภาขัดขวางการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น ทำลายภาพพจน์ของสถาบันนิติบัญญัติและรัฐสภาไทย ไม่ให้เกียรติต่ออดีตสมาชิกรัฐสภา ขัดต่อหลักธรรมาภิบาล หลักนิติรัฐนิติธรรม และหลักการแห่งสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย จึงขอให้สอบสวนจริยธรรมร้ายแรงนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และพลตำรวจตรีวิชัย สังข์ประไพ ที่ปรึกษาว่ากระทำการจริงหรือไม่ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่พฤติการณ์และข้อเท็จจริงแห่งการร้องเรียน มีดังนี้ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ซึ่งตรงกับวันสิ้นสุดระยะเวลาการค้ำประกันผลงานความชำรุดบกพร่องตามสัญญาก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ (สัปปายะสภาสถาน) นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะพลเมืองไทยผู้ใช้สิทธิตามกฎหมาย ได้เดินทางมายังอาคารรัฐสภาในวันที่ 16 กรกฎาคม 2569 เพื่อแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เพื่อนำเสนอข้อมูลความชำรุดบกพร่อง รวมถึงข้อสงสัยในความไม่โปร่งใสของการก่อสร้าง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐและภาษีของประชาชน ซึ่งได้ทำหนังสือขออนุญาตก่อนการแถลงข่าวมีนายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้รับรองถูกต้องแล้วทว่า นายโสภณ ซารัมย์ และ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ในฐานะผู้มีอำนาจสั่งการ ได้ร่วมกันใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภา เข้าสกัดกั้น ขัดขวาง และผลักดัน มิให้นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนบริเวณหน้าห้องสื่อมวลชนตามที่เคยปฏิบัติได้พฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นเจตนาส่อไปในทางเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้าง เพื่อไม่ให้แถลงเปิดเผยสภาพความบกพร่องของการก่อสร้าง และขัดขวางมิให้เกิดการตรวจสอบข้อมูลอันเป็นประโยชน์สาธารณะ อันเข้าข่ายมีประโยชน์ทับซ้อนและใช้อำนาจครอบงำระบบรักษาความปลอดภัยของรัฐสภาเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้องหรือพรรคการเมืองที่ตนสังกัดข้อกฎหมายและมาตรฐานทางจริยธรรมที่ละเมิด การกระทำของผู้ถูกร้องเรียน เป็นการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายและมาตรฐานทาง จริยธรรมอย่างร้ายแรง ดังนี้1.ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 50 (10): ที่บัญญัติให้บุคคลมีหน้าที่ไม่ร่วมมือหรือสนับสนุนการทุจริตและประพฤติมิชอบทุกรูปแบบ การกระทำของผู้ถูกร้องเรียนจึงเป็นการขัดขวางพลเมืองมิให้ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ2.ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 (ซึ่งนำมาใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 128 วรรคสาม) ดังต่อไปนี้หมวด 1 มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ ข้อ 8: "ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ และปราศจากอคติ…"หมวด 2 มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก ข้อ 11: "ต้องไม่กระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมข้อ 12: "ต้องยึดมั่นในหลักการและความถูกต้อง และไม่ยินยอมให้ผู้ใดใช้อำนาจโดยมิชอบครอบงำการปฏิบัติหน้าที่"ข้อ 17: "ไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง"ความเสียหายที่เกิดขึ้นทำให้รัฐเสี่ยงต่อการสูญเสียสิทธิเรียกร้องค่าความเสียหายหรือค่าปรับจากการก่อสร้างอาคารรัฐสภาที่ชำรุดพกพร่อง อีกทั้งเป็นการใช้อำนาจรัฐและอำนาจบริหารภายในอาคารรัฐสภาละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน ทำลายความเชื่อมั่นศรัทธาที่ประชาชนมีต่อสถาบันนิติบัญญัติในระบอบประชาธิปไตยจึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการไต่สวน และส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาวินิจฉัยลงโทษตามกฎหมายต่อไป หากได้ผลประการใด กรุณาแจ้งให้ข้าพเจ้าทราบภายใน 15 วัน


Posted

in

by

Tags: