ในสภาวะทางการเมืองที่แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคภูมิใจไทย กำลังเผชิญมรสุมรุมเร้า ตำบลกระสุนตกใส่ให้ฉุดเรตติ้งทั้งเรื่องคดีฮั้ว สว. ล่าสุด “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เผชิญกับปมมหากาพย์ทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นที่สำคัญก่อนหน้านี้ “นิด้าโพล” เคยเผยแพร่ผลสำรวจคะแนนนิยมทางการเมือง รายไตรมาส 2/2569 เมื่อ 5 ก.ค.2569 ชี้ว่า “อนุทิน” มีคะแนนนิยมลดลงเหลือร้อยละ 21.68 จากเดิมร้อยละ 29.40 แต่ยังเป็นที่ 2 รองจาก “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชนส่วน “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีเรตติ้งเพิ่มขึ้น ร้อยละ 11.64 จากเดิมไตรมาสแรก ร้อยละ 8.08ล่าสุด“พรรคเพื่อไทย” จัดอีเวนต์ใหญ่เมื่อ 21 ก.ค.2569 โชว์ผลงานในรอบ 90 วัน ภายใต้ 5 กระทรวงหลักของพรรค ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวง อว. โดยวางสมการคีย์พอยต์ ยกกำลังสอง ทั้งเรื่องคนไทย เกษตร แรงงาน การศึกษา และผู้สูงอายุไว้ด้วยกัน"ยกกำลังประเทศไทย" ในความหมายที่พรรคเพื่อไทย นำเสนอต่อสาธารณะคือ การลงทุนกับคนไทย ซึ่งให้ผลลัพธ์ต่อประเทศแบบทวีคูณ นโยบายทุนมนุษย์ของรัฐบาลออกแบบให้ตอบโจทย์กับคนไทยทุกช่วงวัย โดย "ยศชนัน" ได้ฉายภาพให้เห็นทุกนโยบายของ 5 กระทรวงหลักจะเข้ามาหลอมรวมทำงานร่วมกันเพื่อดูแลคนไทยตั้งแต่แรกเกิดจนสูงวัยโดยมี “ยศชนัน” โชว์สปีชวิชาการในชื่องาน “Thailand² ยกกำลังประเทศไทย ยกระดับทุนมนุษย์” พร้อมทั้งผลักดันให้มีคณะทำงานเฉพาะทางเชิงลึกถึง 7 คณะ ประกอบด้วยเครือข่ายผู้นำระดับชาติจากทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน โดยดึงบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญด้านทุนมนุษย์ดร.ชิต เหล่าวัฒนา, จรีพร จารุกรสกุล, รศ.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์, คมกริช นาคะลักษณ์, แบ๊งค์ งามอรุณโชติ, สราวุฒิ อยู่วิทยา, บวรนันท์ ทองกัลยา, สุทธาภา อมรวิวัฒน์, เรืองโรจน์ พูนผล, อติชาญ เชิงชวโน, อิสระ ว่องกุศลกิจ, สาระ ล่ำซำ, ผยง ศรีวณิช , จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา และธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธเจาะที่ไป 7 คณะทำงาน ชุดเรือธงผลงานค่ายแดงที่จะวัดศรัทธา และลบกระแสพรรคต่ำร้อย จะอยู่ภายใต้ "อนุกรรมการพัฒนาทุนมนุษย์ ด้านการวิจัย และพัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่" แบ่งเป็น1.คณะทำงานการพัฒนาทุนมนุษย์ด้านการวิจัยและพัฒนา สังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์ 2.คณะทำงาน ยาและสุขภาพ 3. คณะทำงาน การเกษตรและอาหารที่มีคุณภาพ 4.คณะทำงาน ยานยนต์แห่งอนาคต 5.คณะทำงาน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและดิจิทัล 6. คณะทำงาน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ 7.คณะทำงาน การส่งเสริมระบบนิเวศนอกจากนั้น พรรคเพื่อไทยยังเสนอให้มีการตั้ง"บอร์ดทุนมนุษย์ระดับชาติ" เพื่อบูรณาการทุกกระทรวงแบบไร้รอยต่อ รวมทั้งให้มีคณะกรรมการทุนมนุษย์แห่งชาติ (Human Capital Superboard) โดยซูเปอร์บอร์ดนี้ จะเกิดขึ้นหลังจาก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ผ่านสภาฯยุทธศาสตร์ระดับชาติที่ครอบคลุมทั้งหมดนี้ จะถูกขับเคลื่อนผ่านกลไกของ “ว่าที่คณะอนุกรรมการ การพัฒนาทุนมนุษย์ ด้านการวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่" ภายใต้คณะกรรมการร่วมภาครัฐ และเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.)จะมีการประสานหน่วยงานแต่ละกระทรวงภายใต้การกำกับของพรรคเพื่อไทย มาสนับสนุนงบประมาณในการดึงศักยภาพพัฒนาคน เพราะการพัฒนาคนเป็นหัวใจสำคัญในการฟื้นเศรษฐกิจ และส่งเสริมนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างไรก็ตาม ไฮไลต์ของงานโชว์ผลงานของ "เพื่อไทย" ปรากฏว่า “อนุทิน” ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้รับการประสานจาก “ดร.เชน ยศชนัน” ให้ขึ้นโพเดียม เวทีรัฐมนตรีค่ายแดง ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตภายในพรรคเพื่อไทยว่า การที่นายกฯ อนุทิน มาร่วมเวทีโชว์ผลงานของพรรคเพื่อไทย เป็นเพราะใช้จังหวะนี้ กลบกระแสที่กำลังถูกหลายฝ่ายกำลังรุมถล่มสารพัดเรื่องหรือไม่อีกทั้ง ภาพรวมรัฐบาลสีน้ำเงิน ยังเผชิญเรื่องปัญหาไร้ผลงานด้วย ทั้งตัวรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ที่มีสัดส่วนรัฐมนตรีลูกเทพ เจนใหม่ค่ายน้ำเงินจำนวนมาก ที่กำลังถูกวัดเคพีไออย่างหนัก เสี่ยงถูกเปลี่ยนตัวในช่วงปรับ-เปลี่ยนคณะรัฐมนตรีในอนาคตทำให้จังหวะหนึ่งบนเวทีของ 5 กระทรวงค่ายแดง “อนุทิน” ต้องหยอดหวานใส่ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ รมว.แรงงงาน ว่า“หนูกับหนิม รักกันปานจะกลืน”หรือแม้กระทั่ง นายกฯ อนุทิน พยายามรวบผลงานของพรรคเพื่อไทย ครั้งล่าสุดว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่รัฐบาลผสม แต่เป็นรัฐบาลร่วมกัน คณะรัฐมนตรีเป็นรัฐบาลของพี่น้องประชาชน เป็นรัฐบาลของประเทศไทยถ้อยแถลงท่าที และสปีชดังกล่าวของนายกฯ หนู ทำให้ถูกถอดรหัสทางการเมืองว่า ตั้งใจมาโหนกระแส “เติมเชน” หรือไม่โดยเฉพาะการสื่อสารว่า การแถลงโปรเจกต์ใหญ่ครั้งนี้ของเพื่อไทยคือ ผลงานของรัฐบาลของประเทศไทย เพื่อเลี่ยงการแบ่งแต้ม และความนิยมทางการเมือง ระหว่างรัฐบาลผสม "น้ำเงิน-แดง"ปฏิเสธไม่ได้ว่าในสนามเลือกตั้งระดับชาติ หลังจากนี้ “พรรคเพื่อไทย“ ยังคงเป็นคู่แข่งทางการเมืองที่สำคัญในภาคอีสานสำหรับพรรคภูมิใจไทยเพราะถึงอย่างไร ตัวแปรในการจัดตั้งรัฐบาล ยังอยู่ที่การโกย สส.อีสาน ให้ได้เป็นแชมป์ของภาค เพราะมีผลต่อการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลกลยุทธ์ค่ายแดงหลังเลือกตั้ง ทั้งคีย์แมน และผู้นำหลังม่าน ยังยึดยุทธศาสตร์ "พรรคกระแส" โดยชูภาพผู้นำพรรครุ่นใหม่ ขายความเป็นนักวิชาการ “ยศชนัน” มาอย่างต่อเนื่อง เพราะแน่นอนว่าเลือกตั้งครั้งถัดไป “ดร.เชน” ยังคงเป็นความหวังของหมู่บ้านเพื่อไทย และคนตระกูลชินวัตร และยังต้องถูกชูให้เป็นแคนดิเดตนายกฯ อีกในรอบหน้ายิ่งในบริบทที่ “พรรคภูมิใจไทย” กลายเป็นพื้นที่กระสุนตกเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง ทั้งปมวิกฤติพลังงาน คดีฮั้ว สว. มหากาพย์ทุจริตสอบท้องถิ่น รัฐมนตรีสีน้ำเงินไร้ผลงาน แม้แต่นายกฯ หนู ยังถูกมองว่ามือไม่ถึง เพราะต้องพึ่งพาบารมีครูใหญ่แห่งบุรีรัมย์ และยังต้องอยู่ภายใต้คอนโทรลของผู้นำหลังม่านสีน้ำเงินสถานการณ์ทั้งหมด ล้วนเป็นโจทย์ยากในการฟื้นเรตติ้งในช่วงไตรมาส 3-4 ของพรรคภูมิใจไทยขณะที่พรรคเพื่อไทย สถานะที่เป็นเพียงพรรคร่วมรัฐบาล จึงเล่นบทตามน้ำ เดินเกมนิ่ง เลี่ยงปมเสี่ยง ปมร้อน ใช้จังหวะวิกฤติพรรคสีน้ำเงินขาลง โชว์ผลงาน 5 โควตากระทรวงด้านสังคม เพื่อเป็นแรงเหวี่ยง ดึงแต้มพรรค และว่าที่ผู้นำพรรคให้เพิ่มขึ้นยุทธศาสตร์การผนึก 5 กระทรวงจึงเป็น “เรือธงใหญ่” ที่เพื่อไทยมีเดิมพันสูง ต้องผลักดันให้เห็นเป็นผลงาน เพื่อกลับมาอีกครั้งพิสูจน์อักษร….สุรีย์ ศิลาวงษ์
‘เรือธงใหญ่’ ค่ายแดงลุ้นรีเทิร์น ดันยุทธศาสตร์ 5 กระทรวงโควตา
by
Tags: