เงิน “สแกมเมอร์” เขมร…..สามารถ “จ้างผี UN” ให้โม่แป้งได้จริงหรือ?ผมก็ไม่รู้แต่เรื่องนี้น่าคิด สมควรยกขึ้นเป็น “กรณีศึกษา”คือเคสของ “นาย Tom Andrews”ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ ว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชาหลังจากไปฟังความในฝั่งเขมรเป็นทางการมา ๑๐ วันก็แถลงการณ์พาดพิงถึงประเทศไทย ชนิดไม่น่าเชื่อว่า“นายแอนดรูว์ส”จะทำให้ UN “ต่ำค่า” ทางความเชื่อถือได้ขนาดนี้!?ประเด็นความมันมีว่า…..“พวกเขมร ที่เคยพักพิงชั่วคราวที่หนองจาน หนองหญ้าแก้ว ซึ่งเป็นแผ่นดินไทย แต่ไทยเปิดให้พวกมันพักพิงชั่วคราว ตามหลักมนุษยธรรม เมื่อปลายทศวรรษ ๑๙๗๐แผ่นดินเขมรสงบแล้ว มันก็ไม่ยอมกลับซ้ำเนรคุณ ทึกทักบ้านหนองจาน เป็นแผ่นดินเขมรไทยเพิ่งผลักดันเสนียดออกไป เอาแผ่นดินไทยคืนมาประวัติศาสตร์ตรงนี้ เขมรรู้ โลกรู้และ UN ยิ่งรู้เพราะเป็นตัวตั้ง-ตัวตี ยกมนุษยธรรมค้ำคอให้ไทยเปิดแผ่นดินให้เขมรหนีตายเข้ามาพักพิงชั่วคราวมาวันนี้UN ส่งนายแอนดรูว์สไปสังเกต-สังกาสถานการณ์ในเขมรแล้วปล่อยให้ “นายแอนดรูว์ส” แถลงได้ไง ว่า“มีผู้พลัดถิ่นภายในประเทศชาวกัมพูชา ๖๕๐,๐๐๐ คน”!“๖๕๐,๐๐๐ คน…..ที่นายแอนดรูว์ส เรียกว่า “ผู้พลัดถิ่น” นั้นก็คือ เขมรที่หนีตายเข้ามาซุกหัวในแผ่นดินไทย ที่หนองจาน-หนองหญ้าแก้ว นั่นแหละมันใช่ “ผู้พลัดถิ่น” ซะที่ไหนล่ะ นายแอนดรูว์ส!เขาเรียก “ผู้ซุกหัวอาศัย” ตะหากเมื่อผู้ซุกหัวไม่ยอมกลับออกไปก็เข้าข่ายเป็น “ผู้รุกล้ำ” แผ่นดินไทยกับผู้รุกล้ำ ก็ต้อง “เฉดหัว” ให้มันกลับออกไปเท่านั้นฉะนั้น นายแอนดรูว์สจะเรียกเขมร ๖๕๐,๐๐๐ คน นั้นว่าเป็น “ผู้พลัดถิ่น” ไม่ได้เรียกแบบนั้น มันจะกลายเป็นว่าแผ่นดินที่ไทยเอาคืนคือ “แผ่นดินเขมร” ที่ไทยไปปล้นมา!ฉะนั้น ไทยก็ต้องคืนบ้านหนองจานให้ “ผู้พลัดถิ่น” เขมรนี่เป็นเจตนาของนายแอนดรูว์ส ตามประเด็นที่แถลงซึ่งมันผิดข้อเท็จจริง ๑๐๐%ที่จริง เขมรตะหาก รุกล้ำแล้วยึดเอาแผ่นดินไทยไปจึงเป็นความถูกต้อง-ชอบธรรมที่ไทยต้องเอาบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้วกลับคืนเรื่องนี้ ไม่มี “ผู้พลัดถิ่น”มีแต่เขมรหน้าด้าน ในตระกูล “สัตว์เนรคุณ”!?ผมจึงว่า ….บัดซบชัดๆ ที่แถลงแบบนี้คุณเป็นตัวแทนองค์การยูเอ็น เมื่อไปสังเกตการณ์เขมรกลับแถลงเหมือน “ติดเชื้อเนรคุณ” จากเขมร!?เพราะด้วย UN นั่นแหละ อ้างมนุษยธรรมรัฐบาลไทยจึงให้เขมรซมซานเข้ามาพักพิงชั่วคราว ที่บ้านหนองจาน“ค่ายผู้อพยพหนองจาน”หรือ “แคมป์ 511” ที่เรียกกันตอนนั้น ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรนานาชาติ และชาติตะวันตกรวมถึงหน่วยงานอย่าง UNBROคือหน่วยปฏิบัติการบรรเทาทุกข์ชายแดนแห่งสหประชาชาติได้รับเงินบริจาคและสิ่งของบริจาคส่วนใหญ่จากสหรัฐฯ คณะกรรมาธิการยุโรป ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และแคนาดาและจาก ICRC “คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ”องค์กรที่เข้ามาดูแลช่วยเหลือด้านอาหารและยารักษาโรคในทุกสนามความขัดแย้งเนี่ย….แต่ละประเทศที่เคยเจ้ากี้-เจ้าการในเรื่องนี้ โดยใช้แผ่นดินไทยเป็น “แผ่นดินเพื่อมนุษยธรรม”แต่พอเขมรเป็นไอ้เด็กเลี้ยงแกะ“ปั้นเรื่องเท็จ” ว่าบ้านหนองจานเป็นแผ่นดินของเขมรไทยไปไล่คนเขมรออกแล้วยึดเอาบ้านหนองจานของเขมรไปแต่ละประเทศที่เจ้ากี้-เจ้าการตอนนั้น รวมทั้ง UNแทนที่จะ…เฮ้ย..แอนดรูว์ส ….ยูจะแถลงมั่วสแกมเมอร์อย่างนี้ไม่ได้นะ เพราะมันผิดข้อเท็จจริงกลับ “อมสาก” กันเฉย!ปล่อยให้ “ผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ” ว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา…นายแอนดรูว์สคล้ายเมากลิ่นเงินสแกมเมอร์ แถลงว่า“มีผู้พลัดถิ่นในประเทศเขมร”!?“ผู้พลัดถิ่น” ในที่นี้ หมายถึงใครไปไม่ได้ นอกจากเขมรบ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้วที่ไทยเฉดหัวกลับเขมรไปการที่นายแอนดรูว์ส เรียกเขมรผู้รุกล้ำว่า “ผู้พลัดถิ่น”ก็เจตนาเปิดช่องให้เขมร ๖๕๐,๐๐๐ คนนั่นทวงคืนบ้านหนองจานจากไทย!ถ้าองค์การสหประชาชาติมันบิดเบี้ยวอย่างนี้เป็นที่พึ่งในความถูกต้อง-ชอบธรรมไม่ได้ทางแก้ ก็มีทางเดียว“เผาองค์การสหประชาชาติ” มันทิ้งซะ!นอกจากไร้ประโยชน์และสิ้นความชอบธรรมแล้วยังเป็นสถานที่ให้พวก “ผีโม่แป้ง”อาศัยคำว่า UN เป็นตราประทับรับรองความสับปลับ ตลบตะแลงของมันทำให้สังคมโลกเกิดความขัดแย้ง-ยุ่งเหยิงหนักขึ้น!เรื่องนี้ “กระทรวงการต่างประเทศ”ออกแถลงการณ์โต้ “นายทอม แอนดรูว์ส” แล้ว ดังนี้…………………………….ตามที่ปรากฏรายงานข่าวเกี่ยวกับแถลงการณ์สิ้นสุดภารกิจ (End of Mission Statement) ภายหลังการเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการของนาย Tom Andrewsผู้เสนอรายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในกัมพูชา (UN Special Rapporteur on the situation of human rights in Cambodia)ระหว่างวันที่ 20–31 กรกฎาคม 2569 ซึ่งมีการพาดพิงถึงประเทศไทยในบริบทของสถานการณ์ไทย–กัมพูชา นั้น1.ไทยรับทราบแถลงการณ์ดังกล่าว และขอย้ำอีกครั้งว่าความขัดแย้งระหว่างสองประเทศที่นำมาสู่ผลกระทบต่างๆ ไม่ใช่ความขัดแย้งที่เริ่มโดยฝ่ายไทยแต่มาจากการโจมตีเป้าหมายพลเรือนในไทยโดยฝ่ายกัมพูชา2.กรณีที่ผู้เสนอรายงานพิเศษฯ อ้างว่า มีผู้พลัดถิ่นภายในประเทศชาวกัมพูชา (Internally Displaced Persons: IDPs) จำนวน 650,000 คน นั้นไทยขอชี้แจงว่า จำนวนที่กล่าวอ้างนั้น ในความเป็นจริง ส่วนหนึ่งเป็นชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ซึ่งไทยเคยเปิดให้เป็นพื้นที่พักพิงชั่วคราวในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1970 อันเป็นการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากไทยอย่างไรก็ดี ภายหลังสถานการณ์คลี่คลายแล้ว กลุ่มบุคคลดังกล่าวมิได้ย้ายออกจากพื้นที่แม้ว่าฝ่ายไทยได้ทำการประท้วงฝ่ายกัมพูชาหลายครั้งแล้วก็ตาม จึงถือเป็นกลุ่มบุคคลที่รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยและไม่เข้านิยามของการเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (IDPs)3.ไทยเห็นว่า ประเด็นเรื่องสิทธิในการเดินทางกลับคืนสู่มาตุภูมิ (right of return) ไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ทางการเมืองหรือเพื่อการประชาสัมพันธ์ในลักษณะโฆษณาชวนเชื่อ มากกว่าการคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมอย่างแท้จริงทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชามีหน้าที่รับผิดชอบการดูแลและคุ้มครองประชาชนของตนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง จนต้องพลัดถิ่นภายในกัมพูชาทั้งในด้านสิทธิในชีวิตและความปลอดภัย และการให้หลักประกันว่า กลุ่มบุคคลดังกล่าวโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง สามารถเข้าถึงที่พักพิงที่เหมาะสม มาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอ อาหาร น้ำสะอาด สุขาภิบาล และบริการด้านสาธารณสุขที่จำเป็น4.สำหรับกรณีแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับจากประเทศไทย ซึ่งผู้เสนอรายงานพิเศษฯ อ้างว่ามีจำนวน 900,000 คนไทยขอชี้แจงว่า แรงงานกัมพูชา ที่เดินทางกลับประเทศภายหลังเกิดสถานการณ์ข้อพิพาทบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาประกอบด้วยทั้งผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายและผู้ที่ลักลอบเข้ามาทำงานโดยแรงงานดังกล่าว เดินทางกลับกัมพูชาโดยสมัครใจภายหลังการเชิญชวนของรัฐบาลกัมพูชาทั้งนี้ รัฐบาลไทยได้ให้คำมั่นมาโดยตลอดว่า ให้ความสำคัญกับการดูแลความปลอดภัยของแรงงานกัมพูชาในไทยและไม่เคยมีนโยบายที่จะผลักดันแรงงานกัมพูชาออกจากประเทศแต่อย่างใด5.ขอย้ำว่า ไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศโดยที่ผ่านมา ไทยได้ให้ความร่วมมือกับกลไกพิเศษภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council: HRC) มาอย่างต่อเนื่องและได้มีคำชี้แจงเรื่องนี้ต่อกลไกดังกล่าว ซึ่งได้รับการบันทึกอย่างเป็นทางการไว้แล้วสอดคล้องกับความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการส่งเสริมความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามพันธกรณีระหว่างประเทศ6.ไทยเห็นว่า กลไกพิเศษภายใต้คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ควรยึดมั่นในหลักความเป็นกลาง ความเที่ยงธรรมและการพิจารณาข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและสามารถตรวจสอบได้รวมทั้งคำนึงถึงข้อเท็จจริงและมุมมองจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านและครอบคลุมเพื่อให้การประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนเป็นไปอย่างสมดุล และสอดคล้องกับอาณัติของกลไกพิเศษอย่างแท้จริง7.ไทยพร้อมที่จะมองไปข้างหน้าและฟื้นฟูความสัมพันธ์กับกัมพูชาอย่างไรก็ดี การดำเนินการดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังและจริงใจจากฝ่ายกัมพูชาด้วยโดยร่วมกันสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ผ่านการปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) วันที่ 27 ธันวาคม 2568 อย่างเคร่งครัดรวมถึงการลดระดับความตึงเครียด และการงดเว้นการกระทำหรือการกล่าวหาที่เป็นการยั่วยุและอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือบั่นทอนความไว้วางใจเพื่อเปิดทางสู่การแก้ไขประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงตามแนวชายแดนด้วยสันติวิธี ผ่านกลไกทวิภาคีร่วมกันต่อไป………………………………ครับ….ตอนนี้ พวกเขมรมันคงตีปี๊บเป็น “ผู้พลัดถิ่น” กันยกใหญ่แล้วอ้างแถลงการณ์นายแอนดรูว์สมาทวงเอา “บ้านหนองจาน”อยากได้ก็รีบมาไวๆ ทหารไทยเขาคันกันเต็มที่แล้ว!-เปลว สีเงิน๓ สิงหาคม ๒๕๖๙คนปลายซอย
เผาซะเลยดีมั้ย?
by
Tags: